กางเข็มทิศอุตสาหกรรมดนตรีไทย ในสายตา ‘วิเชียร ฤกษ์ไพศาล’ ผ่านปรากฏการณ์ ‘เนเน่ รอยัล’
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : สุวัฑแซงลาด
ท่ามกลางกระแสการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ที่กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ปรากฏการณ์ของ ‘เนเน่ รอยัล’ (Nene Royal) หรือ แพรว-รัตติกานต์ อำลอย บนเวทีระดับโลกอย่าง America’s Got Talent (AGT) ไม่เพียงแต่สร้างชื่อเสียงและแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็น “หมุดหมายสำคัญ” ที่ฉายภาพให้เห็นถึงศักยภาพของศิลปินไทย ตลอดจนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่อุตสาหกรรมเพลงไทยกำลังเผชิญอยู่
‘ประชาชาติธุรกิจ’ สัมภาษณ์พิเศษ ‘วิเชียร ฤกษ์ไพศาล‘ หรือ ‘Nick Genie’ อดีตผู้บริหารค่ายเพลงร็อคระดับตำนาน Genie Record ในเครือ GMM Grammy, อดีตประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านดนตรี และปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาโครงการด้านดนตรีอีกหลายโครงการในระดับประเทศ เพื่อร่วมวิเคราะห์ภาพใหญ่อุตสาหกรรมเพลงไทย ถอดรหัสยุทธศาสตร์การพัฒนา Ecosystem ทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับการศึกษา โครงสร้างนโยบายรัฐ การปรับตัวในยุค Disruption ไปจนถึงตัวชี้วัดความสำเร็จ เพื่อผลักดันเพลงไทยให้เป็น Soft Power ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
ปรากฏการณ์ไทยบนเวทีโลก: ศักยภาพ ‘เนเน่’ กับความจริงของตลาด
วิเชียร เปิดเผยว่า ศักยภาพและคุณภาพของศิลปินไทยมีสัญญาณการเติบโตและความพร้อมในระดับสากลอย่างชัดเจนมาเป็นลำดับ ไม่ว่าจะเป็นศิลปินระดับแมสอย่าง ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล และ มิลลิ-ดนุภา คณาธีรกุล ในแง่ที่ T-Pop ได้เจอสื่อ (Media) ที่แข็งแรง หรือในกลุ่มศิลปินเฉพาะกลุ่ม ที่ได้รับการยอมรับตาม Segment ของดนตรี ซึ่งที่ผ่านมามีวงดนตรีไทยจำนวนมากได้รับการเชิญไปร่วมแสดงในเทศกาลดนตรีต่างประเทศ ผ่านการสนับสนุนของโครงการ Music Exchange ในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ที่ได้ให้ทุนสนับสนุนมาต่อเนื่อง 2 ปี
อย่างไรก็ตาม เคสของ “เนเน่” ถือเป็นตัวอย่างสะท้อนความสำเร็จที่เกิดจากทักษะ การตีความ และความทุ่มเทส่วนบุคคลที่สามารถทะลวงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างออกสู่สายตาชาวโลกได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากเพลงของตัวเอง
“เคสของเนเน่ชัดเจนในเรื่องของฝีมือและความสามารถ เด็กไทยไม่ได้น้อยหน้าเลย และยังมีอีกเยอะ เนเน่เป็นตัวอย่างของคนที่ทุ่มเทมาตั้งแต่เด็ก สู้…กัดไม่ปล่อย ทักษะความสามารถทะลุทะลวงสิ่งต่างๆ ได้ สังเกตว่าเขาไม่จำเป็นต้องมีเพลงของตัวเองเลย แต่สิ่งที่เขาทำคือการตีความโชว์ให้เป็นในรูปแบบและทิศทางของเขา เป็นอัตลักษณ์ของเขา สิ่งนี้ก็สามารถพาตัวเองออกไปสู่สายตาชาวโลกได้”
เมื่อวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่ศิลปินไทยที่มีศักยภาพหลายคนต้องไปแจ้งเกิดผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศก่อน นายวิเชียรระบุว่าเป็นทางเลือกที่เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ
1. ความแตกต่างของพฤติกรรมตลาดและการแบ่งส่วนตลาด: ความนิยมในประเทศและต่างประเทศมีความแตกต่างกัน ขณะเดียวกันโซเชียลมีเดียเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยทำเพลงสากลหรือภาษาอังกฤษเจาะตลาดต่างประเทศได้กว้างขึ้น เช่น Phum Viphurit (ภูมิ วิภูริศ) ที่ประสบความสำเร็จในตลาดอเมริกาค่อนข้างมาก ปัจจุบันโลกหมุนไปสู่ยุคที่ไม่จำเป็นต้องทำเพลงแบบแมส (Mass) เพียงอย่างเดียว แต่ทุกคนสามารถหาช่องทางในเซกเมนต์ของตัวเองเพื่อเติบโตและประสบความสำเร็จได้
2. โครงสร้างรายได้และข้อจำกัดด้านสื่อ: การพาตัวเองเข้าสู่แพลตฟอร์มต่างประเทศทำให้มีโอกาสได้รับส่วนแบ่งรายได้ จากแพลตฟอร์มที่สูงกว่า ขณะที่ปัจจัยสำคัญในการก้าวไปสู่ระดับแมสคือ “สื่อ” (Media) แต่รายการระดับสากลอย่าง America’s Got Talent ก็ไม่ได้มีเยอะ และตัวรายการเองก็ดร็อปลงกว่าแต่ก่อนเนื่องจากโซเชียลมีเดียมีความแข็งแรงขึ้น
สูตร Spin-over Effect: ศิลปินคือ ‘พาหนะของประเทศ’
ในมิติของการขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power วิเชียรชี้ให้เห็นว่า การประเมินมูลค่าเศรษฐกิจดนตรีไม่ควรมองเพียงแค่ตัวเลขรายได้จากอุตสาหกรรมโดยตรงเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึง “ผลกระทบเชิงบวกที่ตามมา” ซึ่งสร้างมูลค่ามหาศาลแก่เศรษฐกิจภาพรวม
“อุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่ปัจจัยสี่ บางกลุ่มจึงมองว่าไม่ก่อให้เกิดผล แต่เวลาเกิดผลลัพธ์ Spin-over Effect สำคัญกว่า อย่างเนเน่ดังขึ้นมา เมืองไทยเป็นที่รู้จัก มีผลกับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ยิ่งมีคำว่าภูเก็ตติดไปด้วย ยิ่งทำให้ภูเก็ตบูมขึ้น ขนาดซีรีส์เกาหลีไปถ่ายที่ไหนคนยังตามไปเช็คอิน พอเนเน่ดังขนาดนี้มันมีผลกับเมืองไทยแน่นอน หรือเคสมิลลิกับข้าวเหนียวมะม่วง มันมี Spin-over effect หมด ตัวมันเองอาจไม่ได้สร้างเม็ดเงินมหาศาลโดยตรง แต่มันสร้างผลพลอยได้ด้านอื่นเยอะมาก ศิลปินเป็นเหมือนพาหนะของประเทศ เราลงทุนน้อยมากในการทำสื่อประชาสัมพันธ์ประเทศ แต่พอเนเน่ไปคนเดียว ประเทศดังเลย นี่คือการส่งเสริมได้เยอะมาก”
ผ่าอุตสาหกรรมเพลงไทย รากฐานการศึกษา-สื่อ-หน่วยงานส่งออก
Nick Genie ย้ำว่า การจะดันเพลงไทยให้เป็น Soft Power ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง รัฐและเอกชนต้องร่วมกันมองและสร้างโครงสร้างพื้นฐาน “ทั้งระบบ” โดยแบ่งเป็น 3 ระดับสำคัญ ดังนี้
รากฐานการศึกษาดนตรีและความเหลื่อมล้ำ: พื้นฐานการเรียนการสอนดนตรีของไทยในระดับต้นหรือมัธยมยังแย่และขาดความเท่าเทียม ทำให้เสียเปรียบต่างชาติที่ได้รับการฟูมฟักมาตั้งแต่เด็ก เด็กไทยหลายคนต้องมาขวนขวายเรียนดนตรีตอนโต
ภาคอุตสาหกรรม กฎหมายลิขสิทธิ์ และสื่อผลักดัน: อุตสาหกรรมเพลงไทยเติบโตด้วยตัวมันเองมาโดยตลอดโดยไม่เคยได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง เรื่องกฎหมายและการเคารพลิขสิทธิ์ของไทยยังไม่แข็งแรง ปัญหาหลักของอุตสาหกรรมตอนนี้คือ “ไม่มีสื่อ” ที่จะผลักดันเพลงหรือศิลปินให้เป็นที่รู้จักอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน ต่างคนต่างทำและใช้โซเชียลมีเดีย
การขาดหน่วยงานส่งออก (Music Export Office) : ประเทศไทยไม่มีหน่วยงานผลักดันการส่งออกดนตรีโดยตรงเหมือนเกาหลีใต้ที่มี KOCCA หรือไต้หวันที่มี TAICCA ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการพยายามผลักดันการจัดตั้ง THACCA ผ่านการเสนอ พ.ร.บ. แต่ไม่ผ่าน เนื่องจากติดขัดจากการที่รัฐบาลไม่ต้องการให้ THACCA มีงบประมาณเป็นของตัวเอง ประกอบกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแกนนำรัฐบาล ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง
ยุทธศาสตร์สร้างคน-สร้างระบบ และโครงการ Music Camp
สำหรับการสร้างความพร้อมทั้งหน้าม่านและหลังม่านให้ได้มาตรฐานสากล วิเชียรระบุว่าโครงการประกวดและค่ายดนตรีของคนรุ่นใหม่ที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานต่างๆ จะเข้ามาตอบโจทย์ผ่านการขับเคลื่อนควบคู่กันทั้งระบบ ประกอบด้วย
การย่นระยะเวลาและการผลิตบุคลากร/ครูดนตรี: การสร้างศิลปินและพัฒนาคุณภาพศิลปินที่มีอยู่ต้องทำขนานกันไป โดยย่นระยะเวลาความสำเร็จให้เด็กรุ่นใหม่ ที่สำคัญคือการผลิตบุคลากรทางด้านดนตรีเพื่อไปเป็น “ครูสอนดนตรี” ส่งเสริมประชากรดนตรีทั่วประเทศ
การสร้างความนิยมเพลงไทย และปัจจัย “ชาตินิยม”: ยกตัวอย่างคีย์เวิร์ดความสำเร็จของเศรษฐกิจสร้างสรรค์เกาหลีใต้คือ “ชาตินิยม” แต่การเรียนการสอนดนตรีของไทยที่ผ่านมาไม่ได้ปลูกฝังการสร้างความนิยมในศิลปินไทยหรือเพลงไทย แต่ไปโฟกัสเรื่องวัฒนธรรมเป็นหลัก ซึ่งเป็นคนละคอนเซปต์กัน นายวิเชียรมองว่าดนตรีไทยเดิมแค่รู้ไว้ไม่ต้องเรียนลึกก็ได้ แต่ควรมุ่งฟูมฟักเรื่องการร้องเพลงที่ถูกต้อง ให้เด็กเกิดความประทับใจในดนตรี (Music Appreciation) ตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็น Pop culture หรือสาขาอื่น วันหนึ่งแม้เด็กเหล่านี้ไม่ได้เติบโตไปเป็นศิลปิน เขาก็จะกลับมาเป็น “ผู้สนับสนุน” (Supporters) ของอุตสาหกรรม
การสร้างเวทีรางวัลสากลที่เป็นกลาง : ที่ผ่านมาเพลงไทยไม่เคยได้รับการสนับสนุนเชิงสากล ปีนี้จึงเป็นปีแรกที่มีการผลักดันเวทีรางวัล SOT MUSIC AWARDS 2026 ขึ้นมาสำเร็จเมื่อเดือนมิถุนายน เป็นรางวัลที่โหวตโดยคนในอุตสาหกรรมแท้ๆ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และเป็นกลางอย่างมาก เป็นเวทีเดียวที่รวบรวมเพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง สตริง ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ให้อยู่บนเวทีเดียวกันเพื่อสร้างความภาคภูมิใจ
ปรับตัวยุค Disruption: ถอดบทเรียนสตรีมมิ่ง และศิลปินยุคใหม่
ต่อประเด็นการมาถึงของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและ Social Media อย่าง TikTok ที่เข้ามา Disrupt โครงสร้างรายได้ของค่ายเพลง อดีตผู้บริหาร Genie Records มองว่าวงการเพลงถูก Disrupt มาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคแผ่นเสียงเปลี่ยนเป็นเทปคาสเซ็ต หรือเทปเปลี่ยนเป็นซีดี ซึ่งสิ่งสำคัญคือการปรับตัว พร้อมกับฉายภาพให้เห็นอย่างชัดเจน
- การสร้างเม็ดเงินจากช่องทางใหม่: แม้ YouTube จะทำลายยอดขายเทปและซีดี แต่ก็ทดแทนด้วยการเป็นพื้นที่สื่อฟรีที่ลดต้นทุนโปรโมตเพลงมหาศาล เช่นเดียวกับ TikTok, Spotify หรือ YouTube ในปัจจุบันที่สามารถสร้างรายได้ผ่านรูปแบบโฆษณา (Ad-based) แม้กระทั่งเทคโนโลยี AI ที่ฝืนไม่ได้ ก็ต้องหาทางนำมาใช้ประโยชน์
- นิยามใหม่ของศิลปินและบทบาทเพลง Cover: บทเรียนจากเนเน่สะท้อนว่า กุญแจหลักอาจไม่ใช่การสร้างเพลงใหม่เสมอไป แต่คือ “โชว์” ความสามารถ และตัวตนความเป็นศิลปิน การนำเพลงที่มีอยู่แล้วมา Cover เพื่อสนับสนุนตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด ศิลปินระดับโลกมากมายหรือแม้แต่ ลิซ่า ก็โด่งดังจากองค์ประกอบรวม ทั้งความเป็นสตาร์ การเต้น และการเอนเตอร์เทน จึงไม่ควรติดอยู่ใต้กรอบเดิมๆ

3 หัวใจหลัก Gen Z กับยุทธศาสตร์ขี่คลื่นความเปลี่ยนแปลง
วิเชียรเน้นย้ำว่า แม้โลกจะหมุนไวขึ้น แต่ปัจจัยสำคัญที่สุด 3 ประการในการสร้างศิลปินอาชีพที่ยังคงความสำคัญเสมอมาไม่ว่าจะยุคสมัยใด คือ 1. การทุ่มเท 2. การทำอย่างต่อเนื่อง และ 3. การอดทนรอคอย
สำหรับการสื่อสารกับเด็กรุ่นใหม่ Gen Z เขาเลือกใช้วิธีสื่อสารผ่าน “ตัวอย่างจริง” (Reference) เพื่อให้เด็กสอนตัวเองโดยไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียด
“การสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ ผมใช้วิธีสื่อสารผ่านตัวอย่างเป็นส่วนใหญ่ ใช้ Reference ให้เขาสอนตัวเอง ดูตัวอย่างจากเนเน่ เขาก็จะได้ 3 คำนี้โดยที่เราไม่ต้องพูดเลย มีรูปเนเน่เล่นดนตรีตั้งแต่ตัวกระจิ๋วเดียวเทียบกับภาพความสำเร็จในวันนี้ มันเห็นผลลัพธ์และสอนได้หมด หรือตอนที่ลิซ่าโด่งดัง ก็เอาเรื่องราวตอนที่พยายามสู้ในค่าย โดนอุปสรรคต่างๆ มาสอน เอาความสำเร็จมาล่อให้เห็นว่า กว่าเขาจะสำเร็จต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง”
สำหรับทิศทางอุตสาหกรรมเพลงไทยในอีก 3-5 ปีข้างหน้า การแข่งขันจะวัดกันที่ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) และการวางวิสัยทัศน์ (Vision) มองข้ามช็อต โดยเขาได้ถอดบทเรียนความสำเร็จของ Genie Records ในอดีตว่า เกิดจากการเข้าสู่โลกโซเชียลมีเดียอย่าง YouTube และ Facebook ก่อนใคร และการมองเห็นว่าโลกอนาคตเป็นยุคของแฟนคลับ จนนำมาสู่การวางแผนนานหลายปีเพื่อจัดเทศกาลดนตรี G16 ที่จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2557 ณ ริมทะเลสาบเมืองทองธานี ที่รวบรวมชาวร็อกที่ไม่มี Fanbase มารวมกันได้หลายหมื่นคน
“คีย์แห่งความสำเร็จคือ Vision และการปรับตัว ถ้าคุณปรับตัวได้ ไม่ยึดติด คุณต้องขี่คลื่น ไม่ใช่ให้คลื่นมาทับ คุณต้องทำตัวทันสมัย เป็นวัยรุ่นตลอด ไม่ทำตัวแก่ พอไม่แก่ก็ไม่ต้องพยายามปรับตัวอะไรมากมาย เพราะเราลื่นไหลไปกับเด็กๆ ได้เลย การทำตัวให้ทันเหตุการณ์ Current ตลอดเวลา ทำให้เราก้าวหน้ากว่าคนอื่น วันที่โลกเข้าสู่ Digital TV ผมตกใจว่าทำไมแย่งกันซื้อช่องทีวี ทั้งที่ผมเลิกดูทีวีมาเป็นสิบปีแล้ว ผมอยู่กับสื่อใหม่ๆ มันเลยทำให้เรามองเห็นสิ่งที่คนยึดติดกับโลกเก่ามองไม่เห็น”
วัดผลความสำเร็จด้วย Ecosystem บวกแรงหนุนที่สม่ำเสมอจากรัฐ
อดีตผู้บริหาร Genie Record กล่าวในช่วงท้ายถึงการวัดผลความสำเร็จของอุตสาหกรรมเพลงไทยระดับโลก โดยระบุว่า การสร้าง Ecosystem เป็นเพียงเครื่องมือ แต่วัดผลจริงจาก ความเติบโตของอุตสาหกรรม ร่วมกับ Spin-over Effect ในระดับมหภาค ทั้งมิติตัวเลขท่องเที่ยว แบรนดิ้งประเทศ หรือแม้แต่สัญชาตญาณความนิยมวัฒนธรรมไทยในต่างแดน เช่น การที่มีวงดนตรีต่างประเทศตั้งชื่อวงว่า “Khruangbin” (เครื่องบิน) และเล่นดนตรีสไตล์ไทย ซึ่งในระดับนโยบายจะต้องมีการวัดมูลค่าที่ชัดเจนผ่าน Data
ทั้งนี้ เขายังฝากข้อเสนอแนะใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
- เข้าใจคุณประโยชน์ที่แท้จริง: การสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไม่ได้ใช้เงินลงทุนสูงอย่างที่คิด รัฐควรร่วมสนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น การช่วยเชื่อมโยงและประสานงานกับสื่อต่างประเทศโดยตรง ซึ่งหากมีหน่วยงานอย่าง THACCA เข้ามาทำหน้าที่นี้จะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่มาก
- ความสม่ำเสมอในนโยบาย: บทเรียนจากเกาหลีใต้คือการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและ “สม่ำเสมอ” ตั้งแต่การส่งศิลปินมาจัดงานพัทยามิวสิคเฟสติวัลเมื่อหลายปีก่อนจนส่งออกเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้สำเร็จ แต่ของไทยมักสะดุดหยุดลงเมื่อมีการเปลี่ยนนโยบายหรือเปลี่ยนรัฐบาล ยังโชคดีที่มี CEA คอยช่วยสนับสนุนด้านการศึกษาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
- แยกแยะ Pop Culture กับวัฒนธรรมดั้งเดิม: หากกระทรวงวัฒนธรรมจะเข้ามามีบทบาทขับเคลื่อน ต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Soft Power ที่เป็น Pop Culture กับวัฒนธรรมดั้งเดิม
“พอกระทรวงวัฒนธรรมลุกขึ้นมา ก็มักจะพูดเรื่องวัฒนธรรมดั้งเดิม ซึ่งมันคนละเรื่องกับ Soft Power ที่เป็น Pop culture เราจะเอาเพลงไทยเดิมไปขายฝรั่งมันคงยาก อาจผสมผสานได้บ้าง แต่ฝรั่งเขาฟัง Pop culture เราไม่ได้เอาไทยแท้ดั้งเดิมไปขาย แต่เราขายความเป็นศิลปินไทยและเพลงจากศิลปินไทย” วิเชียร กล่าวทิ้งท้าย
