ธุรกิจการส่งออกกาแฟโลกเป็นที่น่าจับตามอง เมื่อรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศขึ้นภาษีต่างตอบโต้รวมถึงกาแฟที่นำเข้าจากประเทศบราซิล ซึ่งเป็นผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่ที่สุด สูงถึง 50% เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ในขณะที่สหรัฐเองก็เป็นผู้บริโภคกาแฟรายใหญ่ที่สุดในโลก เปิดโอกาสให้เวียดนาม ผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่อันดับที่ 2 ของโลก
บราซิลเป็นผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งแต่ปี 1840 กว่า 150 ปีที่ผ่านมา กาแฟเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกหลักของประเทศ และมีส่วนแบ่งการผลิตทั่วโลกสูงถึง 40% โดยมีสหรัฐเป็นประเทศปลายทางการส่งออกอันดับที่หนึ่ง ในปี 2024 บราซิลส่งออกกาแฟไปยังสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 33% ของการนำเข้ากาแฟทั้งหมดในสหรัฐ และสร้างรายได้ราว 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.4 หมื่นล้านบาท)
ในขณะที่เวียดนามมีสัดส่วนการส่งออกกาแฟไปยังสหรัฐประมาณ 8% เป็นรองจากบราซิลและโคลอมเบีย อย่างไรก็ดี เวียดนามเป็นผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่อันดับที่ 2 ของโลก และเป็นผู้ผลิตเมล็ดกาแฟโรบัสต้ารายใหญ่ที่สุดในโลก โดยส่วนใหญ่เป็นเมล็ดพันธุ์โรบัสต้ามากกว่า 90% ส่วนเมล็ดพันธุ์อราบิก้า สัดส่วนน้อยกว่า 10% อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีทรัมป์เพียง 20%
จากความได้เปรียบทางด้านภาษีนำเข้า ทำให้ผู้ผลิตและส่งออกเมล็ดกาแฟเวียดนาม มองเห็นโอกาสในตลาดกาแฟสหรัฐ แม้เมล็ดกาแฟสายพันธุ์อราบิก้าของบราซิลยังคงเป็นซัพพลายหลักของสหรัฐ แต่เมล็ดกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าของเวียดนามกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในตลาดกาแฟพรีเมี่ยม เนื่องจากมีรสชาติที่เข้มข้นและความขมที่มากกว่า
จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมเวียดนาม (MAE) ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 เวียดนามส่งออกกาแฟประมาณ 953,900 ตัน คิดเป็นมูลค่า 5.45 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7 แสนล้านบาท) โดยเพิ่มขึ้น 5.3% ในด้านปริมาณ และด้านมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 67.5% ราคาส่งออกเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 59.1% เมื่อเทียบกับปี 2024 แตะที่ 5,708.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน (ราว 185,000 บาท) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2024
ในขณะเดียวกัน สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งปัจจุบันเป็นตลาดส่งออกกาแฟเวียดนามที่ใหญ่ที่สุด กำลังเพิ่มความเข้มงวดในมาตรฐานความยั่งยืนภายใต้กฎระเบียบต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่าฉบับใหม่ (EUDR) แต่ประเทศเวียดนามถูกจัดเป็นประเทศเสี่ยงต่ำ ซึ่งช่วยลดอัตราการตรวจสอบสินค้าส่งออกเหลือเพียง 1% ส่งผลให้ได้เปรียบในการส่งออกไปยัง EU ด้วยเช่นกัน
ธุรกิจ-ผู้บริโภคอาจแบกภาษี
หลังทรัมป์ลงดาบในสงครามการค้า ภาษีการนำเข้าเมล็ดกาแฟบราซิลสู่สหรัฐสูงถึง 50% ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจกาแฟในสหรัฐกังวลใจต่อต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น
เมื่อวันที่ 27 ก.ค. นายมากอส มาโตส (Marcos Matos) ประธานสภาผู้ส่งออกกาแฟบราซิล (Brazilian Coffee Exporters Council หรือ Cecafé) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Global Times ว่า มาตรการขึ้นภาษีนำเข้ากาแฟจากบราซิล 50% ส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ อย่างรุนแรงเช่นกัน
“จากการประเมิน ทั้งประเทศบราซิลและสหรัฐจะได้รับผลกระทบทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ เนื่องจากสหรัฐเป็นผู้บริโภคกาแฟรายใหญ่ที่สุดของโลก และบราซิลเป็นประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุด โดยมีส่วนแบ่งตลาด 33% ผลกระทบต่อผู้ผลิตและโรงคั่วกาแฟจะรุนแรงมาก เพราะในระยะสั้นยังไม่มีแหล่งอื่นมาทดแทนได้ และอาจทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น เกิดภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงปัญหาด้านอุปทานตามมาได้”
เจ้าของธุรกิจร้านกาแฟในเมืองแมนฮัตตัน สหรัฐ กล่าวว่า ประเทศไม่ได้เป็นผู้จ่ายภาษีเหล่านี้ ต้นทุนเหล่านี้ตกอยู่กับเจ้าของธุรกิจและผู้บริโภค ในตอนนี้เราจะพยายามแบกรับต้นทุนไว้เองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วเมื่อเราต้องดำเนินธุรกิจ เราก็อาจต้องจำใจขึ้นราคา
แม้แนวโน้มการผลิตกาแฟในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2025 เวียดนามอาจมีแนวโน้มผลิตได้น้อยลง แต่ผู้ผลิตและส่งออกกาแฟโรบัสต้าเวียดนามกำลังมองเห็นโอกาสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายตลาดกาแฟระดับพรีเมี่ยมในสหรัฐ จากมาตรการภาษีทรัมป์ในครั้งนี้ โดยคาดการณ์ว่าจะผลิตกาแฟโรบัสต้าขนาด 60 กิโลกรัม ได้ 30 ล้านถุงในปี 2025-2026 ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 7% จากปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังวางแผนเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้นรองรับอุปสงค์ตลาดกาแฟพรีเมี่ยมที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
บราซิลแก้เกมอย่างไร
หลังการลงดาบภาษีกาแฟ 50% ของทรัมป์ บราซิลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อมาตรการภาษีขูดเลือดแต่อย่างใด ประธานาธิบดีบราซิล นายลูอีซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ได้เร่งผนึกกำลังกลุ่ม BRICS เพื่อเสถียรภาพทางการค้าของบราซิล
โดยเมื่อวันที่ 2 ส.ค. สถาขาทูตจีนได้โพสต์ข้อความลงบนแพลตฟอร์ม X ว่า รัฐบาลจีนได้ให้การรับรองบริษัทกาแฟสัญชาติบราซิล 183 แห่ง ส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีน กำหนดระยะเวลา 5 ปี โดยมีผลตั้งแต่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ในขณะนี้ มีบริษัทที่ได้รับการรองรับการส่งออกไปยังจีนถึง 452 แห่ง
ประธานาธิบดีลูลา เร่งผนึกกำลังกลุ่ม BRICS โดยต่อสายตรงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการค้าระหว่างประเทศ กับผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS ตามลำดับดังนี้
วันที่ 7 ส.ค. นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย
วันที่ 9 ส.ค. นายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย
วันที่ 12 ส.ค. นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน
ประธานาธิบดีสีกล่าวตามการรายงานของ CCTV ว่า “ประเทศจีนยินดีที่จะทำงานร่วมกับประเทศบราซิล เพื่อผนึกกำลังสร้างแบบอย่างความเป็นหนึ่งเดียวกัน และพึ่งพาตนเอง ในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้”
อีกทั้งบราซิลยังมีสินค้าส่งออกประเภทอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิบ ถั่วเหลือง แร่เหล็ก และข้าวโพด
อ้างอิง :