คิดใหญ่ (ไม่) คิดเล็ก ศักดิ์ชัย สุทธิพิพัฒน์
การที่ใครสักคนหนึ่งจะได้รับมอบหมายจากผู้บริหารระดับสูงให้มาบุกเบิกธุรกิจใหม่ ทั้ง ๆ ที่ธุรกิจนั้นไม่คุ้นชิน ไม่มีความรู้ และไม่มีความเชี่ยวชาญมาก่อน แต่ด้วยความเชื่ออย่างเดียวว่า…คุณทำได้
จึงทำให้ “ศักดิ์ชัย สุทธิพิพัฒน์” ตอบตกลงโดยปริยายทั้ง ๆ ที่ขณะนั้น เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายลงทุน บริษัท เอ็ม บี เค กรุ๊ป ด้วยการทำหน้าที่วิเคราะห์ความสามารถในการลงทุนของบริษัทในเครือ แต่การที่เขาถูกมอบหมายให้มาดู และรับผิดชอบ บริษัท เอ็ม บี เค การันตี จำกัด (MBK-G) ซึ่งเป็นบริษัทใหม่ในเครือเอ็ม บี เค กรุ๊ป จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง
เพราะแบ็กกราวนด์ของ “ศักดิ์ชัย” เคยเรียนทางด้านพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมาก่อน ทั้งยังเคยมีประสบการณ์ด้านการตรวจสอบบัญชี และที่ปรึกษาทางด้านการเงินจากไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส (PWC) ไทยแลนด์ มากว่า 10 ปี รวมถึงประสบการณ์การทำงานจากที่อื่น ๆ อีก 7 ปี ก่อนที่จะมาร่วมงานกับเครือเอ็ม บี เค กรุ๊ป
ดังนั้นเมื่อเขาได้รับโอกาสจากผู้บริหารระดับสูงให้มาบุกเบิกธุรกิจการให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทย และธุรกิจบริการสินเชื่อระยะสั้น และระยะกลางให้กับลูกค้าที่มีความต้องการวงเงินฉุกเฉิน จึงทำให้เขามองเป็นเรื่องของประสบการณ์ใหม่
แม้จะไม่มีความถนัดมาก่อนก็ตาม
แต่สำหรับ “ศักดิ์ชัย” ในบทบาทและตำแหน่งใหม่ คือ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม บี เค การันตี จำกัด (MBK-G) กลับมองว่าเมื่อผู้ใหญ่ให้โอกาส เราจะต้องทำให้ดีที่สุด
“จุดเริ่มต้นของ MBK-G เกิดขึ้นจากผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่าย คือ เอ็ม บี เค กรุ๊ป และทางธนชาต ที่เห็นพ้องต้องกันว่าชาวต่างชาติเริ่มเข้ามาทำธุรกิจ และพักอาศัยอยู่ในบ้านเรามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งปัญหาของกลุ่มคนเหล่านี้คือกู้แบงก์ไม่ได้ เพราะทางแบงก์ค่อนข้างเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ผมว่าผู้ใหญ่เขามองเห็นช่องว่างทางธุรกิจตรงนี้ กอปรกับผมมีแบ็กกราวนด์เรื่องเหล่านี้มาบ้าง จึงเลือกให้ผมมาทำ”
“จำได้ว่าตอนนั้นประมาณปี 2553 ผมเองแม้จะผ่านงานด้านต่าง ๆ มาบ้าง แต่สำหรับเรื่องการให้บริการด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือสินเชื่อระยะสั้น และระยะกลาง เราไม่เคยทำมาก่อนเลย ที่สำคัญ ผมไม่เคยทำงานธนาคารมาก่อนด้วย และไม่เคยอยู่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทั้งยังไม่รู้จักใครในแวดวงต่าง ๆ นี้เลย คอนเน็กชั่นก็ไม่มี ผมจึงต้องไปขอความรู้จากคุณเปล่งศักดิ์ ศรีบัว ซึ่งเป็นผู้บริหารแปลน เอสเตท บริษัทในเครือของเอ็ม บี เค กรุ๊ป”
“เพราะผมเองพอมีความรู้เรื่องการเงินอยู่บ้าง ขณะที่คุณเปล่งศักดิ์มีความรู้เรื่องหลักประกัน รวมถึงความรู้ทางด้านอสังหาริมทรัพย์ จำได้ว่าตอนนั้นผมลงไปลุยกับเขา ไปบุกตลาดที่ภูเก็ต ไปคุยกับลูกค้าชาวต่างชาติ จนเขาเริ่มรู้จักว่าเราคือใคร และที่สุดเราก็ได้ลูกค้ากลุ่มใหญ่ประมาณ 80% ในจังหวัดนี้ แต่ทางผู้บริหารบอกว่าให้เรากระจายความเสี่ยงไปจังหวัดอื่น ๆ บ้าง เพราะภูเก็ตมีข่าวภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง”
“เราจึงไปจังหวัดอื่น ๆ เช่น ชลบุรี, พัทยา, หัวหิน, ชะอำ, หาดใหญ่, เชียงใหม่, เชียงราย, อุดรธานี, ขอนแก่น เป็นต้น แต่ลูกค้าหลัก ๆ คงอยู่ที่ภูเก็ต ประมาณ 50% ของพอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งหมด นอกจากนั้น ลูกค้าอีกบางส่วนคงยังอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพราะเราเดินเข้าหาลูกค้าชาวต่างชาติทุกวัน ขณะเดียวกัน เราก็เดินหาพร็อพเพอร์ตี้ เอเย่นต์ แถวสุขุมวิท เราบอกเขาว่าถ้ามีลูกค้าชาวต่างชาติซื้อขายคอนโดมิเนียมช่วยบอกเรานะ จนหลายคนเริ่มรู้ว่ามีธุรกิจนี้เกิดขึ้น”
“ศักดิ์ชัย” บอกว่า แม้จุดเริ่มต้นจะเกิดขึ้นจากการเดิน เดิน และก็เดิน เดิน ๆ ไปหาลูกค้าทุกวัน แต่กระนั้นก็ใช่ว่าจะได้มาง่าย ๆ เพราะผมไม่มีเวลาพิสูจน์ตัวเองเยอะ แขนขาก็ไม่มี เพราะตอนตั้งบริษัทวันแรก ใครเขาจะมาร่วมหัวจมท้ายกับเรา อีกอย่างงานที่ทำก็ไม่ใช่ลักษณะของแบงเกอร์ที่ใครอยากมาทำงานด้วย จะไปดึงพนักงานจากบริษัทในเครือก็ไม่กล้า เพราะตอนนั้นไม่มีความมั่นคงเลย
“ใครเขาจะอยากไปทำงานกับบริษัทที่ไม่มีอนาคต ที่สำคัญ รายได้จะพอเลี้ยงเขาให้มีความมั่นคงในอาชีพหรือเปล่าก็ไม่รู้ จึงเป็นเรื่องยาก แต่ผมไม่คิดเยอะ เรารู้ดีว่าอุปสรรคคืออะไร ที่สุดผมจึงตัดสินใจปั้นเด็กใหม่ทั้งหมด เพราะผมรู้ดีว่าพนักงานโปรไฟล์ดี ๆ คงไม่มีใครอยากทำงานกับเราหรอก อีกอย่างเรามีชอยซ์น้อยมากด้วย ผมจึงเดินหน้าหาคนที่ใช่ ในส่วนที่ผมขาดแคลนก่อน”
“โดยเฉพาะคนที่มีความรู้เรื่องพร็อพเพอร์ตี้ เพราะส่วนนี้ผมไม่รู้เรื่องเลย ผมจึงรีครูตคนมาเติมเต็มในส่วนนี้ก่อน ขณะที่ในส่วนของไฟแนนซ์ ผมพอมีความรู้อยู่บ้าง ก็แค่หาน้อง ๆ มาช่วยแฮนเดิลงานบางอย่าง เพราะผมไม่สามารถทำงานเองได้ทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือ ผมอธิบายให้พวกเขาทุกคนฟังไปในทิศทางเดียวว่า ในอนาคตพวกคุณจะเติบโตไปพร้อม ๆ กับบริษัท”
“ผมกางโครงสร้างองค์กรให้เขาดู โดยเฉพาะตำแหน่งเฮด ๆ จะถูกแบลงก์ไว้ทั้งหมด ถามว่าทำไมผมถึงต้องทำแบบนี้ เพราะผมอยากให้เขารู้ว่าอนาคตของพวกเขาจะเติบโตต่อไปอย่างไร ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมวางไว้ ขณะเดียวกัน ผมออกแบบองค์กรให้พวกเขาเห็นว่าเราไม่มีความรู้ในธุรกิจนี้ก็จริง ๆ แต่เราพร้อมจะเรียนรู้กันใหม่ทั้งหมด ขอให้พวกเราตั้งใจจริง เพราะฉะนั้น ผมจึงวาดภาพ หรือพยากรณ์องค์กรล่วงหน้าว่า ต่อไปข้างหน้าเราจะเจอปัญหาอะไร และเราวางแผนที่จะจัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างไรต่อไป พอเราออกแบบองค์กรที่เต็มไปด้วยแต่ปัญหา และพอปัญหาเข้ามาจริง ๆ เราจึงรับมือกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้”
จนลูกค้าเริ่มพูดกันปากต่อปาก จากสิ่งที่ยากเริ่มกลายเป็นง่าย
จนเริ่มมีชาวต่างชาติจากประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น รัสเซีย, จีน และยุโรป เริ่มเข้ามาขอสินเชื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเขาเริ่มรู้ว่า MBK-G ดำเนินธุรกิจอะไร ? ขณะเดียวกันลูกค้าก็รู้ด้วยว่า หากกู้สินเชื่อจาก MBK-G ไม่เพียงจะปล่อยง่ายกว่าแบงก์ หากยังมีความเสี่ยงน้อยกว่าด้วย เพราะเขาปล่อยสินเชื่อแค่ครึ่งหนึ่งของหลักประกันทั้งหมดจึงทำให้ MBK-G มีหนี้เสียอยู่ประมาณ 2% จากวงเงินปล่อยกู้สินเชื่อทั้งหมดกว่า 2 หมื่นล้านบาท
ไม่เท่านั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ยังทำให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้นในเวลาต่อมา เพราะไม่เพียงจะเริ่มมีชาวต่างชาติมาสมัครงานกับ MBK-G หากพอร์ตสินเชื่อเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบัน MBK-G มีพอร์ตสินเชื่อมูลค่ารวมกว่า 7,000 ล้าน ทั้งยังตั้งเป้าว่าภายในปี 2020 พอร์ตสินเชื่อน่าจะมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท
ถามว่า “ศักดิ์ชัย” ทำอย่างไร ?
“ผมชอบเสี่ยงนะ และผมไม่แคร์ว่า เขาจะมีแบ็กกราวนด์ตรงกับสิ่งที่เขาทำอยู่หรือไม่ ผมชอบที่จะเสี่ยงเอาคนที่ไม่มีแบ็กกราวนด์ แต่กระนั้น เขาจะต้องมีความหลงใหลในสิ่งที่เขาชอบเสียก่อน เมื่อมีความหลงใหลในธุรกิจนี้ ต่อให้เขาจบรัฐศาสตร์, วิศวะ หรือสาขาอาชีพอื่น ๆ เขาจะทำงานกับเราได้ เพราะทุกครั้งที่ผมสัมภาษณ์หาคนที่ใช่ ผมจะดูก่อนว่าเวลาคุยกันแล้วเข้ากันได้หรือเปล่า คิดเหมือนกันหรือเปล่า ถ้าใช่ ผมรับเลย”
“สำคัญไปกว่านั้น ผมชอบสร้างสถานการณ์ขึ้นมา เพื่อให้พวกเขาแก้ปัญหา ดังนั้นถ้าเขาเดินเหมือนเรา แสดงว่าเขาคิดเหมือนเรา พูดง่าย ๆ เราต้องหาคนที่คิดคล้าย ๆ กันก่อน ถ้าเอาคนคิดต่างมาทำงานร่วมกันจะลำบาก ส่วนเรื่ององค์ความรู้เป็นเรื่องรองลงมา ฉะนั้นเวลาผมสัมภาษณ์ใคร ๆ น้อง ๆ จะรู้เลยว่าถ้าผมสัมภาษณ์ใครไม่ถึง 10 นาที แสดงว่าไม่ใช่ แต่ถ้าเกิน 30 นาที แสดงว่ามีสิทธิ์ที่จะทำงานร่วมกัน ส่วนทัศนคติเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ยิ่งถ้าคุยกัน ผมจะสัมผัสได้ทันทีว่า ใช่ หรือไม่ใช่”
อันเป็นสิ่งที่ “ศักดิ์ชัย” ทดลองทำตลอดมา และเมื่อเข้ามาเป็นพนักงานแล้ว ยังมีโปรแกรม on the job training ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อติดอาวุธให้พวกเขามีความแข็งแกร่งขึ้น
ทั้งนี้เพราะ “ศักดิ์ชัย” เชื่อว่า ถ้าเราไปสอนเขา เขาจะไม่เติบโต เราต้องทำให้เขาเห็นปัญหา และแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ที่สำคัญ เราจะต้องยอมให้เขาเจ็บ เพื่อให้เขาเรียนรู้ตรงนั้น เพราะถ้าเราไม่ยอมให้เขาล้ม เขาจะไม่มีโอกาสเรียนรู้ สุดท้ายเขาจะไม่เติบโต ต่อยอดไม่ได้ และจะไม่เรียนรู้อะไรอีกเลย
“ผลเช่นนี้จึงทำให้ผมเชื่อในเรื่องของคน ยิ่งการทำงานกับคนในยุคดิจิทัลดิสรัปชั่นด้วย เราจะต้องก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเรื่องนี้จริง ๆ เราเตรียมพร้อมมา 2 ปีแล้ว ตอนนี้ข้อมูลทุกอย่างเราเก็บไว้บนคลาวด์หมด เราพยายามลดกระดาษ และอนาคตเราจะมีโรบอตเข้ามารองรับ โดยเฉพาะเรื่องการคัดกรองข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับอายุของลูกค้าที่จะมาขอใช้บริการสินเชื่อจากเรา”
“เพราะอย่างที่บอกเป้าหมายในปี 2020 เราต้องการขยายพอร์ตสินเชื่อให้ได้ 1 หมื่นล้านบาท และผมเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ เพราะตอนนี้เราพัฒนาเทคโนโลยีอะไรบางอย่างเพื่อรองรับอนาคตเกือบหมดแล้ว เพราะธุรกิจของเราเติบโตเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มธุรกิจของเอ็ม บี เค กรุ๊ป ทั้ง ๆ ที่เรามีพนักงานเพียง 30-40 คนเท่านั้นเอง และไม่ใช่เพิ่งเป็น เราเติบโตต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว ผู้ใหญ่บอกเราว่า MBK-G เป็น growth engine หรือธุรกิจที่จะเติบโตต่อไปในอนาคต”
“จนทำให้ผมต้องวางแผนในการสร้าง successor เพื่อกรูมเขาในระยะยาวต่อไป ที่สำคัญ ผมต้องการให้เขามองการแก้ปัญหาในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น โดยมีเราเป็นพี่เลี้ยง แม้ตอนนี้ผมอาจจะมี successor อยู่ในใจเพียง 2-3 คน แต่ผมเชื่อว่าเขาเหล่านี้จะเติบโตต่อไปในวันข้างหน้า”
“เพราะลึก ๆ ผมหวังว่าวันหนึ่งถ้าไม่มีใครมา challenge ผมก็ต้อง challenge ตัวเอง เพราะถ้าผมหยุดนิ่ง ผมจะอยู่ยาก ดังนั้นเมื่อมีโอกาสในการที่จะไปบุกเบิกธุรกิจใหม่ ๆ ดังที่คุณถามผม ผมจะทำทันที เพราะผมเองมีการเตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา”
อันเป็นคำตอบของ “ศักดิ์ชัย สุทธิพิพัฒน์” ผู้คิดใหญ่ไม่คิดเล็กนั่นเอง ?