กรณีศึกษา “ขยายอายุเกษียณ” ชวนย้อนรอยวิกฤตบำนาญจากฝรั่งเศสและเดนมาร์ก ชนวนระเบิดเวลาทางสังคมที่ประชาชนปฏิเสธ “ประเทศไทย” หาทางออก มองเออร์ลี่รีไทร์ในบางหน่วยงานเพื่อรีเซ็ตโครงสร้างประเทศ
ล่าสุดที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างกำลังคนภาครัฐได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เร่งจัดทำแผนเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่มีจำนวนมากเกินความจำเป็นออก
ขณะเดียวกันรัฐบาลของบางประเทศก็กำลังแก้ปัญหา “สังคมสูงวัย” ด้วยการบังคับให้ประชาชนทำงานนานขึ้น ภาพเปลวเพลิงจากการประท้วงกลางกรุงปารีส และเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับแรงงานทั่วโลกมีปรากฎให้เห็นอยู่เสมอๆ ซึ่งบางเหตุการณ์กลายเป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า
“การขยายอายุเกษียณอาจเป็นฝันร้ายทางสังคมที่ประชาชนไม่ยอมรับ”
ลองหันกลับมามองกรณีศึกษาของประเทศฝรั่งเศสและประเทศเดนมาร์กที่เป็นเคสตัวอย่างในการออกนโยบายขยายอายุเกษียณดังต่อไปนี้
กรณีศึกษาฝรั่งเศส ชนวนเหตุความขัดแย้ง และการฝืนใจประชาชน
ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับ “สิทธิในการพักผ่อน” และรัฐสวัสดิการสูงมาก ระบบบำนาญแบบเดิมจ่ายเงินให้ผู้เกษียณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้ข้าราชการและแรงงานฝรั่งเศสคุ้นเคยกับการเกษียณที่อายุ 62 ปี เพื่อไปใช้ชีวิต ท่องเที่ยว และดูแลครอบครัวในขณะที่สุขภาพยังพอแข็งแรงอยู่
แต่ในปี พ.ศ. 2566 รัฐบาลของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง มองเห็นตัวเลขสีแดงในบัญชีว่า กองทุนบำนาญจะขาดดุลมหาศาลหากไม่ทำอะไรเลย มาครงจึงใช้อำนาจพิเศษผ่านกฎหมายปฏิรูป ขยายอายุเกษียณขั้นต่ำจาก 62 ปี เป็น 64 ปี
อ้างอิงจากรายงานของ Reuters เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สหภาพแรงงานและข้าราชการนับล้านคนนัดหยุดงาน ประท้วงปิดเมือง รถไฟหยุดวิ่ง ขยะล้นเมืองปารีส เพราะประชาชนมองว่า
“รัฐบาลกำลังขโมยเวลาชีวิต 2 ปีที่มีค่าที่สุดไปจากพวกเขาเหล่านั้น”
และเป็นการผลักภาระให้คนทำงานต้องแบกรับความผิดพลาดทางการคลังของรัฐ ยิ่งไปกว่านั้นสังคมยังวิเคราะห์ว่าการให้คนแก่อยู่ในตำแหน่งนานขึ้น จะยิ่งปิดกั้นโอกาสของเด็กจบใหม่ ส่งผลให้อัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนพุ่งสูงขึ้นอีกด้วย ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อประชาชนและสังคมเลยแม้แต่น้อย
กรณีศึกษาเดนมาร์ก การผูกอายุเกษียณ
ทางด้านของประเทศเดนมาร์กก็ประสบปัญหาที่คล้ายคลึงกัน โดยเดนมาร์กขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบบำนาญที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งติดอันดับท็อปของ Mercer Global Pension Index แต่เดนมาร์กใช้โมเดลที่ค่อนข้างโหดร้ายในมุมมองของแรงงาน คือ “การผูกอายุเกษียณไว้กับ Life Expectancy” ยิ่งทางการแพทย์ทำให้คนเดนมาร์กอายุยืนขึ้น รัฐบาลก็ยิ่งขยับอายุเกษียณสูงขึ้น ปัจจุบันอยู่ที่ 67 ปี และคาดว่าจะพุ่งไปถึง 70-74 ปีในอนาคตสำหรับคนรุ่นใหม่
แม้เดนมาร์กจะไม่มีการประท้วงรุนแรงแบบฝรั่งเศส แต่มันสร้าง “ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ” อย่างรุนแรงในสังคม ประชาชนตั้งคำถามว่า ข้าราชการที่นั่งทำงานในออฟฟิศติดแอร์อาจจะทำงานจนถึงอายุ 70 ปีได้ แต่สำหรับข้าราชการชั้นผู้น้อย พนักงานสาธารณสุข หรือคนงานที่ต้องยืน เดิน ยกของหนักมาทั้งชีวิต ร่างกายพวกเขาคงเสื่อมสภาพไปพอสมควรตั้งแต่อายุเข้าปีที่ 60 แล้ว การบังคับให้พวกเขาอยู่ถึง 67 ปี จึงเท่ากับบังคับให้พวกเขาอาจทำงานจนตายคาหน้าที่ได้
ความกดดันนี้ทำให้รัฐบาลเดนมาร์กต้องยอมถอยครึ่งก้าว ออกโครงการ “Arne Pension” หรือก็คือ Early Retirement สำหรับผู้สูญเสียสมรรถภาพทางกาย ยอมให้กลุ่มคนที่ทำงานหนักมาเกิน 42 ปี เกษียณก่อนกำหนดได้ 1-3 ปี ซึ่งเป็นการยอมรับกลายๆ ว่า นโยบายยืดอายุเกษียณแบบเหมาเข่งนั้น “ใช้ไม่ได้จริงในทางปฏิบัติ”
ทำไม “เออร์ลี่รีไทร์” อาจเป็นทางออกที่ดีกว่าสำหรับไทย
บทเรียนจากทั้งสองประเทศ ชี้ให้เห็นว่าการบีบให้คนทำงานจนแก่เฒ่าเพื่อประหยัดเงินของรัฐ อาจเป็นกลยุทธ์ที่ทำลายโครงสร้างความสุขของสังคม ประเทศไทยเราก็กำลังเจอโจทย์สลับด้านอยู่ ณ ตอนนี้
หากไทยเลือกที่จะขยายอายุเกษียณเป็น 63 หรือ 65 ปีตามเทรนด์โลก สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ เราอาจจะได้ระบบราชการที่เต็มไปด้วยผู้สูงวัยที่ไม่ถนัดเทคโนโลยียุคใหม่ ค่าใช้จ่ายเงินเดือนขั้นสูงที่สูงลิ่ว และปิดโอกาสการบรรจุเด็กจบใหม่รุ่น Gen Z ที่มีทักษะ AI
แทนที่จะยืดอายุการเกษียณ ก็ทำการปฏิรูประบบราชการด้วยการ “ลดคน-ลดขนาด” ในหน่วยงานรัฐบางส่วนผ่านกลไกเออลี่รีไทร์เชิงรุกและนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแทน เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณระยะยาว
การดำเนินการเออร์ลี่รีไทร์จึงอาจไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อความอยู่รอดทางการคลังของรัฐบาลไทยเท่านั้น แต่มันคือการ “คืนเวลาชีวิต” ให้กับประชากรวัยเก๋า และ “คืนโอกาสการทำงาน” ให้กับคนรุ่นใหม่ด้วย ก่อนที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับระเบิดเวลาทางสังคมเฉกเช่นเดียวกับที่ฝรั่งเศสและเดนมาร์กเคยเผชิญมาในอดีต