ทีเส็บรุกดึงบิ๊กอีเวนต์โลก หนุนไทยฮับ ‘แสดงสินค้า’
“ทีเส็บ” เดินเครื่องปั้นไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางงานแสดงสินค้าอาเซียน รุกดึงงานระดับโลกเข้ามาจัดอย่างต่อเนื่อง หวังเสริมแกร่งเศรษฐกิจไมซ์ ดันเป้าสู่ The Best Exhibition Nation of ASEAN เผยปี’69 ได้บิ๊กอีเวนต์ “Gastech 2026-UFI Asia Pacific 2026” ทั้ง High Impact & High Value เข้าประเทศ คาดดันรายได้แตะ 1.13 แสนล้าน โตจากปี’68 ราว 10%
นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การเดินหน้าผลักดันบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการแสดงสินค้าในภูมิภาคอาเซียนเป็นการต่อยอดจากปัจจัยเกื้อหนุนเดิมที่ไทยสั่งสมไว้ ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งของประเทศใจกลางอาเซียน โครงสร้างพื้นฐานด้านสถานที่จัดงานที่ได้มาตรฐานสากล การคมนาคมที่สะดวก รวมถึงระบบนิเวศการจัดงานที่เข้มแข็งจากความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน
“ไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้าระดับ ASEAN Edition หลายรายการจากผู้จัดงานต่างประเทศ เป็นทั้งแพลตฟอร์มให้ผู้ประกอบการต่างชาติเข้าสู่ตลาดอาเซียน และให้ผู้ประกอบการในอาเซียนเข้าถึงตลาดโลก”
ปัจจุบันไทยมีพื้นที่จัดงานแสดงสินค้านานาชาติมากเป็นอันดับ 4 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของอาเซียน โดยในปีงบประมาณ 2569 มีงานแสดงสินค้านานาชาติหน้าใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากทีเส็บแล้ว 9 งาน จากผู้ประกอบการไทย อินเดีย จีน เยอรมนี และสหราชอาณาจักร
“ทีเส็บจะเดินหน้าสร้างแบรนด์ประเทศไทยให้เป็น The Best Exhibition Nation of ASEAN เพื่อมุ่งยกระดับไทยสู่ฮับงานแสดงสินค้าแห่งภูมิภาคอาเซียน พร้อมดึงงานระดับโลกเข้าจัดในไทยต่อเนื่อง”
นางศุภวรรณกล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 67-ก.ย. 68) อุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าเป็นภาคส่วนที่สร้างรายได้สูงสุดในไมซ์ ด้วยมูลค่ากว่า 103,000 ล้านบาท โดยมีนักเดินทางไมซ์รวมกว่า 23.5 ล้านคน แบ่งเป็นนักเดินทางในประเทศ 23.2 ล้านคน และต่างชาติ 356,262 คน
ขณะที่ปีงบประมาณ 2569 ทีเส็บคาดว่ารายได้กว่า 113,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสำคัญคือ ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ระดับโลกในปี 2026 เช่น Gastech 2026 งานแสดงสินค้าพลังงานแก๊สใหญ่ที่สุดในโลก และ UFI Asia Pacific 2026 งานประชุมระดับภูมิภาคของสมาคมการแสดงสินค้าโลก
“2 งานนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการดึงดูดงานระดับ High Impact & High Value เข้าประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล”
เดินหน้า 4 กลยุทธ์หลัก
นางศุภวรรณกล่าวด้วยว่า ทีเส็บได้วางยุทธศาสตร์การสร้างแบรนด์เชิงรุกผ่านวิสัยทัศน์ “Change That Matters” ใช้งานแสดงสินค้าเป็นเครื่องมือเชื่อมเศรษฐกิจ-สังคมในระดับลึก ด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย 1.Global Reach มีการดึงงานระดับโลกที่สอดคล้องกับ 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ แพทย์/สุขภาพ ดิจิทัล ยานยนต์สมัยใหม่ BCG (เศรษฐกิจหมุนเวียน-ชีวภาพ-สีเขียว) และบริการ
2.Local Strength มุ่งยกระดับงานในประเทศให้เป็น Flagship Events 3.Organisation Transformation พร้อมปรับองค์กรสู่ดิจิทัล ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และพัฒนาบุคลากร และ 4.Capabilities Excellence เสริมบทบาทการเป็น Policy Shaper พัฒนาผู้จัดงานให้เป็นมืออาชีพระดับโลก
ขณะที่นางสาวปนิษฐา บุรี ประธานสมาคมการแสดงสินค้าโลก (UFI) ปี 2568-2569 กล่าวว่า อุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าทั่วโลกมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจ ด้วยการเชื่อมโยงผู้ประกอบการในห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผู้จัดงานจนถึงนักลงทุนและผู้ซื้อ โดยรายงาน Global Economic Impact of Exhibitions 2025 ซึ่ง UFI ร่วมกับ Oxford Economics คาดการณ์ว่า มูลค่าอุตสาหกรรมในเอเชีย-แปซิฟิกในปี 2024 อยู่ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.05 ล้านล้านบาท คิดเป็น 19% ของตลาดโลก
ด้านนายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป ประเทศไทย บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ กล่าวว่า บริษัทมองประเทศไทยเป็น “Strategic Hub” ของอาเซียน ทั้งในเชิงทำเล พื้นที่จัดงาน ระบบโลจิสติกส์ และนโยบายภาครัฐ โดยใน 3 ปีข้างหน้ามีแผนเพิ่มงานในไทยอีก 5 งาน จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 15 งาน

รวมทั้งขยายงานเดิมที่ประสบความสำเร็จ เช่น ProPak Asia, Cosmoprof CBE ASEAN, Asia Sustainable Energy Week, Fi Asia และ Vitafoods Asia โดยคาดว่างานทั้งหมดจะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวมกว่า 56,000 ล้านบาท/ปี พร้อมดึงผู้เข้าร่วมจากกว่า 76 ประเทศทั่วโลก