เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กินเจปี’69 เงินสะพัด 46,913 ล้าน โต 2.2% แม้คนกินต่ำสุดรอบ 11 ปี
Economic กินเจปี’69 เงินสะพัด 46,913 ล้าน โต 2.2% แม้คนกินต่ำสุดรอบ 11 ปี
ไชยชนก จ่อตั้ง ‘นัฐวุฒิ แดนดี‘ นั่งอธิบดีกรมอุตุฯ ​เยียวยาน้ำท่วมล็อตแรก 611 ราย​
Politics ไชยชนก จ่อตั้ง ‘นัฐวุฒิ แดนดี‘ นั่งอธิบดีกรมอุตุฯ ​เยียวยาน้ำท่วมล็อตแรก 611 ราย​
กรมโรงงานฯ เร่งกำจัดคราบน้ำมันในปราจีนฯ ย้ำไม่ใช่สารพิษ
Economic กรมโรงงานฯ เร่งกำจัดคราบน้ำมันในปราจีนฯ ย้ำไม่ใช่สารพิษ
UPOV 1991 โครงการหลวงหมอกจ๋ามมอง ดี-ไม่ดี ขึ้นกับชนิดพืช
เศรษฐกิจภูมิภาค UPOV 1991 โครงการหลวงหมอกจ๋ามมอง ดี-ไม่ดี ขึ้นกับชนิดพืช
ครม.ไฟเขียว ‘ภาสกร ชัยรัตน์‘ ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม คนใหม่
Politics ครม.ไฟเขียว ‘ภาสกร ชัยรัตน์‘ ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม คนใหม่
Labella เปิด Pop-up กลาง Matcha People พร้อม Special Menu
Biz Movement Labella เปิด Pop-up กลาง Matcha People พร้อม Special Menu
พาณิชย์ ชงงบ 1,000 ล้านพยุงค่าครองชีพน้ำท่วม ตรึงราคา-เติมผัก ไข่ รับมือกินเจ
Economic พาณิชย์ ชงงบ 1,000 ล้านพยุงค่าครองชีพน้ำท่วม ตรึงราคา-เติมผัก ไข่ รับมือกินเจ
อีซูซุลิสซิ่ง พักชำระหนี้ลูกค้า “น้ำท่วม” สูงสุด 3 เดือน
Automotive อีซูซุลิสซิ่ง พักชำระหนี้ลูกค้า “น้ำท่วม” สูงสุด 3 เดือน
“วัชระพล” ลงพื้นที่สามโคก จับตาน้ำเจ้าพระยา 2,500 ลบ.ม./วินาที เปิดเกณฑ์เยียวยาเกษตร-ประมง
Economic “วัชระพล” ลงพื้นที่สามโคก จับตาน้ำเจ้าพระยา 2,500 ลบ.ม./วินาที เปิดเกณฑ์เยียวยาเกษตร-ประมง
‘ไชยชนก’ ไม่เชื่อ ‘สุชาดา’ เอี่ยวสแกมเมอร์ จนกว่าจะมีหลักฐาน
Politics ‘ไชยชนก’ ไม่เชื่อ ‘สุชาดา’ เอี่ยวสแกมเมอร์ จนกว่าจะมีหลักฐาน
ดูทั้งหมด

‘เดนมาร์ก-ฝรั่งเศส’ ยืดอายุเกษียณจนคนลงถนน ถึงเวลาไทย ‘เออร์ลี่รีไทร์’ ราชการเชิงรุก

03 มิ.ย. 2569 | 16:52น.

กรณีศึกษา “ขยายอายุเกษียณ” ชวนย้อนรอยวิกฤตบำนาญจากฝรั่งเศสและเดนมาร์ก ชนวนระเบิดเวลาทางสังคมที่ประชาชนปฏิเสธ “ประเทศไทย” หาทางออก มองเออร์ลี่รีไทร์ในบางหน่วยงานเพื่อรีเซ็ตโครงสร้างประเทศ

ล่าสุดที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างกำลังคนภาครัฐได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เร่งจัดทำแผนเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่มีจำนวนมากเกินความจำเป็นออก

ขณะเดียวกันรัฐบาลของบางประเทศก็กำลังแก้ปัญหา “สังคมสูงวัย” ด้วยการบังคับให้ประชาชนทำงานนานขึ้น ภาพเปลวเพลิงจากการประท้วงกลางกรุงปารีส และเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับแรงงานทั่วโลกมีปรากฎให้เห็นอยู่เสมอๆ ซึ่งบางเหตุการณ์กลายเป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า

“การขยายอายุเกษียณอาจเป็นฝันร้ายทางสังคมที่ประชาชนไม่ยอมรับ”

ลองหันกลับมามองกรณีศึกษาของประเทศฝรั่งเศสและประเทศเดนมาร์กที่เป็นเคสตัวอย่างในการออกนโยบายขยายอายุเกษียณดังต่อไปนี้

กรณีศึกษาฝรั่งเศส ชนวนเหตุความขัดแย้ง และการฝืนใจประชาชน

ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับ “สิทธิในการพักผ่อน” และรัฐสวัสดิการสูงมาก ระบบบำนาญแบบเดิมจ่ายเงินให้ผู้เกษียณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้ข้าราชการและแรงงานฝรั่งเศสคุ้นเคยกับการเกษียณที่อายุ 62 ปี เพื่อไปใช้ชีวิต ท่องเที่ยว และดูแลครอบครัวในขณะที่สุขภาพยังพอแข็งแรงอยู่

แต่ในปี พ.ศ. 2566 รัฐบาลของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง มองเห็นตัวเลขสีแดงในบัญชีว่า กองทุนบำนาญจะขาดดุลมหาศาลหากไม่ทำอะไรเลย มาครงจึงใช้อำนาจพิเศษผ่านกฎหมายปฏิรูป ขยายอายุเกษียณขั้นต่ำจาก 62 ปี เป็น 64 ปี

อ้างอิงจากรายงานของ Reuters เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สหภาพแรงงานและข้าราชการนับล้านคนนัดหยุดงาน ประท้วงปิดเมือง รถไฟหยุดวิ่ง ขยะล้นเมืองปารีส เพราะประชาชนมองว่า

“รัฐบาลกำลังขโมยเวลาชีวิต 2 ปีที่มีค่าที่สุดไปจากพวกเขาเหล่านั้น”

และเป็นการผลักภาระให้คนทำงานต้องแบกรับความผิดพลาดทางการคลังของรัฐ ยิ่งไปกว่านั้นสังคมยังวิเคราะห์ว่าการให้คนแก่อยู่ในตำแหน่งนานขึ้น จะยิ่งปิดกั้นโอกาสของเด็กจบใหม่ ส่งผลให้อัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนพุ่งสูงขึ้นอีกด้วย ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อประชาชนและสังคมเลยแม้แต่น้อย

กรณีศึกษาเดนมาร์ก การผูกอายุเกษียณ

ทางด้านของประเทศเดนมาร์กก็ประสบปัญหาที่คล้ายคลึงกัน โดยเดนมาร์กขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบบำนาญที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งติดอันดับท็อปของ Mercer Global Pension Index แต่เดนมาร์กใช้โมเดลที่ค่อนข้างโหดร้ายในมุมมองของแรงงาน คือ “การผูกอายุเกษียณไว้กับ Life Expectancy” ยิ่งทางการแพทย์ทำให้คนเดนมาร์กอายุยืนขึ้น รัฐบาลก็ยิ่งขยับอายุเกษียณสูงขึ้น ปัจจุบันอยู่ที่ 67 ปี และคาดว่าจะพุ่งไปถึง 70-74 ปีในอนาคตสำหรับคนรุ่นใหม่

แม้เดนมาร์กจะไม่มีการประท้วงรุนแรงแบบฝรั่งเศส แต่มันสร้าง “ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ” อย่างรุนแรงในสังคม ประชาชนตั้งคำถามว่า ข้าราชการที่นั่งทำงานในออฟฟิศติดแอร์อาจจะทำงานจนถึงอายุ 70 ปีได้ แต่สำหรับข้าราชการชั้นผู้น้อย พนักงานสาธารณสุข หรือคนงานที่ต้องยืน เดิน ยกของหนักมาทั้งชีวิต ร่างกายพวกเขาคงเสื่อมสภาพไปพอสมควรตั้งแต่อายุเข้าปีที่ 60 แล้ว การบังคับให้พวกเขาอยู่ถึง 67 ปี จึงเท่ากับบังคับให้พวกเขาอาจทำงานจนตายคาหน้าที่ได้

ความกดดันนี้ทำให้รัฐบาลเดนมาร์กต้องยอมถอยครึ่งก้าว ออกโครงการ “Arne Pension” หรือก็คือ Early Retirement สำหรับผู้สูญเสียสมรรถภาพทางกาย ยอมให้กลุ่มคนที่ทำงานหนักมาเกิน 42 ปี เกษียณก่อนกำหนดได้ 1-3 ปี ซึ่งเป็นการยอมรับกลายๆ ว่า นโยบายยืดอายุเกษียณแบบเหมาเข่งนั้น “ใช้ไม่ได้จริงในทางปฏิบัติ”

ทำไม “เออร์ลี่รีไทร์” อาจเป็นทางออกที่ดีกว่าสำหรับไทย

บทเรียนจากทั้งสองประเทศ ชี้ให้เห็นว่าการบีบให้คนทำงานจนแก่เฒ่าเพื่อประหยัดเงินของรัฐ อาจเป็นกลยุทธ์ที่ทำลายโครงสร้างความสุขของสังคม ประเทศไทยเราก็กำลังเจอโจทย์สลับด้านอยู่ ณ ตอนนี้

หากไทยเลือกที่จะขยายอายุเกษียณเป็น 63 หรือ 65 ปีตามเทรนด์โลก สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ เราอาจจะได้ระบบราชการที่เต็มไปด้วยผู้สูงวัยที่ไม่ถนัดเทคโนโลยียุคใหม่ ค่าใช้จ่ายเงินเดือนขั้นสูงที่สูงลิ่ว และปิดโอกาสการบรรจุเด็กจบใหม่รุ่น Gen Z ที่มีทักษะ AI

แทนที่จะยืดอายุการเกษียณ ก็ทำการปฏิรูประบบราชการด้วยการ “ลดคน-ลดขนาด” ในหน่วยงานรัฐบางส่วนผ่านกลไกเออลี่รีไทร์เชิงรุกและนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแทน เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณระยะยาว

การดำเนินการเออร์ลี่รีไทร์จึงอาจไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อความอยู่รอดทางการคลังของรัฐบาลไทยเท่านั้น แต่มันคือการ “คืนเวลาชีวิต” ให้กับประชากรวัยเก๋า และ “คืนโอกาสการทำงาน” ให้กับคนรุ่นใหม่ด้วย ก่อนที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับระเบิดเวลาทางสังคมเฉกเช่นเดียวกับที่ฝรั่งเศสและเดนมาร์กเคยเผชิญมาในอดีต