Skip to content

ดอลลาร์ทรงตัว จับตาการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค

11 ก.ย. 2568 | 18:36น.
ดอลลาร์ทรงตัว จับตาการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค

ดอลลาร์ทรงตัว จับตาการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยของเฟด ขณะที่นักลงทุนคาดเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย.นี้

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 11 กันยายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/09) ที่ระดับ 31.77/78 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (10/09) ที่ระดับ 31.77/78 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

หลังกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต ปรับตัวขึ้น 2.6%ในเดือน ส.ค.เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.3% จากระดับ 3.1% ในเดือน ก.ค.

ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงานปรับตัวขึ้น 2.8% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบรายปีต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.5% จากระดับ 3.4% ในเดือน ก.ค.ซึ่งข้อมูลที่เปิดเผยออกมานั้นทำให้นักลงทุนคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย.

ขณะที่สำนักงานผู้ตรวจการทั่วไป (OIG) ของกระทรวงแรงงานสหรัฐ แถลงว่า OIG ได้เปิดการสอบสวนเกี่ยวกับวิธีการรวบรวมข้อมูลการจ้างงานและเงินเฟ้อของสำนักงานสถิติแรงงาน (BLS) เนื่องจาก ปธน.ทรัมป์ประกาศปลดนางเอริกา แมคเอนทาร์เฟอร์ ผู้อำนวยการ BLS ในเดือนสิงหาคม โดยกล่าวหาว่าเธอมีแรงจูงใจทางการเมือง เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ BLS เผยแพร่รายงานการจ้างงานที่อ่อนแอ โดยอ้างว่าข้อมูลของ BLS ไม่น่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อย ๆ และการดำเนินงานของ BLS มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

อีกทั้งนักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐในวันนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดย FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเกือบ 100% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25%

สำหรับปัจจัยภายในประเทศนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าและความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในช่วงขาลงทั้ง 2 รายการ โดยมีค่าต่ำที่สุดในรอบ 32 เดือน และ 33 เดือนตามลำดับ เนื่องจากภาคธุรกิจกังวลเสถียรภาพการเมืองที่นายกฯถูกถอดถอน และปัญหาเศรษฐกิจฟื้นช้า สะท้อนจากระดับการลงทุนของภาคเอกชนในทุกจังหวัดที่ปรับตัวลดลง

ทั้งนี้ ปัญหาการเมืองที่คลี่คลายจากการที่ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ และคณะรัฐมนตรีคนนอกมืออาชีพที่จะเข้ามาดูแลเศรษฐกิจ ทำให้เกิดกระแสเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย อาจทำให้สัญญาณดัชนีความเชื่อมั่นขาลงอาจถูกเบรก และเริ่มกลับเข้าสู่ดัชนีขาขึ้นได้ หากรัฐบาลใหม่เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยจะต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569

ซึ่งคาดว่ารัฐบาลใหม่น่าจะเริ่มบริหารประเทศได้ในช่วงเดือน ต.ค.นี้ และประสานไปยังหน่วยงานท้องถิ่นให้เร่งเบิกจ่ายเพื่อให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น อีกทั้งยังระบุเพิ่มเติมว่ารัฐบาลต้องเร่งผลักดันโครงการคนละครึ่งออกมาใช้โดยเร็ว สำหรับเฟส 1 คาดว่ารัฐบาลจะใช้งบฯในโครงการราว 2.5 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะสามารถสร้างเงินสะพัดในระบบได้ 7 หมื่น-1 แสนล้านบาท เนื่องจากกลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะใช้สิทธิหมดทันที ขณะที่กลุ่มคนระดับปานกลางที่ประหยัดค่าใช้จ่ายจากโครงการนี้ได้ อาจจะดึงเงินออมออกมาใช้จ่ายอย่างอื่น ทำให้มีตัวทวีคูณในเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้อีกครั้ง พร้อมกับการประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 69 ภายหลังจากที่ได้รับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่ชัดเจนเรียบร้อยแล้ว “ณ ตอนนี้เรายังมองเศรษฐกิจไทยปีนี้โตได้ 2% แเต่เราเริ่มมองในมุม Upside ที่เศรษฐกิจไทยมีโอกาสโตได้ในกรอบ 2-2.5%”

ในส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้มีการรายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวไทย คาดว่า ทั้งปี 68 ต่างชาติเที่ยวไทยอาจอยู่ที่ 32.2 ล้านคน หดตัว 9% จากปี 67 แม้จะเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวท้ายปี แต่หลายปัจจัยลบยังอยู่ ในเดือน ส.ค. 68 นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยหดตัวเป็นเดือนที่ 7 ภูมิภาคอาเซียนและเอเชียตะวันออกเที่ยวไทยลดลง ทำให้ 8 เดือน ปี 68 นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยหดตัว 7% (YOY) โดยนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอาเซียนและเอเชียตะวันออกเที่ยวไทยลดลง ขณะที่ภูมิภาคอื่นยังขยายตัว แต่จำนวนไม่พอที่จะชดเชยให้ตลาดพลิกเป็นบวกในระหว่างวันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.76-31.84 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31.84/85 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/09) ที่ระดับ 1.1699/01 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (10/09) ที่ระดับ 1.1712/14 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยในวันนี้ (11/09) ทางฝั่งยูโรโซนไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ขณะที่นักลงทุนรอธนาคารกลางยุโรป (ECB) แถลงมติอัตราดอกเบี้ยในคืนวันนี้ (11/09) ขณะเดียวกันก็จับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1673-1.1706 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1686/87 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/09) ที่ระดับ 147.42/43 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (10/09) ที่ระดับ 147.40/41 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยวันนี้ (11/09) มีการเปิดเผย ดัชนีราคาผู้ผลิต (CGPI) ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดระดับราคาสินค้า และบริการที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บระหว่างกัน ขยับขึ้น 2.7% เมื่อเทียบรายปีในเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดกาณ์ และสูงกว่าอัตรา 2.5% ในเดือน ก.ค.

โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งอาจหนุนกระแสคาดการณ์ของตลาดเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 18-19 ก.ย. นี้

ขณะที่ราคาอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 50% ในเดือน ส.ค. จากปีก่อนหน้า สูงกว่าอัตรา 4.7% ในเดือน ก.ค. ซึ่งสะท้อนว่าต้นทุนอาหารที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ในส่วนของค่าไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำประปา ปรับตัวลง 2.9% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นผลส่วนหนึ่งขมาจากมาตรการอุดหนุนของภาครัฐเพื่อควบคุมราคาด้านสาธารณูปโภค ส่วนดัชนีราคานำเข้าในรูปสกุลเงินเยน 3.9% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นอัตราการลดลงที่ชะลอตัวลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเดือน ก.ค. ที่ลดลงถึง 10.3%

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 147.25-147.99 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 147.94/99 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป ECB (11/09), ดัชนี CPI เดือน ส.ค. ของสหรัฐ (11/09), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (11/09), ดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เดือน ก.ค.ของอังกฤษ, และดัชนีความเชื่อมมั่นผู้บริโภครัฐมิชิแกนเดือน ก.ย. (12/09)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.50/-7.30 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7.0/-5.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ