คอลัมน์ : Politics policy people forum
นาทีนี้อาจกล่าวได้ว่า หลังจากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย กลับแปลงร่างกลายเป็นพรรคที่แข่งแกร่งทั่วทุกองคาพยพ
เมื่อปรากฏการณ์นักการเมืองจากทุกขั้วค่ายตบเท้าเข้าเป็นสมาชิกพรรค เตรียมตัวเพื่อออกสตาร์ตเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2569
การที่คนการเมืองเกือบทุกสายแห่ไหลเข้าพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แม้เป็นเรื่องปกติในทางการเมือง แต่มีเห็นไม่บ่อยในช่วงทศวรรษหลัง
ย้อนไปเมื่อ 7-8 ปีก่อน พรรคการเมืองที่นักเลือกตั้ง-กลุ่มการเมือง-การเมืองบ้านใหญ่ แห่ไหลเข้ามากที่สุดคือพรรคพลังประชารัฐ ที่วันนั้นมีพลัง 3 ป.สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เพื่อเดินเกมสืบทอดอำนาจ ปักธงเลือกตั้งปี 2562 จนได้จัดตั้งรัฐบาล มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งนายกฯ สมัยที่สอง
มาวันนี้ภาพดังกล่าวกลับมาอีกครั้ง คือพรรคภูมิใจไทย เมื่อถนนทุกสายการเมืองมุ่งหน้าสู่พรรคสีน้ำเงิน
บ้านใหญ่ ไหลเข้า
สารพัดกลุ่มทยอยเปิดตัวสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงิน ขยายจากวันแรกที่ประกาศจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย 146 เสียง
วันนี้ นับแค่เฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ตีตราจอง สส.ไว้สำหรับเลือกตั้งครั้งหน้ามีเกินร้อยคน
บ้านใหญ่-ก๊กการเมืองที่ไหลเข้าภูมิใจไทย ตัวอย่างเช่น พรรครวมไทยสร้างชาติไหลเข้าเกือบทั้งพรรค ประกอบด้วย โซนภาคใต้ บ้านใหญ่จุลใส แห่งจังหวัดชุมพร โดย “ชุมพล จุลใส” อดีต สส.นำทีมองค์การบริหารส่วนจังหวัดและสมาชิกสภาจังหวัดหลายสิบชีวิตเข้าสังกัดภูมิใจไทย
กลุ่มซีก “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” พร้อมด้วย “จุติ ไกรฤกษ์” สส.บัญชีรายชื่อ “อัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์” สส.ราชบุรี และ “ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู” “อนุชา บูรพชัยศรี” สส.บัญชีรายชื่อ แสดงตัวย้ายเข้า
กลุ่ม 16 ของ สุชาติ ชมกลิ่น ที่มีขุนพล อาทิ ธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ, ศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา, จิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี, นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี, จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี, น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี, พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ส.นครศรีธรรมราช, นายสันต์ แซ่ตั้ง สส.ชุมพร, ถนอมพงศ์ หลีกภัย สส.ตรัง
ขณะที่ในโซนภาคใต้ที่ยังออกลูกกั๊ก รอความชัดเจนของพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ บ้านใหญ่โล่สถาพรพิพิธ แห่งจังหวัดตรัง ผูกกับ สส.ตรัง “สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ-กาญจน์ ตั้งปอง” จากพรรคประชาธิปัตย์ ส่วน “ทวี สุระบาล” สส.ตรัง พรรคพลังประชารัฐ เมื่อบารมีลุงป้อมอับแสง ก็มีแนวโน้มที่จะลงเขตในนามพรรคภูมิใจไทย
สงขลา “นิพนธ์ บุญญามณี” ซึ่ง อนุทิน-ครูใหญ่เนวิน แห่ขันหมากไปจีบ ก็มีโอกาสสูงที่จะเข้าพรรคภูมิใจไทย แม้ท่าทีจะยังแทงกั๊ก
รวมถึงบ้านใหญ่แห่งสุราษฎร์ธานี คือบ้านใหญ่กาญจนะ นำโดย “ชุมพล-โสภา กาญจนะ” นายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ก็มีแนวโน้มเสริมทัพภาคใต้ให้กับพรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย จึงมั่นใจว่าจะกวาด สส.ภาคใต้ 30 ที่นั่ง จาก 59 เขตเลือกตั้ง
เจาะฐานเพื่อไทย อีสานแห่ซบ
ขณะที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นสมรภูมิสู้รบใหญ่ระหว่างพรรคเพื่อไทย-พรรคภูมิใจไทย เวลานี้ความได้เปรียบกลับไปอยู่ในฝั่งของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะพื้นที่อีสานเหนือ-อีสานใต้ มีการเปิดตัวทั้ง จ.ขอนแก่น อย่างบ้านใหญ่อรรณพพร โดย “พงศกร อรรณนพพร” อดีตคนใกล้ชิดเจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของนายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร
บ้านใหญ่รัตนเศรษฐ แห่งเมืองย่าโม นครราชสีมา นำโดย วิรัช รัตนเศรษฐ มาพร้อมกับ โกศล ปัทมะ สส.พรรคเพื่อไทย ที่กำความเจ็บช้ำจากการไม่มีบทบาทในพรรคนอกจาก สส.
น่าจับตากลุ่มของ “เกรียง กัลป์ตินันท์” อดีต รมช.มหาดไทย ระดับขุนพลเพื่อไทยอีสานใต้ อุบลราชธานี ที่ปรากฏตัวที่ฐานบัญชาการสีน้ำเงินซอยรางน้ำอย่างมีปริศนา
ขณะที่ภาคเหนือก็ได้กลุ่มมะขามหวาน ของ “สันติ พร้อมพัฒน์” มาร่วมขบวนพร้อมกับ 6 สส.ในซุ้ม ยังมีการเปิดตัว “พินิจ จันทรสุรินทร์” อดีต สส.ลำปาง สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนจำนวน 5 คน เข้าบ้านพรรคภูมิใจไทยสู้ศึกเลือกตั้ง
“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศว่า มีความพร้อมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
“ยืนยันวันที่ 31 มกราคม 2569 ยุบสภาแน่นอน ไม่มีเกิน มีแต่ก่อน วันนี้ทุกพรรคการเมืองเตรียมเลือกตั้งแล้ว พรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
ทุกจังหวะก้าวของ “อนุทิน” ใช้ทุกเวทีหาเสียงเลือกตั้งซ่อม ส่งเมสเสจการเมืองให้เหมือนเลือกตั้งใหญ่
“ผมเพิ่งทำงานได้ 12 วัน อะไรเกิดขึ้นใน 12 วัน เงินสวัสดิการแห่งรัฐเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ นี่คือการทำงานของพรรคภูมิใจไทย พูดแล้วทำ อาทิตย์ที่แล้วคนละครึ่งพลัสผ่านคณะรัฐมนตรีเรียบร้อย อย่าลืมไปลงทะเบียน จะมีเรื่องอื่นอีก เช่น ปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนละ 100,000 บาท ให้พ่อแม่พี่น้องได้ลืมตาอ้าปาก เป็นรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยที่เคยให้สัญญากับพ่อแม่พี่น้อง เราทำหมดในระยะเวลาที่รวดเร็ว ขอทำงานแบบใจกว้าง ไม่สนใจว่าใครจะอยู่พรรคไหน วันนี้รัฐบาลเป็นหนึ่งเดียว มีหน้าที่อย่างเดียว คือรับใช้ประชาชนเท่านั้น”
ดุลอำนาจแข็งแกร่ง
อีกด้านหนึ่งในความแข็งแกร่งของอำนาจสีน้ำเงิน คือการที่กุมเสียงข้างมากในกลไกสภาสูง คือวุฒิสภา (สว.) ที่มีอำนาจรับรอง 7 องค์กรอิสระ อันเป็นหนึ่งในกลไกอำนาจตรวจสอบ อาทิ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเห็นร่องรอยการส่งตัวแทนสีน้ำเงินไปนั่งเป็นคณะกรรมการสรรหา
สุดท้ายย่อมมีเอฟเฟ็กต์ต่อคดีการเมืองที่คาอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ เช่น คดีฮั้ว สว. ซึ่งสำนวนดังกล่าวอยู่ในชั้นที่ 3 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยมีเวลา 90 วัน โดยความคืบหน้าล่าสุด มีรายงานว่าคดีดังกล่าวจะเริ่มพิจารณานัดแรก ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ย่อมเท่ากับคดีฮั้ว สว.กว่าจะถึงบอร์ด กกต. 7 คน นายกฯอนุทินอาจยุบสภาไปแล้ว และที่สำคัญองค์ประชุม
กกต.ที่ตัดสินในวันนั้นอาจมาจากการเห็นชอบของ สว.ที่เสียงข้างมากเป็นสีน้ำเงินถึง 4 คน
เนื่องจาก อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. และ สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ ครบวาระไปตั้งแต่เดือนสิงหาคม และ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และ ฐิติเชษฐ์ นุชนาฏ กำลังจะหมดวาระในเดือนธันวาคม ต้องสรรหา กกต.ให้เข้าไปแทน และต้องผ่านการเห็นชอบของ สว.น้ำเงิน
รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องมีการผลัดใบ โดยดุลอำนาจสีน้ำเงินส่งคนเข้าไปมีส่วนร่วมคัดเลือก ตั้งแต่กระบวนการสรรหา โดยคณะกรรมการสรรหา และกลไก ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรตั้งลูก ตรวจสอบทุจริต หากสีน้ำเงินคุมกลไกสำเร็จ ย่อมไม่ต่างจาก “ยุคบ้านป่า” ที่บรรดานักการเมืองไหลเข้าไปอยู่ เพื่อให้ตนเองปลอดภัยจากพิษการเมือง
กระบวนการทั้งหมดนักเลือกตั้งย่อมรู้และเห็นกระบวนการทั้งท่อ ตั้งแต่คณะกรรมการสรรหา จนถึงสอบสัมภาษณ์ที่ซอยรางน้ำ
นอกจากนี้ ดุลอำนาจสีน้ำเงิน โดยเฉพาะ สว.ยังเป็นส่วนหนึ่งในการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ในวันข้างหน้า ยังไม่นับคอนเน็กชั่นระดับเวรี่เวรี่วีวีไอพีของกลุ่มสีน้ำเงิน
นาทีนี้พรรคภูมิใจไทยแข็งแกร่ง แต้มต่อเหนือทุกพรรค ปูทางสู่การเป็นรัฐบาลอนุทิน ภาค 2