สัมภาษณ์
ครึ่งปีที่ผ่านมา “ธนาคารไทยเครดิต” (CRADIT) ที่เป็นแบงก์น้องใหม่ ซึ่งเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯมาได้เพียงปีเศษ สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ท่ามกลางความเสี่ยงสารพัด ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน ภาวะดอกเบี้ยขาลง และปัจจัยจากภายนอกที่เข้ามากระทบ ทำได้อย่างไรและทิศทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร “รอยย์ ออกุสตินัส กุนารา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนล่าสุด
CEO ปลื้มครึ่งปีแรกโตสวนตลาด
“รอยย์” เปิดเผยว่า ธนาคารมีผลประกอบการที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ถือได้ว่าดีที่สุดในภูมิภาค สวนทางกับภาพเศรษฐกิจในปี 2568 ที่มีความท้าทายและปัจจัยเสี่ยงเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งการทำธุรกิจจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและระมัดระวัง โดยการเติบโตของธนาคารในช่วงที่ผ่านมา มีการปรับตัวที่ดี หนี้เสียที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ค่อนข้างทรงตัว สะท้อนว่ากลุ่มลูกค้าหลักของธนาคาร ที่เป็นธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี และกลุ่มสินเชื่อนาโนและไมโครเครดิต ยังคงมีความแข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่น แม้ว่าเศรษฐกิจจะผันผวน
สำหรับภาพรวมผลประกอบการในช่วงครึ่งแรก ปี 2568 ธนาคารสามารถรักษาการเติบโตและคุณภาพสินเชื่อได้ดี ประสบความสำเร็จภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว และหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง โดยไทยเครดิตเติบโตถึง 5.2% สูงสุดในระบบธนาคารพาณิชย์ที่ภาพรวมหดตัว -0.4% บางแห่งโตเล็กน้อย และบางแห่งหดตัว
“กำไรสุทธิของธนาคารเติบโต 44% จาก 1,270 ล้านบาท มาอยู่ที่ 1,828 ล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรก”
ทั้งนี้ ธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 1.74 แสนล้านบาท ขณะที่การให้สินเชื่ออย่างระมัดระวัง ส่งผลให้เอ็นพีแอลอยู่ที่ 4.3% เทียบกับหนี้เสียกลุ่มเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมที่สูงถึง 7% สะท้อนว่าธนาคารสามารถบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปีนี้ธนาคารไม่ได้ตัดขายหนี้เอ็นพีแอล จากปีก่อนที่ตัดขายราว 2,000 ล้านบาท ประกอบกับเร่งช่วยเหลือลูกค้าผ่านโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” แม้จะกระทบรายได้ดอกเบี้ย แต่ลูกค้าไม่ไหลเป็นหนี้เสีย
“การเติบโตของเรา ในอดีตเฉลี่ยปีละ 24-25% แต่ในระยะสั้นจะเติบโต 10-15% การจะกลับไปเติบโตสูง ๆ ขึ้นกับสถานการณ์เศรษฐกิจและความแข็งแกร่งของลูกค้า เพราะปล่อยสินเชื่อปีละ 60,000 ล้านบาท ประมาณ 70% จะเป็นลูกค้าใหม่ ทั้งนี้ ธนาคารจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ในวงเงินที่เล็กลง ระมัดระวังมากขึ้น เพื่อไม่ให้ลูกค้าเป็นหนี้เกินตัว”
ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อของธนาคารมีอัตราการเติบโต 250% หรือกว่า 3 เท่า ซึ่งในปีนี้คาดว่าอัตราการเติบโตจะเป็น 2 หลัก ขยายตัวต่อเนื่อง แต่เป็นการขยายตัวที่มีความระมัดระวังมากขึ้น
“ในภาวะเศรษฐกิจมีความผันผวน และปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง ส่งผลให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ปรับเพิ่มขึ้น และยอดการอนุมัติสินเชื่อ (Approval Rate) ปรับลดลง เมื่อเทียบกับช่วงการระบาดของโควิด ที่ยอดการอนุมัติสูงกว่า เนื่องจากลูกค้าไม่มีการลงทุนใหม่ แต่ยังต้องการสินเชื่อ ซึ่งธนาคารต้องรัดกุม”
สำหรับกลยุทธ์การเติบโตของธนาคาร จะโฟกัสในกลุ่มลูกค้าไมโครเอสเอ็มอี และกลุ่มนาโน เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก สัดส่วนประมาณ 70% ของพอร์ตสินเชื่อรวม ซึ่งในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ธนาคารหรือสถาบันการเงินส่วนใหญ่ไม่ได้ลงมาเล่นในตลาดนี้ แต่ธนาคารมองว่าเป็นโอกาส
“ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดกลุ่มไมโครเอสเอ็มอีและนาโน มีมูลค่าเพียง 2 หมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท และคาดการณ์ว่าภายใน 3-5 ปีข้างหน้า มูลค่าตลาดกลุ่มนี้จะปรับเพิ่มขึ้นอีกเป็นหลักแสนล้าน จึงเป็นโอกาสในการเติบโต”
“รอยย์” กล่าวว่า เป้าหมายธุรกิจในปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเติบโต 10-15% ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 7.5-8% ต้นทุนต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 42-43% หนี้เอ็นพีแอลควบคุมไม่เกิน 4.5% ต้นทุนความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อ (Credit Cost) 2-2.7% และผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 15.5-20%
“แผนในอนาคต เราจะเน้น 2 เรื่อง คือ เน้นลูกค้ากลุ่มไมโครเอสเอ็มอีและกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ภายใต้การจัดการควบคุมคุณภาพหนี้ เพื่อให้ธนาคารสามารถขยายธุรกิจและฐานลูกค้าใหม่ได้ต่อเนื่อง รวมถึงการนำเอาเทคโนโลยีผ่านการทำ Digital Transformation เข้ามารองรับธุรกิจใหม่ ๆ โดยจะมีการลงทุนในด้านไอที ซึ่งจะช่วยให้ลดการดำเนินงานในอนาคตลง”
สำหรับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐ “รอยย์” กล่าวว่า ธนาคารได้สำรวจพอร์ตสินเชื่อของลูกค้าอย่างใกล้ชิด ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 70% ค้าขายภายในประเทศ ทำให้ผลกระทบค่อนข้างน้อย แต่ก็มีบางส่วนที่เกี่ยวข้องในซัพพลายเชน
“จากการสำรวจและพูดคุยกับลูกค้า พบว่าประมาณ 50% ธุรกิจยังมีเสถียรภาพและทรงตัว และอีกราว 50% ยอมรับว่ารายได้ปรับลดลงประมาณ 20-30% และอาจมีบางกลุ่มที่จำเป็นต้องปิดกิจการลง เนื่องจากไม่มีรายได้ ซึ่งโดยภาพรวมยังมองว่าลูกค้าส่วนใหญ่ยังสามารถปรับตัวได้”
“รอยย์” กล่าวว่า ในการเตรียมความพร้อมรับผลกระทบดังกล่าว ธนาคารมี 2-3 แผนด้วยกัน คือ 1.ช่วยเหลือลูกค้าโดยการปรับโครงสร้างหนี้ 2.ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ กรณีลูกค้าไม่สามารถไปต่อได้ เนื่องจากธนาคารต้องมีความแข็งแรง และ 3.การพิจารณาปล่อยสินเชื่ออย่างรัดกุม ถือเป็นกระบวนการสำคัญ
“เรามองว่า Tariffs ที่ออกมา 19% จากเดิมที่อยู่ 36% ถือว่าเป็นข่าวที่ดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็น New Normal ที่จะทำให้ธุรกิจจะต้องปรับตัวเพื่อรองรับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ซึ่งเราก็ต้องติดตามใกล้ชิด เพราะว่าเพิ่งเริ่มมีผลบังคับใช้”