ไทยปิดดีลซื้อ ‘กริพเพน’ พ่วง Offset Policy รมว.กต. ย้ำเสริมเขี้ยวเล็บ ป้องกันตัว-ต่อยอดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามข้อตกลงจัดซื้อเครื่องบินรบ Grippen E/F พร้อมความตกลงว่าด้วยนโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ (Offset Policy) ว่า ข้อตกลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเสริมสร้างเขี้ยวเล็บให้กองทัพ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยตามนโยบายรัฐบาล
การลงนามบรรลุผลสำเร็จ ซึ่งถือเป็นกรอบความร่วมมือที่จะต่อยอดไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน จนถึงนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้ประเทศไทยในระยะยาว
“เราตั้งเป้าหมายให้ภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวก ขณะที่ผู้ประกอบการและนักธุรกิจในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะเป็นผู้เล่นหลักในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศในอนาคต ผมได้คุยกับผู้บัญชาการทหารอากาศ ทราบว่ากองทัพอากาศมีบุคลากรที่มีคุณภาพและมีนโยบายชัดเจนที่จะผลักดันไทยสู่การเป็นประเทศลำดับต้น ๆ ในด้านนี้” นายมาริษกล่าว
นายมาริษกล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่สวีเดนและประชาคมโลก ภายหลังจากสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกองทัพไทยได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและการปฏิบัติตามหลักสากลอย่างชัดเจน
พวกเราใช้เครื่องบิน Grippen ปฏิบัติการทางทหาร และแสดงให้เห็นชัดว่า เราไม่มีแนวคิดที่จะใช้อาวุธเพื่อรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน เป้าหมายทางทหารที่เรายึดถือได้แสดงให้ประชาคมโลกตระหนักว่าเราปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด
นายมาริษกล่าวว่า การปฏิบัติการของกองทัพอากาศ ไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ของกัมพูชา แต่เทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้สามารถทำลายเป้าหมายทางทหารของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแม่นยำ ซึ่งแตกต่างจากการใช้อาวุธของอีกฝ่าย หากเปรียบเทียบกับสิ่งที่กัมพูชาใช้อาวุธกับเรา จะเห็นได้ชัดว่าการใช้อาวุธของกัมพูชามุ่งเน้นไปที่การรุกรานและโจมตีเป้าหมายของพลเรือน ซึ่งตรงกันข้ามกับปฏิบัติการของเรา
ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสันติ เช่นเดียวกับสวีเดน และสหภาพยุโรป แต่การมีศักยภาพในการป้องกันตนเองก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การซื้อขายเครื่องบิน Grippen ในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ไทยร่วมมือกับนานาประเทศที่รักสันติ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการใช้อาวุธเพื่อปกป้องตนเองอย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในประชาคมโลกมากยิ่งขึ้น
