เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กรมพระศรีสวางควัฒนฯ พระราชทานรางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2568”
Biz Movement กรมพระศรีสวางควัฒนฯ พระราชทานรางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2568”
สหรัฐขึ้นแท่นเบอร์ 1 ส่งออกฮีเลียมผลิตชิปไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หลังสงครามอิหร่าน-จีนบล็อกส่งออก
World สหรัฐขึ้นแท่นเบอร์ 1 ส่งออกฮีเลียมผลิตชิปไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หลังสงครามอิหร่าน-จีนบล็อกส่งออก
รัฐบาล พร้อมฟ้องแพ่งแทนผู้เสียหายเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ถ้าไม่ได้เยียวยา
Politics รัฐบาล พร้อมฟ้องแพ่งแทนผู้เสียหายเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ถ้าไม่ได้เยียวยา
ธปท. แจ้งประชาชนและภาคธุรกิจ หยุดให้บริการระบบบาทเนต วันที่ 16 ต.ค. นี้
Finance ธปท. แจ้งประชาชนและภาคธุรกิจ หยุดให้บริการระบบบาทเนต วันที่ 16 ต.ค. นี้
“พิพัฒน์” จัดทัพลงทุนเมกะโปรเจ็กต์คมนาคม 8.2 แสนล้าน เร่ง 216 โครงการคิกออฟปี’70
Economic “พิพัฒน์” จัดทัพลงทุนเมกะโปรเจ็กต์คมนาคม 8.2 แสนล้าน เร่ง 216 โครงการคิกออฟปี’70
“ฉายแสง แอด.เวนเจอร์” ปล่อยเทรลเลอร์ “HOPE” เตรียมฉาย 9 ก.ย.
Biz Movement “ฉายแสง แอด.เวนเจอร์” ปล่อยเทรลเลอร์ “HOPE” เตรียมฉาย 9 ก.ย.
วรวงศ์ ชี้นโนบาย ‘ข้าวแกง 40 บาท’ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แนะเลิกแก้ปัญหาปลายเหตุ
Politics วรวงศ์ ชี้นโนบาย ‘ข้าวแกง 40 บาท’ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แนะเลิกแก้ปัญหาปลายเหตุ
เอกนิติ เชื่อมข้อมูล 4 หน่วยงาน ยกระดับสกัดทุนเทา-สแกมเมอร์ข้ามชาติ ยกเคส “สุภาพร พิมพงษ์” สั่ง ก.ล.ต. ปิดช่องโหว่
Finance เอกนิติ เชื่อมข้อมูล 4 หน่วยงาน ยกระดับสกัดทุนเทา-สแกมเมอร์ข้ามชาติ ยกเคส “สุภาพร พิมพงษ์” สั่ง ก.ล.ต. ปิดช่องโหว่
บัญชีกลาง ชี้ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างใหม่ คุม “คุณภาพ” ผู้รับเหมาโปรเจ็กต์รัฐ กรณี “อุโมงค์รถไฟฟ้า” รฟม. ต้องพิจารณา
Finance บัญชีกลาง ชี้ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างใหม่ คุม “คุณภาพ” ผู้รับเหมาโปรเจ็กต์รัฐ กรณี “อุโมงค์รถไฟฟ้า” รฟม. ต้องพิจารณา
สิทธิแรงงาน ‘เมนส์มาลาได้’ นโยบายระดับโลกที่มากกว่าแค่เรื่องส่วนตัว
Politics สิทธิแรงงาน ‘เมนส์มาลาได้’ นโยบายระดับโลกที่มากกว่าแค่เรื่องส่วนตัว
ดูทั้งหมด

ธุรกิจขานรับรัฐมนตรีคนนอก อนุทินเร่ง ‘คนละครึ่ง’ 2 เวอร์ชั่น

10 ก.ย. 2568 | 06:54น.

เปิดชื่อ ครม.ใหม่ “อนุทิน” ทาบทามด้วยตัวเอง ดึงว่าที่รัฐมนตรีมืออาชีพด้านเศรษฐกิจ เร่งทูลเกล้าฯ เตรียมถวายสัตย์ฯ แถลงนโยบายภายใน 15 วัน ดัชนีหุ้นเด้งรับบวก 3 วันติด รีบปั่นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ กวาดเงินเหลือทุกบัญชี อัพเกรดคนละครึ่ง 2 เวอร์ชั่น จูงใจคนจ่ายภาษี รัฐออกให้ 60 : 40 ประชาชนทั่วไปจ่าย 50 : 50 ทำทันที 7 หมื่นล้าน LINE MAN Wongnai นักธุรกิจ-ร้านอาหารแห่เชียร์ ลุ้นพายุหมุนปั่นเศรษฐกิจเพิ่ม 4 เท่า นักเศรษฐศาสตร์จี้เร่งเจรจาการค้าสหรัฐ-เบิกจ่ายงบฯ ดันท่องเที่ยวเครื่องยนต์สำคัญ ระยะยาวต้องแก้รัฐธรรมนูญ ปฏิรูปประเทศจริงจัง เชื่อทีมใหม่รู้งาน ทุกกระทรวงทำงานแข่งเวลา

ธุรกิจขานรับรัฐมนตรีคนนอก

ภายหลังที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 การจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 1 โดยโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยให้ความสำคัญกับรัฐมนตรีมืออาชีพ ด้านเศรษฐกิจ-กฎหมาย และการต่างประเทศ ที่นายกฯทาบทามด้วยตัวเอง เป็นโควตากลาง 7 ตำแหน่งคือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, นายวรภัค ธันยาวงษ์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์, พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ

ซึ่งใช้ระบบโควตา ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาล ได้รัฐมนตรี 12 เก้าอี้ พรรคกล้าธรรม ได้ 17 เก้าอี้ พรรคพลังประชารัฐ 4 เก้าอี้ พรรครวมไทยสร้างชาติ กลุ่มนายสุชาติ ชมกลิ่น ได้ 3 เก้าอี้ ที่เหลือเป็นเก้าอี้ของกลุ่มพรรคประชาธิปัตย์ และ สส.พรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ ยังมีโควตารัฐมนตรีคนนอกที่นายอนุทินกันเอาไว้ที่นายอนุทินดีลร่วมรัฐบาลด้วยตัวเอง

โผรายชื่อ ครม.อนุทิน 1

สำหรับรายชื่อที่คาดว่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย โดยมีรองนายกฯ และ รัฐมนตรีอีก 32 ราย ประกอบด้วย 1. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี 3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อีกตำแหน่ง 4. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อีกตำแหน่ง 5. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 6. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 7. พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 8. นายวรภัค ธันยาวงษ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 9. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 10. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

11. นายอัครา พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 12. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 13. นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 14. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 15. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 16. นายนภินทร ศรีสรรพางค์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

17. นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 18. นายไชยชนก ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 19. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 20. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 21. น.ส.นิธิยา บุญญามณี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ 22. นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อีกตำแหน่ง 23. นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 24. นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

25. ยังรอการยืนยัน ในส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 26. นางสาวตรีนุช เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 27. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 28. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 29. นายองอาจ วงษ์ประยูร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 30. นายวรโชติ สุคนธ์ขจร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข 31. นายธนกร วังบุญคงชนะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 32. จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ตรวจสอบคุณสมบัติ 7 หน่วยงาน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ว่า นายกรัฐมนตรีส่งชื่อมาครบแล้ว กำลังดำเนินการตรวจอยู่ 6 หน่วยงานเหมือนเดิม และเพิ่มสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาถ้ามีปัญหา ซึ่งยังส่งผลการตรวจสอบกลับมา ต้องใช้เวลา เพราะรอบนี้เป็น ครม.ใหม่ทั้งคณะ

นางนัฐฎ์จารีกล่าวว่า เพื่อความไม่มีปัญหาตรวจใหม่ทั้งหมดทุกคน เพราะระหว่างทางอาจจะมีอะไรเพิ่มเติม ก็กำลังขอความกรุณาหน่วยงานที่ตรวจสอบอยู่ ว่าขอให้ภายในสัปดาห์นี้ โดยมาตรฐานการตรวจแบบเดิม เพิ่มเติมในส่วนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

แถลงนโยบายใน 15 วัน

ขั้นตอนต่อไปหลังจากนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ และมีการโปรดเกล้าฯ ครม.ใหม่ ก่อนจะเข้าสู่การปฏิบัติหน้าที่ได้นั้น จะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 ระบุว่า คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายใน 15 วันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่

ทั้งนี้ มีรายงานจากพรรคภูมิใจไทย ว่าวันที่รัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดช่วงวันที่ 15-19 กันยายน 2568

คนละครึ่งนโยบายหัวหอก

ขณะที่นโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลภูมิใจไทยนั้น 1 ใน 4 นโยบายที่จะเร่งแก้ปัญหา ตามที่นายอนุทินได้กล่าวไว้ในแถลงการณ์ครั้งแรกที่รับตำแหน่ง คือเร่งแก้ปัญหายาเสพติด โดยระบุว่ารัฐบาลจะดำเนินมาตรการ ลดรายจ่าย ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ขนส่ง ให้แก่ประชาชน แก้ปัญหาหนี้สินให้แก่เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นฐานรากของสังคมไทย

โดยนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลจะเร่งผลักดัน คือการฟื้นนโยบายคนละครึ่ง ทั้งนี้ แหล่งข่าวแกนนำพรรคภูมิใจไทย เปิดการดำเนินโครงการนโยบายคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วน เร็วที่สุด จะเลือกให้เฉพาะกลุ่ม เช่น อายุ 16 ปีขึ้นไป, กลุ่มผู้ด้อยโอกาส หรือคนพิการ ส่วนการดำเนินการจะไม่แจกในคราวเดียว แต่จะแบ่งจ่ายเพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นรอบ ๆ

คนเสียภาษีได้สิทธิ 60 : 40

ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่านโยบายที่รัฐบาลจะทำเรื่อง “คนละครึ่ง” กระแสดี เพราะเราฟังประชาชน ไม่ได้มองว่าเป็นการก๊อบปี้นโยบายพรรคไหน แต่เราฟังประชาชน ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ก็ต้องเดินต่อไป แม้ว่าจะเกิดในรัฐบาลทักษิณ รวมถึงโครงการคนละครึ่ง มาจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และตนเป็นรัฐมนตรีสมัยท่าน ตนก็ยกมือสนับสนุน

ทั้งนี้ ได้คุยกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่ รมว.คลัง ว่าจะออกในรูป 60 : 40 เพื่อจูงใจกลุ่มคนที่เสียภาษี ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เสียภาษีอยู่แล้ว แต่หากเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เสียภาษี ก็ 50 : 50 ถือเป็นไอเดียที่นายเอกนิติเสนอ ซึ่งตนก็เห็นด้วย และสั่งให้ไปพิจารณาเพิ่มเติม แต่ต้องไม่ผิดรัฐธรรมนูญ กฎหมายงบประมาณ และไม่เสียวินัยการเงินการคลัง พร้อมยอมรับว่าโครงการจะทันในกรอบ 4 เดือน และนายเอกนิติก็แจ้งมาว่า มีงบประมาณดำเนินการ

คาดให้ใช้เงิน 7 หมื่นล้าน

ส่วนงบประมาณดำเนินการ คาดเบื้องต้นจะใช้งบฯกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี’68 จำนวน 2.5 หมื่นล้าน ที่เหลือจาก 1.57 แสนล้านก่อน โดยอาจจะขอมติ ครม.อนุมัติตั้งเป็นงบฯผูกพัน เพื่อขยายระยะเวลาการใช้ เนื่องจากต้องอนุมัติก่อน 30 ก.ย. 2568 ซึ่งคาดว่าจะใช้วงเงินกว่า 7 หมื่นล้านบาท แต่ถึงอย่างไรต้องรอความชัดเจนจากการแถลงนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า รัฐบาลมีเงินที่สามารถใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที หากมีการประชุม ครม. อนุมัติโครงการภายในเดือน ก.ย.นี้ ก็จะสามารถใช้งบฯกลาง 26,000 ล้านบาท ที่เหลือจากงบฯกระตุ้น 1.57 แสนล้านบาท ซึ่งโอนมาไว้เป็นงบฯกลางเรียบร้อยแล้ว

“กำลังมีการพิจารณานำงบฯส่วนนี้มาใช้สำหรับมาตรการใหม่ ๆ เช่น โครงการ “คนละครึ่ง” เฟสใหม่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในช่วงปลายปี”

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า รัฐบาลอนุทินจะต้องเตรียมจัดทำกรอบงบประมาณปี 2570 ที่ต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปลายปี 2568 นี้

ปลัดคลังพร้อมทำ “คนละครึ่ง”

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที จากวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2569 จำนวน 25,000 ล้านบาท หากเริ่มโครงการในเดือน ต.ค. 2568 แต่หากวงเงินไม่พอก็สามารถปรับโยกงบฯกลางได้ โดยยังคงใช้แพลตฟอร์มเดิมบนแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ส่วนจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากหรือน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการ วงเงินที่อัดฉีด และจำนวนวันที่เปิดให้ใช้สิทธิ ซึ่งต้องรอดูรายละเอียดจากรัฐบาลอีกครั้ง

นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวถึงความพร้อมการดำเนินนโยบายตามรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่าพร้อม โดยยืนยันว่างบประมาณมีพอ โครงการคนละครึ่งทำได้ทันที

KKP ต้องสานต่อ 3 เรื่อง

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่เข้ามา การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะสั้น มีเรื่องที่ต้องดำเนินการไม่ให้ขาดช่วง 3 เรื่องคือ 1.การเจรจาการค้ากับสหรัฐ ซึ่งไม่ควรต้องกลับไปเริ่มนับ 1 ใหม่ ต้องทำให้ต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นหากเกิดความผิดพลาดแล้วถูกปรับขึ้นภาษี จะทำให้ไทยเสียเปรียบความสามารถในการแข่งขันและการลงทุน

2.นโยบายการคลัง หลายเรื่องต้องดำเนินการ อย่างการเร่งเบิกจ่าย เพราะหากรัฐบาลอยู่แค่ระยะสั้น ข้าราชการอาจจะเกียร์ว่าง ซึ่งช่วงภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ก็ต้องแน่ใจได้ว่าจะมีเม็ดเงินเข้าไปดูแลระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะงบฯกระตุ้น 1.57 แสนล้านบาท ที่มีหลายโครงการที่ต้องเร่งให้เสร็จภายในสิ้นปีงบประมาณ 2568 นี้ และส่วนที่ข้ามปีงบประมาณด้วย ดังนั้น ส่วนนี้คงปล่อยหลุดไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นเงินบางก้อนอาจจะหายไปเลย รวมถึงงบประมาณปี 2569 ก็ต้องมาเร่งเบิกจ่ายเช่นกัน

และ 3.การดูแลภาคการท่องเที่ยว ที่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญตัวหนึ่ง ซึ่งก็ยังมีประเด็นที่นักท่องเที่ยวกังวลเรื่องความปลอดภัย ดังนั้น ต้องมีการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป หากไม่ทำ ปล่อยไหลไปเรื่อย ๆ จะยิ่งกระทบภาพลักษณ์ประเทศไทย

“3 เรื่องนี้คือระยะสั้น แล้วหากมองข้ามไป ก็ต้องรอดูนโยบายรัฐบาลด้วย ว่ามีเวลา 4 เดือนจะทำอะไรได้บ้าง แต่ผมคิดว่า สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งคือ ต้องมีการปฏิรูปประเทศแบบจริง ๆ จัง ๆ ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้ก็คงต้องวางพื้นฐานของการปฏิรูปประเทศ คือจะพูดถึงปฏิรูปการเมือง แก้รัฐธรรมนูญ แต่เรื่องความสามารถในการแข่งขัน การดึงดูดการลงทุน มันข้ามไม่ได้ ซึ่งปัญหาของรัฐบาลที่มีอายุสั้น ๆ ก็คือนักลงทุนจะมองว่า อะไรที่พูดไว้วันนี้ รัฐบาลหน้ามาก็เปลี่ยนอีกแล้ว ทำให้ Wait & See”

สำหรับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่มีโผรายชื่อออกมา ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ก็ถือว่าได้คนที่รู้ประเด็นดีอยู่แล้ว ทั้งกระทรวงการคลัง หรือกระทรวงพลังงาน ดังนั้น ก็สามารถทำได้เลย อย่างเรื่องที่คนกังวลเกี่ยวกับเครดิตเรตติ้งกัน กระทรวงการคลังก็ต้องเริ่มทำเรื่องนี้ ต้องเริ่มลดขาดดุลทางการคลัง

“ส่วนมาตรการคนละครึ่งที่จะกลับมาทำ ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ขนาดอาจจะไม่ได้ใหญ่มาก ก็คงทำเท่าที่ทำได้ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจจะไม่ได้ใหญ่มาก ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง”

ครม.ใหม่สร้างความเชื่อมั่น

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2568 จากเดิม 1.5% เป็น 1.8% เป็นผลมาจากภาคการส่งออกที่มีการเร่งการส่งออกที่ดีกว่าคาดการณ์ รวมถึงความเชื่อมั่นภายหลังจากมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และคาดหวังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

“หน้าตา ครม.ที่ออกมาล่าสุด ยอมรับว่าช่วยสร้างความเชื่อมั่น เพราะดึงคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยบริหาร อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องติดตามคือ ความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณ เนื่องจากรัฐบาลมีระยะเวลาเพียง 4-7 เดือน จึงต้องรอดูนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมา”

มุมมองนโยบายที่ต้องการเห็น มาตรการ Quick Win มาตรการเร่งด่วน และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เช่น มาตรการคนละครึ่ง จะช่วยหมุนเศรษฐกิจได้ 1 รอบ รวมถึงมาตรการปรับโครงสร้างในระยะยาว

อีกนโยบายที่ต้องการเห็นคือ นโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการดึงดีมานด์ และยังช่วยเรื่องรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการลดภาษี เพื่อดึงดูดแรงงานต่างประเทศที่มีทักษะ เช่น นักการเงิน หรือผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ต่าง ๆ

สำหรับมาตรการ หรือนโยบายที่อาจจะต้องมีการทบทวนคือ นโยบาย Entertainment Complex รวมถึง Financial Hub เนื่องจากจะมีเรื่องของแหล่งการฟอกเงินเกิดขึ้นได้ จึงต้องมีการทบทวน ตลอดจนมาตรการแจกเงิน และประกันราคาสินค้าเกษตร เพราะจะไม่ยั่งยืน

หุ้นบวก 3 วันติดรับ ครม.ศก.ใหม่

รายงานแจ้งว่า นับตั้งแต่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่่ผ่านมา พบว่า ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยวันที่ 5 ก.ย. SET Index ปิดสิ้นวันที่ 1,264.80 (+0.98%) ต่อมาวันที่ 8 ก.ย. ซึ่งเริ่มมีโผ ครม. โดยเฉพาะการเปิดตัวรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจออกมา SET Index ปิดสิ้นวันที่ 1,266.11 (+0.10%) และล่าสุดในวันที่ 9 ก.ย. ในช่วงครึ่งวันเช้า SET Index อยู่ที่ 1,269.81 จุด (+0.29%)

หอการค้าเชื่อ 4 เดือนปัญหาจบ

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทีมเศรษฐกิจของคณะรัฐมนตรีอนุทิน 1 เห็นว่ามีความเหมาะสม และมีความรู้ ความสามารถ เชื่อว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหาการค้าการลงทุนที่มีข้อจำกัด หนี้ครัวเรือน และต้นทุนภาคธุรกิจที่สูงขึ้น แม้รัฐบาลชุดนี้จะทำงาน 4 เดือน ก่อนยุบสภา แต่ก็พอมีเวลาที่จะเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

ทุกกระทรวงทำงานแข่งเวลา

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” เชื่อว่าในช่วงระยะเวลา 4 เดือน เป็นระยะเวลาที่มากพอที่รัฐบาลใหม่จะผลักดันให้ประเทศพัฒนา การลงทุน การค้าขาย และการให้บริการ โดยเขียนนโยบายไว้แล้ว พร้อมที่จะทำงานได้ทันทีในวันแรกที่เข้ากระทรวงทุกประเทศต้องทำงานแข่งกับเวลาแล้ว

สำหรับกลุ่มเห็นด้วยกับข้อเสนอของ กกร.เมื่อปีที่แล้ว ที่ขอให้รัฐบาลตั้งกองทุน 5,000 ล้านบาท ในการเข้าค้ำประกันผลขาดทุนรถยึดรถกระบะตามผลขาดทุนจริง แต่ไม่เกินคันละ 50,000 บาท ให้สถาบันการเงิน โดยมีเงื่อนไขให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อรถกระบะให้มียอดขายมากขึ้น เพื่อผลักดันวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้นทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล เอกชน ประชาชน เพราะทันทีที่ผลิตรถกระบะมากขึ้น เพราะรถกระบะใช้ชิ้นส่วนในประเทศถึงร้อยละ 90 เป็นฐานผลิตส่งออกไปกว่า 100 ประเทศ

ดันคนละครึ่งแก้พิษเศรษฐกิจ

นายธิติฏฐ์ ทัศนาขจร หรือเชฟต้น เจ้าของอาณาจักรร้านอาหารที่ครอบคลุมหลากหลายเซ็กเมนต์ ไม่ว่าจะทั้ง Le Du, Le Du Kaan, Nusara, หลานยาย, BK SALON, LAWOl’ ฯลฯ กล่าวว่า เดือนกันยายนและตุลาคมอาจเป็นช่วงที่เงียบที่สุดของปี’68 นี้ และอาจยาวไปถึงพฤศจิกายน เนื่องจากปัญหาการเมือง แม้แต่เดือนธันวาคมก็อาจไม่คึกคัก เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศลดลงอย่างเห็นได้ชัด

เชฟต้นกล่าวต่อไปว่า นโยบายคนละครึ่งถือเป็นนโยบายที่ดีมาก และได้ผลจริง เข้าถึงคนตั้งแต่ระดับรากหญ้า ร้านค้าในตลาด ไปจนถึงสตรีตฟู้ด อยากเสนอให้ภาครัฐเพิ่มวงเงินใช้จ่ายสูงสุดต่อวัน เป็น 500 บาท เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มร้านอาหารได้กว้างขึ้น

ไลน์แมนหนุนดันยอด 4 เท่า

นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า สนับสนุนให้โครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาอีกครั้ง เพราะช่วยแก้ปัญหาค่าครองชีพได้จริง โดยนัดหมาย
จะนำข้อมูลโครงการคนละครึ่งเข้าไปหารือกับแกนนำรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยด้วย

จากสถิติของ LINE MAN Wongnai พบว่ายอดขายเฉลี่ยของร้านอาหารทั่วประเทศไทยลดลงมาตั้งแต่ต้นปี 2568 ไตรมาส 2 ลดลงมากถึง 14% หากดูเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ยอดขายลดลง 16%, พื้นที่ย่านธุรกิจ 19% และพื้นที่ยอดนิยมอย่างบรรทัดทองลดลงถึง 35%

“มีการศึกษามาแล้วว่า โครงการ Copayment ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่าการที่รัฐจ่ายให้ 100% สร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจได้นานกว่า เนื่องจากมีการจำกัดวงเงินรายวัน ดีกว่าเงินให้เปล่าที่อาจเกิดการใช้จ่ายเพียงครั้งเดียว”

นายยอดกล่าวต่อว่า LINE MAN Wongnai เคยร่วมโครงการคนละครึ่งรอบที่แล้ว และมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการมากกว่า 5 หมื่นร้าน พบว่ายอดขายของร้านขนาดเล็กโตขึ้น 1.7-4 เท่า