เปิดสารพัดไอเดียจากภาคเอกชนเสนอ “คนละครึ่ง” นโยบายปลุกเศรษฐกิจยุครัฐบาลอนุทิน ทั้งอัพเกรดวงเงิน-ผนวกเข้ากับการส่งเสริมด้านอื่นควบคู่กัน
โครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังรัฐบาลใหม่ ซึ่งนำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 มีแนวคิดที่จะฟื้นโครงการดังกล่าวอีกครั้ง เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลา 4 เดือนของการเป็นรัฐบาล
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่านโยบายที่รัฐบาลจะทำเรื่อง “คนละครึ่ง” กระแสดี เพราะเราฟังประชาชน ไม่ได้มองว่าเป็นการก๊อบปี้นโยบายพรรคไหน แต่เราฟังประชาชน ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ก็ต้องเดินต่อไป แม้ว่าจะเกิดในรัฐบาลทักษิณ รวมถึงโครงการคนละครึ่ง มาจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และตนเป็นรัฐมนตรีสมัยท่าน ตนก็ยกมือสนับสนุน
ทั้งนี้ ได้คุยกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่ รมว.คลัง ว่าจะออกในรูป 60 : 40 เพื่อจูงใจกลุ่มคนที่เสียภาษี ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เสียภาษีอยู่แล้ว แต่หากเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เสียภาษีก็ 50 : 50 ถือเป็นไอเดียที่นายเอกนิติเสนอ ซึ่งตนก็เห็นด้วย และสั่งให้ไปพิจารณาเพิ่มเติม แต่ต้องไม่ผิดรัฐธรรมนูญ กฎหมายงบประมาณ และไม่เสียวินัยการเงินการคลัง พร้อมยอมรับว่าโครงการจะทันในกรอบ 4 เดือน และนายเอกนิติก็แจ้งมาว่ามีงบประมาณดำเนินการ
ด้านกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที จากวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2569 จำนวน 25,000 ล้านบาท หากเริ่มโครงการในเดือน ต.ค. 2568 แต่หากวงเงินไม่พอก็สามารถปรับโยกงบฯกลางได้ โดยยังคงใช้แพลตฟอร์มเดิมบนแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ส่วนจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากหรือน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการ วงเงินที่อัดฉีด และจำนวนวันที่เปิดให้ใช้สิทธิ ซึ่งต้องรอดูรายละเอียดจากรัฐบาลอีกครั้ง
“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนสำรวจแนวคิดจากภาคธุรกิจ มีไอเดียการทำโครงการ “คนละครึ่ง” อย่างไร
เชียร์อัพเกรดวงเงิน
แนวทางหนึ่งที่ภาคเอกชนมีการเสนอในโครงการนี้ คือการอัพเกรดวงเงินที่ใช้ในโครงการต่อวัน จากนโยบายเดิมที่มีวงเงินให้วันละ 150 บาท
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า ขณะที่สมาคมได้มีข้อเสนอเพิ่มเติมให้มีการให้กับทุกคน และไม่มีเงื่อนไขหรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก รวมถึงให้ปรับจำนวนเงินที่จะให้เพิ่มจากเดิมวันละ 150 บาทต่อคน เป็นวันละ 200 บาทต่อคน และให้ทำโครงการเป็นระยะเวลา 4 เดือน
ส่วนนายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า สมาคมเห็นว่ามาตรการที่จะเกิดผลจริงต้องครอบคลุม ตรงเป้า และเห็นผลชัดเจน ไม่เพียงช่วยผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุน SMEs เกษตรกร แรงงาน และธุรกิจทุกระดับ เพื่อสร้างงาน เพิ่มกำลังซื้อ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบ เพื่อเป็นการสร้าง Multiplier Effect หรือผลกระทบเชิงเศรษฐกิจเชื่อมโยงหลายทอด
หนึ่งในนั้นคือ การเสนอให้โครงการ “คนละครึ่ง” เวอร์ชั่นอัพเกรดเป็น “ยาแรง” ที่ช่วยอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง โดยขยายผลให้ครอบคลุมร้านค้าทุกประเภทอย่างไร้เงื่อนไขซับซ้อน พร้อมปรับเพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวันจาก 150 บาท เป็น 300 บาท และกำหนดวงเงิน 1,500 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือน (ตุลาคม-พฤศจิกายน)
พร้อมทั้งมีข้อเสนอเดินหน้าโครงการ “Easy E-Receipt” เฟส 2 ในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นไฮซีซั่นของการจับจ่าย โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 100,000 บาทต่อคน เป็นเวลา 3 เดือน (ตุลาคม-ธันวาคม) ซึ่งคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้กว่า 100,000 ล้านบาท
ดึง “คนละครึ่ง” ผนวกปลุกท่องเที่ยว-สุขภาพ
อีกหนึ่งโมเดลน่าสนใจคือ การผนวกโครงการ “คนละครึ่ง” เข้ากับการส่งเสริมด้านอื่น ๆ ควบคู่กัน โดยบรรดาข้อเสนอที่เห็นในขณะนี้ มีทั้งการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว คล้ายกับโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่มีมาก่อนหน้านี้ และการส่งเสริมเรื่องสุขภาพและการออกกำลังกาย
ในด้านการท่องเที่ยว นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 โดยระบุว่า “คนละครึ่งมาแรง บาทยังแข็งต่อเนื่อง กระทบตรง inbound เห็นทีต้องมีทัวร์ไทยคนละครึ่ง บ.ทัวร์เตรียม package สุด wow ให้ ชาวไทยได้เที่ยว”
ในภาคธุรกิจการท่องเที่ยวเอง นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนให้การสนับสนุนแนวคิดโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศช่วงปลายปี 2568 โดยระบุว่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีการสรุปในรายละเอียดหรือหลักเกณฑ์ของโครงการ แต่เบื้องต้น สทท.เตรียมหารือร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในวันที่ 24 กันยายนนี้
นายชัยระบุต่อว่า จุดยืนของภาคเอกชนคือ ต้องการให้โครงการนี้วางเกณฑ์ที่เป็นธรรมและไม่สร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองท่องเที่ยวหลักกับเมืองรอง เพื่อให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง และช่วยให้โครงการบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
“ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อีกทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยง ทั้งจากความไม่แน่นอนทางการเมือง และเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา การออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศจึงยังมีความจำเป็น โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ”
นอกจากนี้ นายชัยยังเน้นย้ำว่า ภาครัฐควรรับฟังเสียงจากผู้ประกอบการในการกำหนดแนวทางและเงื่อนไขต่าง ๆ ของโครงการ เพื่อให้มาตรการที่ออกมาสามารถตอบโจทย์ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนได้จริง
ส่วนการส่งเสริมสุขภาพนั้น ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดการประชุมคณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะว่าด้วยการสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ 1/2568 โดยมี นพ.โสภณ เมฆธน เป็นประธาน เพื่อร่วมกันหารือถึงความคืบหน้าและแนวทางในการลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs)
นพ.โสภณเปิดเผยว่า ปัจจัยของการลดโรค NCDs ต้องมุ่งความสำคัญในสองเรื่อง ได้แก่ การลดน้ำหนักควบคู่กับการออกกำลังกาย เรื่องนี้สามารถขับเคลื่อนได้ทั้งสองระดับ คือในระดับนโยบายส่วนกลาง ที่ต้องแสวงหามาตรการหรือนวัตกรรมเข้ามาช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในภาพกว้าง กับอีกส่วนคือการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นในระดับท้องถิ่น หน่วยงาน องค์กร หรือชุมชน ที่จะนำเครื่องมือหรือนวัตกรรมที่เกิดขึ้นไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของแต่ละแห่ง
ในมิติของการลดโรค NCDs ระดับนโยบาย นพ.โสภณระบุตัวอย่างว่า หากปัจจุบันมีการพูดถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการ “คนละครึ่ง” เราจะนำมากระตุ้นการออกกำลังกายด้วยได้หรือไม่ เมื่อประชาชนไปสมัครฟิตเนสแล้วรัฐช่วยออกให้อีกส่วนแบบนี้เป็นต้น ซึ่งบางองค์กรเอกชนก็มีการทำในลักษณะนี้
หรือ “หวยเกษียณ” ที่เป็นการออมเงินและลุ้นรางวัล ถ้าเอามาใช้กับกิจกรรมทางกายภาพ เดินออกกำลังกายสะสมเป็นแคลอรีเครดิต แล้วมาลุ้นรางวัลได้ เหล่านี้คือกลไกที่สามารถออกแบบมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสภาวะแวดล้อมเพื่อลดโรค NCDs
คาดเริ่มโครงการได้ หลัง ครม.เริ่มทำงาน 2 สัปดาห์
ก่อนหน้านี้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หนึ่งในทีมเศรษฐกิจของพรรค ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทย เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ถึงความชัดเจนการดำเนินโครงการคนละครึ่ง ว่าขณะนี้ว่าที่ รมว.คลังกำลังเก็บข้อมูลและทำการบ้านอย่างหนัก
พร้อมกับกระทรวงการคลังก็ยืนยันว่ามีงบฯ เบื้องต้นจะใช้งบฯกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 จำนวน 2.5 หมื่นล้าน ซึ่งหาก ครม.ใหม่เข้ามาทันก็สามารถนำงบฯส่วนนี้มาใช้ได้ แต่ทั้งนี้ ต้องดูจากการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีผลต่อโครงการนี้ด้วย แต่ถึงอย่างไรขณะนี้ นายกฯก็อยากจะทำมากกว่าวงเงิน 2.5 หมื่นล้าน
ทั้งนี้ เชื่อว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์ หลัง ครม.เริ่มทำงาน ก็คาดว่าจะดำเนินโครงการได้
ส่วนกลุ่มที่จะได้สิทธิรอบก่อนเริ่ม 18 ปี หรือกลุ่มเปราะบาง แต่รอบนี้อาจจะขยายไปยังกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งกำลังพิจารณาอยู่ ส่วนการได้สิทธิ 60 : 40 เพียงยื่นภาษีที่กลุ่มนี้มี 11 ล้านคน ก็จะได้สิทธิเช่นกัน
ส่วนมาตรการจูงใจกลุ่มร้านค้าที่อยากร่วมโครงการ แต่กังวลเรื่องภาษี นายสิริพงศ์ย้ำว่า ถ้าขายดียังไงก็ต้องเสียภาษี เพราะเป็นหน้าที่ แต่จะไม่มีการคิดภาษีย้อนหลัง แต่ส่วนตัวเชื่อว่าตราบใดที่ผู้ค้าขายของได้เขาก็จะยอมเสีย แต่ไม่อยากถูกเช็กบิลย้อนหลัง
ส่วนประเภทสินค้าต้องห้ามที่จะใช้ในโครงการ นายสิริพงศ์ระบุว่า ขณะนี้ทีมงานกำลังพิจารณาอยู่ แต่ยอมรับว่าน่าจะเป็นประเภทสินค้าและบริการเดิม ๆ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมตรี และ รมว.คลัง. กล่าวเมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ถึงการดูแลระเบียบการเงิน การคลัง ในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการ “คนละครึ่ง” ว่า จากที่ตนอยู่กระทรวงการคลัง นายกรัฐมนตรีกรุณาเห็นประโยชน์ เพราะตนเห็นกลไกในการขับเคลื่อนอยู่แล้ว ก็จะพยายาม เพราะเป็นนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไปแล้ว ซึ่งได้เตรียมความพร้อมในเรื่องต่าง ๆ เอาไว้แล้ว ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ขอให้มีการโปรดเกล้าฯ อย่างเป็นทางการก่อน
เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐด้านการคลัง มีการให้สัมภาษณ์ยืนยันถึงความพร้อมในเชิงงบประมาณ ว่าสามารถนำมาใช้เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าวได้
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที จากวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2569 จำนวน 25,000 ล้านบาท หากเริ่มโครงการในเดือน ต.ค. 2568 แต่หากวงเงินไม่พอก็สามารถปรับโยกงบฯกลางได้ โดยยังคงใช้แพลตฟอร์มเดิมบนแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ส่วนจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากหรือน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการ วงเงินที่อัดฉีด และจำนวนวันที่เปิดให้ใช้สิทธิ ซึ่งต้องรอดูรายละเอียดจากรัฐบาลอีกครั้ง
นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวถึงความพร้อมการดำเนินนโยบายตามรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่าพร้อม โดยยืนยันว่างบประมาณมีพอ โครงการคนละครึ่งทำได้ทันที
คอมเมนต์ภาคธุรกิจ ต่อ “คนละครึ่ง”
นอกจากการนำเสนอไอเดียของบรรดาภาคธุรกิจต่าง ๆ แล้ว ยังมีหลากหลายมุมมองที่สะท้อนต่อการเริ่มต้นโครงการ “คนละครึ่ง” ในรัฐบาลใหม่นี้
นายธิติฏฐ์ ทัศนาขจร หรือเชฟต้น เชฟและเจ้าของร้านอาหารชื่อดัง กล่าวว่า เดือนกันยายนและตุลาคมอาจเป็นช่วงที่เงียบที่สุดของปี’68 นี้ และอาจยาวไปถึงพฤศจิกายน เนื่องจากปัญหาการเมือง แม้แต่เดือนธันวาคมก็อาจไม่คึกคัก เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เชฟต้นกล่าวต่อไปว่า นโยบายคนละครึ่งถือเป็นนโยบายที่ดีมาก และได้ผลจริง เข้าถึงคนตั้งแต่ระดับรากหญ้า ร้านค้าในตลาด ไปจนถึงสตรีตฟู้ด อยากเสนอให้ภาครัฐเพิ่มวงเงินใช้จ่ายสูงสุดต่อวันเป็น 500 บาท เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มร้านอาหารได้กว้างขึ้น
ขณะที่นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า สนับสนุนให้โครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาอีกครั้ง เพราะช่วยแก้ปัญหาค่าครองชีพได้จริง โดยนัดหมายจะนำข้อมูลโครงการคนละครึ่งเข้าไปหารือกับแกนนำรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยด้วย
จากสถิติของ LINE MAN Wongnai พบว่ายอดขายเฉลี่ยของร้านอาหารทั่วประเทศไทยลดลงมาตั้งแต่ต้นปี 2568 ไตรมาส 2 ลดลงมากถึง 14% หากดูเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ยอดขายลดลง 16%, พื้นที่ย่านธุรกิจ 19% และพื้นที่ยอดนิยมอย่างบรรทัดทองลดลงถึง 35%
“มีการศึกษามาแล้วว่า โครงการ Copayment ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่าการที่รัฐจ่ายให้ 100% สร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจได้นานกว่า เนื่องจากมีการจำกัดวงเงินรายวัน ดีกว่าเงินให้เปล่าที่อาจเกิดการใช้จ่ายเพียงครั้งเดียว”
นายยอดกล่าวต่อว่า LINE MAN Wongnai เคยร่วมโครงการคนละครึ่งรอบที่แล้ว และมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการมากกว่า 5 หมื่นร้าน พบว่ายอดขายของร้านขนาดเล็กโตขึ้น 1.7-4 เท่า
เช่นเดียวกับนายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลประเทศไทย ที่เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งจะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้เกือบทั้งระบบ ทั้งพ่อค้าแม่ขาย ร้านระดับล่างข้างทาง ไปจนถึงร้านระดับ SMEs ที่สำคัญยังช่วยลดค่าใช้จ่ายอาหารให้กับพนักงานที่ทำงานออฟฟิศและบุคคลทั่วไปที่ทำงานเงินเดือนไม่สูงด้วย
ซึ่งโครงการคนละครึ่งจะสามารถเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจร้านอาหารขนาดเล็กและข้างทางได้อย่างน้อย 1.8-2.5 เท่าจากครั้งที่แล้วที่เคยออกมา และยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในแต่ละวันของประชาชนทั่วไปได้อย่างน้อย 15-20% และยังกระจายไปสู่ห่วงโซ่ซัพพลายที่มาต่อธุรกิจร้านอาหารอีกทางด้วย ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ขายในตลาดสดจนไปถึงภาคเกษตรกร
ในแง่ของการพยากรณ์เศรษฐกิจ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย มีการระบุถึงประเด็นผลักดันโครงการคนละครึ่ง โดยคาดว่าจะสามารถสร้างเงินสะพัดในระบบได้ 7 หมื่น-1 แสนล้านบาท เนื่องจากกลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะใช้สิทธิหมดทันที ขณะที่กลุ่มคนระดับปานกลางที่ประหยัดค่าใช้จ่ายจากโครงการนี้ได้ อาจจะดึงเงินออมออกมาใช้จ่ายอย่างอื่น ทำให้มีตัวทวีคูณในเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
“คนละครึ่งเฟส 1 น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 7 หมื่น-1 แสนล้านบาท หากรวมกับการเร่งเบิกจ่ายงบฯปี’69 งบฯท้องถิ่น เชื่อว่าจะประคองเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปีนี้ให้โตได้เพิ่มขึ้นอีก 1-2% มาอยู่ที่ 2.3% และจะผลักให้จีดีพีทั้งปีนี้โตเกิน 2.5% มากกว่าเป้าคาดการณ์ที่ไว้ 2%”
