อนุทิน คุย ‘ฮุน มาเนต’ ชี้ต้องการเห็นถอนอาวุธอย่างจริงใจ-เข้มปราบสแกมเมอร์
อนุทิน หารือ ฮุน มาเนต ย้ำ 4 ประเด็นสำคัญเพื่อสันติภาพ-ลดความตึงเครียดชายแดน ชี้ไทยต้องการเห็นถอนอาวุธหนักอย่างจริงจัง-ปฏิบัติอย่างจริงใจ เพิ่มความเข้มข้นปราบอาชญากรรมข้ามชาติ
ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทวิภาคีกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญการหารือ ว่านายกรัฐมนตรีขอบคุณนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่มีหนังสือแสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การลงนามถ้อยแถลง (Joint Declaration) เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นพื้นฐานสำหรับสองประเทศที่จะเดินหน้า แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือจะต้องมีการปฏิบัติตามอย่างจริงจังและจริงใจ การหารือในวันนี้ จึงมุ่งเน้นความจำเป็นที่สองประเทศจะต้องร่วมมือกันเพื่อเดินหน้านำข้อตกลงไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
นายกรัฐมนตรีย้ำความสำคัญใน 4 ประเด็นที่ได้ตกลงกัน เพื่อการลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน ได้แก่ (1) การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนกลับสู่ที่ตั้งปกติ (2) การเก็บกู้ทุ่นระเบิด (3) การปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะสแกมเมอร์ และ (4) การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน

ทั้งนี้ กระบวนการถอนอาวุธหนักได้เริ่มขึ้นแล้ว แต่ไทยต้องการเห็นคือ การเดินหน้าถอนอาวุธหนักอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนบริเวณชายแดน รวมถึงต้องการเพิ่มความเข้มข้นในการประสานงานเพื่อการปฏิบัติตามในเรื่องอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะการประสานงานประเด็นปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การลงพื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด และการปฏิบัติตามข้อตกลงเพื่อการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน
โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงแนวทางเพิ่มการสื่อสารทางการทูต โดยจะมอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายพบหารือกันโดยเร็ว
นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องว่า ในช่วง 2-3 วันหลังจากการลงนามในถ้อยแถลง มีความสำคัญยิ่งสำหรับประเทศไทย ประชาชนและสื่อมวลชน ของทั้งสองประเทศที่จะติดตามความคืบหน้าของการปฏิบัติตามถ้อยแถลงดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
ดังนั้น จึงเป็นความรับผิดชอบของทั้งสองฝ่ายที่ต้องแสดงให้เห็นถึงการเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการปฏิบัติตามที่ตกลงกันไว้ด้วยความจริงใจและด้วยความสุจริตใจ เพื่อสร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้แก่ประชาชนของเรา

จากนั้นนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่า กัมพูชาและไทยได้หารือกัน เพื่อเร่งให้การดำเนินการตามปฏิญญาที่ได้ลงนาม 4 ข้อ เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยได้เริ่มถอนอาวุธหนักตั้งแต่วันแรกที่มีการลงนาม
พร้อมย้ำกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาว่า “อย่าให้เป็นเพียงสัญลักษณ์ ต้องเร่งดำเนินการถอนอาวุธอย่างเป็นรูปธรรม และจริงจังด้วยความรวดเร็ว” ทั้งนี้เพื่อให้ไทยจะได้ส่งคืนตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ที่อยู่ในการควบคุมคืนกลับให้กัมพูชา
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงประเด็นการเก็บกู้วัตถุระเบิดว่า ได้ขอฝ่ายกัมพูชาให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการเก็บกู้วัตถุระเบิด เพื่อจะได้ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่ไทยจะเป็นผู้เก็บกู้เพราะอยู่ในเขตของไทย โดยมีผู้ร่วมสังเกตการณ์เป็นผู้แทนประเทศของกลุ่มอาเซียนรวมอยู่ด้วย
ส่วนการปราบปรามสแกมเมอร์นั้น นายกรัฐมนตรีเผยว่า ตำรวจไทยและตำรวจกัมพูชามีการประชุมร่วมกัน เพื่อหาวิธีการปราบปรามป้องกัน รวมทั้งจะร่วมมือกันในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกอย่าง ไม่เพียงแค่สแกมเมอร์ แต่ยังรวมไปถึงการหลอกลวงออนไลน์ และการหลอกลวงคนไปกักกันหรือทำร้ายด้วย
นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยจะตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา เพื่อติดตามการดำเนินการตามข้อตกลง 4 ข้อ โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นประธาน ซึ่งเมื่อเช้านี้ (28 ต.ค.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้โทร.รายงานแล้ว ว่า ทุกอย่างได้ดำเนินการไปตามขั้นตอนและเวลาที่ควรจะเป็นด้วยความเรียบร้อย จากการพูดคุยกัน ทั้ง 2 ฝ่าย ได้ทำความเข้าใจว่าตรงไหนที่ยังเป็นข้อสงสัยขอให้กลับไปแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยเร็วที่สุด
นายกรัฐมนตรีชี้แจงการสัมภาษณ์ที่พูดตกหล่น เรื่อง ไทยรุกล้ำกัมพูชา ว่าตก คำว่าพื้นที่อ้างสิทธิ์ ซึ่งเป็นคำอย่างเป็นทางการ ในพื้นที่ตรงนั้น มีคนไทยและมีคนกัมพูชาอาศัยอยู่ ดังนั้นการดำเนินการในเรื่องนี้ ต้องมีหลักความยุติธรรม รวมทั้งยังไม่มีการพูดถึงการเปิดด่านจนกว่าการดำเนินการทั้งหมดจะสิ้นสุดลง หาก 4 ข้อนั้นได้รับการปฏิบัติ และดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย ก็จะมาพูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ต่อไป
“ต้องขอความกรุณาว่า การทำงานต้องมีหลาย ๆ เรื่อง และเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกัน ผู้สื่อข่าวถามอะไรที่ผมตอบได้ก็ตอบ ไม่มีอะไรที่ปิดบัง และอยากให้ทุกคนได้รับทราบข้อมูลที่เป็นความจริงจะได้ไม่มีใครมาคาดเดา และพูดออกมาโดยใช้โซเชียลมีเดีย พยายามเปิดเผยกับประชาชนให้ได้มากที่สุด” นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย