เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
Biz Movement เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
ผ่า ‘ผังน้ำ’ ป้องท่วม กทม. ผุด ‘บัฟเฟอร์โซน-เพิ่มแก้มลิง’
Real Estate ผ่า ‘ผังน้ำ’ ป้องท่วม กทม. ผุด ‘บัฟเฟอร์โซน-เพิ่มแก้มลิง’
‘เอ แอสเสท’ ดึงทุนเวียดนาม-ญี่ปุ่น ปั้น ‘มิกซ์ยูสทองหล่อ’ 1.2 หมื่นล้าน
Real Estate ‘เอ แอสเสท’ ดึงทุนเวียดนาม-ญี่ปุ่น ปั้น ‘มิกซ์ยูสทองหล่อ’ 1.2 หมื่นล้าน
‘แบงก์กรุงเทพ’ อัด 6.3 พันล้าน หนุนบิ๊กดีล ‘แสนสิริ’ ซื้อโรงแรมหรู
Real Estate ‘แบงก์กรุงเทพ’ อัด 6.3 พันล้าน หนุนบิ๊กดีล ‘แสนสิริ’ ซื้อโรงแรมหรู
ศุภจี ขอผู้ส่งออกชะลอ 30-50 % ช่วง 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้สินค้าในประเทศทั่วถึง
Economic ศุภจี ขอผู้ส่งออกชะลอ 30-50 % ช่วง 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้สินค้าในประเทศทั่วถึง
ผ่างบ 3.9 พันล้าน กรมอุตุฯ ยกเครื่องเทคโนโลยี รับโลกแปรปรวน
Tech ผ่างบ 3.9 พันล้าน กรมอุตุฯ ยกเครื่องเทคโนโลยี รับโลกแปรปรวน
ลุ่มเจ้าพระยาน้ำลดลง เชื่อ 4 จว.ท้ายน้ำ ไม่กระทบมาก ‘กทม.’ ยื่นเยียวยาแล้ว 3.5 หมื่นราย 
Politics ลุ่มเจ้าพระยาน้ำลดลง เชื่อ 4 จว.ท้ายน้ำ ไม่กระทบมาก ‘กทม.’ ยื่นเยียวยาแล้ว 3.5 หมื่นราย 
‘ชาย’ ยันไร้ทุจริต-ตรวจสอบได้ บอกตัวเองฐานะการเงินด้อยสุดของ DD การบินไทย
Business ‘ชาย’ ยันไร้ทุจริต-ตรวจสอบได้ บอกตัวเองฐานะการเงินด้อยสุดของ DD การบินไทย
อุตสาหกรรมไม้ยางพาราชะงัก วัตถุดิบลด โรงงานแปรรูปใต้จ่อย้ายฐาน
Economic อุตสาหกรรมไม้ยางพาราชะงัก วัตถุดิบลด โรงงานแปรรูปใต้จ่อย้ายฐาน
ย้อนตำนาน 5 ทศวรรษ ‘สวนน้ำ-สวนสนุก’ เมืองไทย เมื่อธุรกิจถึงจุดเปลี่ยน
Business ย้อนตำนาน 5 ทศวรรษ ‘สวนน้ำ-สวนสนุก’ เมืองไทย เมื่อธุรกิจถึงจุดเปลี่ยน
ดูทั้งหมด

นักวิชาการ ชี้ กัมพูชาขึ้นทะเบียนละครรำไม่ได้ผูกขาด แนะไทยยื่นหลักฐานแสดงบทบาทร่วม

16 ก.ค. 2568 | 14:44น.
ผศ. ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ

นักวิชาการชี้กัมพูชาขึ้นทะเบียนละครรำกับยูเนสโกไม่ได้ผูกขาด-เป็นเจ้าของวัฒนธรรมอย่างสมบูรณ์ แนะไทยพิจารณายื่นเสนอชื่อแนบหลักฐานความเกี่ยวโยงวัฒนธรรม ในฐานะสังคมที่มีรากฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกัน

จากกรณีที่เกิดกระแสวิพากษ์ในสังคมออนไลน์ เมื่อมีผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าประเทศกัมพูชาได้นำวรรณกรรมที่มีต้นทางจากไทยไปขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” กับองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) หรือเมื่อ 17 ปีก่อน สร้างความกังวลในหมู่ประชาชนไทยบางส่วนเกี่ยวกับสิทธิในการใช้และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมดังกล่าวในระดับนานาชาติ

กระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้ชี้แจงว่า รายการที่กัมพูชานำไปขึ้นทะเบียนนั้นคือ “การแสดงละครรำแบบเขมร” ไม่ใช่วรรณกรรมตามที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม

ผศ.ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมกับยูเนสโก ตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ พ.ศ. 2546 (2003 Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมร่วมของมนุษยชาติ มิใช่การจำกัดสิทธิของประเทศใดประเทศหนึ่งในการใช้หรือสืบทอดวัฒนธรรมดังกล่าว และไม่ใช่การรับรองสิทธิแต่เพียงผู้เดียว หรือสิทธิในเชิงทรัพย์สินทางปัญญา

“ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคมไทยส่วนหนึ่ง เกิดจากการตีความว่าการขึ้นทะเบียนกับยูเนสโกเสมือนการได้รับลิขสิทธิ์ขาด ซึ่งไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอนุสัญญาที่ไม่ได้มีบทบัญญัติใดระบุว่า การขึ้นทะเบียนจะกระทบต่อสิทธิของประเทศอื่นที่มีวัฒนธรรมร่วมกัน” ผศ.ดร.ธนภัทรกล่าว

ทั้งนี้ หากประเทศไทยมีความกังวลต่อการขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมของกัมพูชา อนุสัญญายูเนสโกได้เปิดทางให้รัฐภาคีสามารถยื่นข้อทักท้วง หรือแสดงความเห็นต่อรายการที่เสนอขึ้นทะเบียนได้ กรณีเห็นว่ามีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของตน สามารถยื่นข้อมูล หรือหลักฐานประกอบ ว่าวัฒนธรรมดังกล่าวมีต้นกำเนิดหรือพัฒนาการร่วมกับประเทศของตนอย่างไร

ซึ่งหากยูเนสโกพิจารณาแล้วเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว จะดำเนินการเพิ่มเติมอ้างอิงให้แก่ประเทศต้นทาง หรือระบุให้รายการดังกล่าวเป็นการขึ้นทะเบียนร่วมระหว่างสองประเทศในเอกสารประกอบอย่างเป็นทางการ

“วัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีความคล้ายคลึงกันสูง จนยากที่จะแยกขาดได้ว่าฝ่ายใดเป็นต้นฉบับแท้จริง โดยเฉพาะเมื่อมีประวัติศาสตร์การแลกเปลี่ยน การยืม และการดัดแปลงทางศิลปวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่อง การดำเนินคดี หรือกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดลิขสิทธิ์ทางวัฒนธรรมจึงเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ

สำหรับข้อเสนอในการแก้ไขความกังวลที่เกิดขึ้น หากประเทศไทยต้องการปกป้องหรือแสดงความเป็นเจ้าของต่อวัฒนธรรมของตน สิ่งที่ควรดำเนินการอาจไม่ใช่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์เพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นการเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอขึ้นทะเบียนในนามของตนเอง พร้อมทำความเข้าใจว่าวัฒนธรรมในภูมิภาคนี้ไม่ใช่ของใครคนเดียว แต่มีรากฐานร่วมที่ควรได้รับการดูแลอย่างสมดุลร่วมกัน” ผศ.ดร.ธนภัทรกล่าว

ผศ.ดร.ธนภัทรกล่าวต่อไปว่า หากพิจารณาในเชิงข้อกฎหมาย อนุสัญญายูเนสโก 2003 ยังมีช่องโหว่หลายประการที่จำแนกออกมาได้ 5 ประเด็น ได้แก่

1.ข้อความในอนุสัญญาฯ มีความคลุมเครือ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าการขึ้นทะเบียนคือการถือสิทธิแต่เพียงผู้เดียว เหมือนการจดลิขสิทธิ์ ซึ่งในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น

2.ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการประเมินว่ารัฐที่อ้างว่าเป็นผู้สืบทอดวัฒนธรรม มีความเข้าใจ หรือมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์วัฒนธรรมดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมภายหลังจากการขึ้นทะเบียน

3.ไม่มีเกณฑ์ในการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศที่ชัดเจน หากเกิดข้อพิพาทในกรณีวัฒนธรรมทับซ้อนกัน เช่น หากประเทศหนึ่งแอบอ้างวัฒนธรรมของอีกประเทศหนึ่งไปขึ้นทะเบียน ขณะนี้อนุสัญญายังไม่มีมาตรการทางกฎหมายที่ให้ประเทศต้นทางสามารถฟ้องร้อง หรือเรียกร้องได้อย่างเป็นทางการ โดยประเทศต้นทางสามารถทำได้เพียงยื่นข้อคิดเห็น หรือขอรับรองความเป็นเจ้าของร่วมเท่านั้น

4.ความคลุมเครือในเรื่องสถานะความเป็นเจ้าของ หรือผู้ถือครองวัฒนธรรม เพราะแม้แต่กรณีโขนที่ไทยและกัมพูชาเคยเสนอขึ้นทะเบียนในฐานะศิลปะการแสดงของตน ก็ไม่ได้เกิดข้อขัดแย้ง เนื่องจากต่างฝ่ายต่างมีรายละเอียดทางวัฒนธรรมที่ปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของตนเอง สะท้อนถึงการยอมรับโดยปริยายว่าบางวัฒนธรรมมีต้นกำเนิดร่วมกัน และสามารถดำรงอยู่ได้ในหลายพื้นที่

5.อนุสัญญาดังกล่าวยังขาดความเชื่อมโยงกับระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ในระดับสากลโดยตรง กล่าวคือการขึ้นทะเบียนในรายการของยูเนสโกเป็นเพียงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในเชิงสัญลักษณ์ แต่ไม่มีผลทางกฎหมายในการปกป้องหรือบังคับใช้สิทธิในระดับระหว่างประเทศ และไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจนกรณีมีการอ้างอิงวัฒนธรรมโดยไม่ระบุแหล่งที่มาอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ที่การขึ้นทะเบียนของกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่การตีความเจตนารมณ์ของอนุสัญญา และความเข้าใจของสาธารณชนต่อระบบการรับรองมรดกวัฒนธรรม และการสื่อสารในสาธารณะเกี่ยวกับบทบาทของการขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ