ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ-ผลการประชุมนโยบายการเงินธนาคารกลางทั่วโลก
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ 15 ธันวาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/12) ที่ระดับ 31.55/56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/12) ที่ระดับ 31.58/59 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 4 ปีครึ่ง และแข็งค่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค ซึ่งในระหว่างวันค่าเงินบาทยังคงปรับตัวแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง
โดยได้รับปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำ แม้ว่าดัชนีดอลลาร์จะเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ระหว่างวันราคาทองคำได้ปรับตัวสูงขึ้นราว 45 เหรียญต่อทรอยออนซ์ ทำระดับสูงสุดที่ 4,350 เหรียญต่อทรอยออนซ์ โดยยังได้รับอานิสงส์บวกจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ในขณะที่ดัชนีดอลลาร์ยังคงทรงตัวแถวบริเวณ 98.40 หน่วย ซึ่งนักลงทุนจับตารอปัจจัยใหม่อย่างตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ประจำเดือนเดือนตุลาคม และเดือนพฤศจิกายน ของสหรัฐ ที่จะมีการเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ (16/12) รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่จะทยอยประกาศระหว่างสัปดาห์ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการหารือกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างใกล้ชิด โดยเห็นว่าการทำงานในขณะนี้อาจจำเป็นที่จะต้องให้มีความสอดคล้องกันมากขึ้น เพื่อดูแลไม่ให้การแข็งค่าของเงินบาทที่มากเกินไป ไปซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ในขณะที่ น.ส.พิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า ธปท. ได้สั่งการให้สถาบันการเงิน (สง.) เพิ่มความเข้มงวดกับกลุ่มผู้ค้าทองคำในการทำธุรกรรมขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง โดยให้ สง. ต้องเรียกตรวจหลักฐานการขายทองกับคู่ค้าต่างประเทศจากร้านทองทุกธุรกรรม
ขณะเดียวกัน ธปท. อยู่ระหว่างการหารือการปรับปรุงหลักเกณฑ์ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน โดยเสนอให้ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องให้ ธปท. รับทราบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามธุรกรรม ประเมินผลกระทบต่อค่าเงินบาทและพิจารณานโยบายที่เกี่ยวข้อง และเหมาะสมต่อไป ด้านนักลงทุนจับตาการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยรอบสุดท้ายของปี ในวันที่ 17 ธันวาคม
ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 1.25% โดยมองว่าอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ ในขณะที่หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับปัจจัยซ้ำร้ายอย่าง น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้, การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา, และความไม่แน่นนอนด้านการเมือง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.44 – 31.56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31.86/87 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/12) ที่ระดับ 1.1733/34 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/12) ที่ระดับ 1.1727/29 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินยูโรยังทรงตัวในทิศทางแข็งค่า หลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 2% ตลอดช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงของเฟด
พร้อมกันนี้นักลงทุนจับตาธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 18 ธันวาคม ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% เนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่าระดับอัตราเงินเฟ้อยูโรโซนในปัจจุบัน ได้ปรับตัวลงใกล้เคียงระดับเป้าหมายที่ 2% แล้ว ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1724-1.1744 ดอลลาร์สทรัฐฯ /ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1736/37 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/12) ที่ระดับ 155.72/73 เยน/ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/12) ที่ระดับ 155.94/95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าเช่นเดียวกับสกุลเงินส่วนใหญ่
โดยในสัปดาห์นี้นักลงทุนจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 18 และ 19 ธันวาคม ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ หลังจากดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 15 ในไตรมาส 4/2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยได้แรงหนุนจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันและถ่านหิน ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 154.92 – 155.98 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 155.01/02 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในวันนี้ ได้แก่ ดัชนีการผลิตรัฐนิวยอร์ก เดือนธ.ค. (15/12), ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด (15/12), ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของยูโซน เดือน พ.ย. (15/12)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.75/-7.60 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือน ต่างประเทศอยู่ที่ -6.00/-5.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐฯ