เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ด่วน ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี ‘ศุภจี’ โดนด้วย
ไฮไลท์ประชาชาติ ด่วน ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี ‘ศุภจี’ โดนด้วย
DMT ส่งต่อสมุดรีไซเคิลให้โรงเรียนน้ำท่วม ฟื้นฟูการเรียน
Biz Movement DMT ส่งต่อสมุดรีไซเคิลให้โรงเรียนน้ำท่วม ฟื้นฟูการเรียน
กกพ.รื้อค่าไฟแพง ทุบราคารับซื้อโซลาร์เหลือ 2.1 บาท จาก 11 บาท/หน่วย
Economic กกพ.รื้อค่าไฟแพง ทุบราคารับซื้อโซลาร์เหลือ 2.1 บาท จาก 11 บาท/หน่วย
‘ศุภจี’​ พร้อมแจง​ ‘ฝ่ายค้าน’ ศึกซักฟอก ชี้เป็นโอกาสอธิบายประชาชน
Politics ‘ศุภจี’​ พร้อมแจง​ ‘ฝ่ายค้าน’ ศึกซักฟอก ชี้เป็นโอกาสอธิบายประชาชน
บาร์บีคิวพลาซ่า เปิดแคมเปญ “Too Hard To Handle” ส่ง GON & Friend Hippers เคียงข้างวันหนัก ๆ
Biz Movement บาร์บีคิวพลาซ่า เปิดแคมเปญ “Too Hard To Handle” ส่ง GON & Friend Hippers เคียงข้างวันหนัก ๆ
ศุภจี หวัง ‘อนุทิน-ทรัมป์’ ปิดดีลภาษี พ.ย. เผย UAE จ่อลงนาม FTA ต้นปี 70
Politics ศุภจี หวัง ‘อนุทิน-ทรัมป์’ ปิดดีลภาษี พ.ย. เผย UAE จ่อลงนาม FTA ต้นปี 70
หาดใหญ่ ผวาน้ำท่วมซ้ำปี’68 ผู้ว่าฯ งัดแผนเชิงรุกรับมือมรสุม
Economic หาดใหญ่ ผวาน้ำท่วมซ้ำปี’68 ผู้ว่าฯ งัดแผนเชิงรุกรับมือมรสุม
ไขความต่าง “เงินช่วยเหลือ ครม.” vs “เงินเยียวยา กทม.” เช็กสิทธิ์-อัตราจ่ายเงินน้ำท่วม 2569
ไฮไลท์ประชาชาติ ไขความต่าง “เงินช่วยเหลือ ครม.” vs “เงินเยียวยา กทม.” เช็กสิทธิ์-อัตราจ่ายเงินน้ำท่วม 2569
ไทยเตรียมโชว์ Soft Power เกษตรที่ญี่ปุ่น เชื่อมภูมิปัญญา-เทคโนโลยี-ความยั่งยืน
Economic ไทยเตรียมโชว์ Soft Power เกษตรที่ญี่ปุ่น เชื่อมภูมิปัญญา-เทคโนโลยี-ความยั่งยืน
กสิกรไทยชู ‘Team of Thailand’ แก้โตเหลื่อมล้ำ-เพิ่มขีดแข่งขันติดท็อป 20 โลก
Finance กสิกรไทยชู ‘Team of Thailand’ แก้โตเหลื่อมล้ำ-เพิ่มขีดแข่งขันติดท็อป 20 โลก
ดูทั้งหมด

ยกระดับจัดการบัญชีม้า สร้างความมั่นใจ ใช้จ่ายผ่านดิจิทัล

24 ต.ค. 2568 | 11:12น.
horse account
คอลัมน์ : แบงก์ชาติชวนคุย

ในช่วงเวลาที่ภัยไซเบอร์รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ “บัญชีม้า” นับเป็นเครื่องมือสำคัญของมิจฉาชีพที่นำมาใช้บั่นทอนความเชื่อมั่นของระบบการเงินดิจิทัล ที่ผ่านมาแบงก์ชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ยกระดับมาตรการจัดการบัญชีม้าอย่างเข้มข้น ด้วยความตั้งใจที่จะตัดเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพ และช่วยเหลือเหยื่อให้ได้รับเงินคืนมากที่สุด

แน่นอนว่าเมื่อมาตรการเข้มข้นถูกนำมาใช้เป็นวงกว้าง ย่อมทำให้เกิดผลข้างเคียงขึ้น หลายท่านได้ยินข่าวการ “ระงับธุรกรรม” ที่ทำให้ร้านค้าและประชาชนผู้สุจริตหลายรายต้องถูกระงับธุรกรรม หรือบัญชีโดยที่ไม่ได้กระทำผิด (แต่เพียงได้รับเงินจากมิจฉาชีพผ่านบัญชีม้า) จนเกิดความเดือดร้อนในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และความกังวลในการใช้การโอนเงินดิจิทัล

ซึ่งแบงก์ชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมิได้นิ่งนอนใจต่อเสียงสะท้อนเหล่านี้ โดยได้เร่งปรับแนวทางปฏิบัติ เพื่อลดผลกระทบต่อร้านค้าและประชาชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสบายใจในการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัลได้เหมือนเดิม

เมื่อมาตรการ “กวาดล้าง” ถูกยกระดับ

ปัญหาจากการยกระดับมาตรการจัดการบัญชีม้ามาจากการดำเนินการ 2 ข้อ ข้อแรกคือ การขยายการติดตามเส้นทางการเงิน เดิมทีมิจฉาชีพใช้ช่องทางหลัก ๆ อย่างการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร แต่ด้วยมาตรการที่เข้มข้นที่ผ่านมา จึงได้หันไปใช้ช่องทางอื่น เช่น e-Money และสินทรัพย์ดิจิทัล ในการโอนเงินออกไปก่อน เพื่อตัดขาดเส้นเงิน แล้วค่อยโอนกลับเข้ามาในระบบอีกที

ดังนั้น เพื่อให้การกักเงินได้มากขึ้นและทันท่วงที จึงได้เชื่อมต่อระบบการติดตามและแจ้งเตือนภัยธุรกรรมเข้ากับช่องทางใหม่ ๆ เหล่านี้ เพื่อให้ครอบคลุมเส้นเงินได้ตลอดทาง ดังนั้น จำนวนบัญชีที่ “อาจจะ” เกี่ยวข้องจึงถูกกระทบมากขึ้นไปด้วย

ข้อที่สองคือ การพัฒนาระบบอัตโนมัติของธนาคาร เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามที่รวดเร็วขึ้น ธนาคารหลายแห่งที่เคยระงับธุรกรรมหรือบัญชีโดยใช้พนักงาน (Manual) ได้พัฒนามาใช้ระบบอัตโนมัติในการติดตามเส้นทางการเงิน

ซึ่งทำให้การ “กักเงิน” เพื่อช่วยเหลือเหยื่อทำได้เร็ว และให้เงินกลับคืนสู่เจ้าของได้เร็วที่สุด แต่ระบบใหม่นี้ก็อาจมีส่วนทำให้เกิดการระงับธุรกรรมในบัญชีของผู้สุจริตที่โดนลากไปเกี่ยวข้องได้ด้วยเช่นกัน

เมื่อความพยายามที่จะช่วยผู้เสียหายกลับกลายเป็นกระทบร้านค้าและประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทางศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท. หรือ AOC) แบงก์ชาติ ตำรวจไซเบอร์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สมาคมธนาคารไทย และธนาคารพาณิชย์ ได้เร่งปรับแนวทางการอายัดบัญชีและแนวทางปลดอายัด เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น

ปรับใหญ่ 3 ด้าน : “รวดเร็ว-จำกัด-ชัดเจน”

ด้านแรก ปลดระงับให้เร็วขึ้น โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2568 โดยผู้บริสุทธิ์ที่ถูกระงับธุรกรรมสามารถติดต่อศูนย์ AOC โทร. 1441 กด 2 เพื่อแจ้งข้อมูล (ชื่อ, ธนาคาร, เลขที่บัญชีที่ถูกระงับ และเลขบัตรประชาชน) เพื่อให้ปลดระงับได้ จากเดิมที่อาจใช้เวลา 7 วัน เป็นภายใน 4 ชั่วโมง ถึง 1 วัน ตามรอบการส่งข้อมูลระหว่าง AOC กับธนาคารวันละ 3 รอบ

ด้านที่สอง ระงับเท่าที่จำเป็นมากขึ้น เพื่อลดจำนวนผู้บริสุทธิ์ที่จะถูกกวาดเข้ามาตั้งแต่แรก ภายในเดือนกันยายน 2568 จะมีการกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนในการต่อเส้นทางการเงิน เพื่อให้การระงับธุรกรรมทำได้แม่นยำมากขึ้น โดยจะพิจารณาบนเงื่อนไขเดียวกับการปลดระงับ เช่น ธุรกรรมมูลค่าน้อย หรือลักษณะบัญชีร้านค้าปกติที่มีรายการเข้าออกสม่ำเสมอ อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนก็ต้องไม่ปล่อยให้มิจฉาชีพใช้เป็นช่องโหว่ในการเอาตัวรอดไปได้เช่นกัน

ด้านที่สาม แจ้งให้ชัดเจน เพื่อลดความสับสนและความตื่นตระหนกของผู้ได้รับผลกระทบ ธนาคารจะต้องแจ้งข้อมูลแก่ลูกค้าที่ถูกระงับธุรกรรมให้ทราบชัดเจนผ่านช่องทาง Mobile Banking หรือ SMS โดยระบุว่าเป็น “การระงับธุรกรรม” ไม่ใช่ “การอายัดบัญชี” ซึ่งมีความหมายและผลทางกฎหมายที่แตกต่างกัน พร้อมทั้งจำนวนเงินและขั้นตอนต่อไปที่ควรดำเนินการให้ชัดเจนขึ้นด้วย

สร้างความมั่นใจให้คนไทยกลับมาใช้ดิจิทัลอย่างสบายใจ

สิ่งที่แบงก์ชาติและหน่วยงานพันธมิตรดำเนินการมาทั้งหมดนี้ คือการชั่งน้ำหนักระหว่างการให้ความปลอดภัยขั้นสูงสุดกับผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อกับการรักษาความสะดวกในการทำธุรกรรม ซึ่งทางหน่วยงานต่าง ๆ เข้าใจความกังวลของร้านค้าและประชาชนทุกคน การปรับใหญ่ในครั้งนี้คือสัญญาณที่ชัดเจน ว่าเราให้ความสำคัญกับผู้สุจริตมากขึ้น เพื่อให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และหากเกิดผลกระทบก็ต้องได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วที่สุดเช่นกัน

การทำงานร่วมกันในหลายภาคส่วนยังคงเดินหน้าต่อไป และพยายามจำกัดช่องทางต่าง ๆ ของมิจฉาชีพ เพื่อลดจำนวนและมูลค่าความเสียหายให้ได้มากขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ต้องดูแลความสะดวกของผู้บริสุทธิ์ด้วย ซึ่งมาตรการต่าง ๆ สามารถปรับได้ทั้งจากแนวทางใหม่ ๆ ที่เกิดจากประสบการณ์ รวมทั้งเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ในครั้งนี้ เราหวังว่าการปรับให้การปลดระงับเร็วขึ้น ระงับเท่าที่จำเป็น และแจ้งให้ชัดเจน จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ร้านค้าและประชาชนกลับมาใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัลได้อย่างเต็มที่และสบายใจนะคะ

แล้วพบกันใหม่โอกาสต่อไปค่ะ