Skip to content

ฟาร์มสุขดอกไม้พลิกโฉม ดึงนายทุนจ้างปลูก เจ้าแรกในไทย

04 ม.ค. 2569 | 13:31น.
ฟาร์มสุขดอกไม้พลิกโฉม ดึงนายทุนจ้างปลูก เจ้าแรกในไทย
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

วันนี้ “โครงการสวนดอกไม้ใหญ่ที่สุดในโลก” บนที่ดิน 500 ไร่ ในอาณาจักรโบนันซ่า เขาใหญ่ เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ ดร.อ้อ “ถนอมวรรณ สิงห์จุ้ย” เจ้าของ บริษัท ฟาร์มสุขดอกไม้ไทย จำกัด จ.สมุทรสาคร ผู้ปลูกและจัดจำหน่ายดอกไม้ไทย ใบไม้กินได้ และตกแต่งบนจานอาหารให้กับโรงแรมและร้านอาหารขนาดใหญ่ ในฐานะผู้ถือหุ้น บริษัท เขาใหญ่แฮปปี้เนส จำกัด จ.นครราชสีมา ถึงความเป็นมา และแผนธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต

ฟาร์มสุขสาขา 2 ที่เขาใหญ่

ดร.อ้อเล่าว่า ก่อนเกิด “โครงการสวนดอกไม้ใหญ่และสวยที่สุดในโลก” ต้องย้อนไป 3 ปีก่อน ตอนนั้นรู้จักกับคุณสงกรานต์ เตชะณรงค์ ทำร้าน Day Dreaming Cafe มีคอนเซ็ปต์อยากทำ Farm to Table ซึ่งบริษัทฟาร์มสุขดอกไม้ไทยเป็นหลังบ้านให้เชฟที่ร้านอยู่ ก็มาคุยคอนเซ็ปต์กัน

มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนแนวคิดธุรกิจกับ “คุณไพวงษ์ เตชะณรงค์” เจ้าของอาณาจักรโบนันซ่า ซึ่งเป็นพ่อของคุณสงกรานต์ โดยคุณไพวงษ์ หรือคุณป๋า ชมว่าบ้าดี ชอบ (หัวเราะ) เพราะไม่เคยเห็นใครปลูกดอกไม้ไทยอย่างเดียวจริงจัง เป็นจุดที่มาว่า “ป๋ามีที่เยอะ ถ้าอยากทำอะไร ให้นึกถึงป๋าคนแรก”

ตอนนั้นอยู่ในช่วงโควิด-19 พอดี เราเปลี่ยนแนวว่าลูกค้าของบริษัท จากบีทูซี น่าจะเป็นแบบบีทูบีอย่างเดียว เพราะจะได้รู้ปริมาณดอกไม้ ใบไม้ที่ต้องการ จากนั้นวางแผนธุรกิจใหม่ “ลูกค้าต้องทำสัญญาจ้างเราปลูก เพื่อควบคุมต้นทุนได้” แต่สวนที่ จ.สมุทรสาคร มีพื้นที่เพียง 30 ไร่ ไม่เพียงพอ เลยกลับมาคุยกับป๋าจะขอเช่าพื้นที่ ประโยคหนึ่งที่ป๋าพูดในวันแรกที่เราเสนอขอเช่าพื้นที่ 100 ไร่ คิดราคาเท่าไหร่ ป๋าบอก 24 ล้านบาท เราก็ชั่งน้ำหนัก เพราะมีพาร์ตเนอร์ที่พร้อมจะลงทุนกับเรา แต่ป๋าบอกว่าถ้ามาร่วมมือกัน

หรือมาสร้างประโยชน์ใด ๆ ให้โบนันซ่า โดยป๋าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ เราบริหารจัดการมีรายได้แบ่งกำไรไป ในที่สุดออกมาเป็นการร่วมมือกันลักษณะเหมือนเราเป็นลูกหลานคนหนึ่ง

โดยป๋าพูดประโยคหนึ่งว่า “ผมอายุ 81 ปีแล้ว ไม่ได้หวังรวยกับธุรกิจแล้ว แต่อยากทำให้โบนันซ่ากลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง” เรารู้ว่าป๋าต้องการอะไร อยากเก็บแบรนด์นี้ไว้ให้ลูกหลาน เราสร้างธุรกิจเอง เราจึงเป็นจุดเซ็นเตอร์ระหว่างป๋ากับลูก ๆ เลยเกิดมาเป็น “โครงการเขาใหญ่แฮปปี้เนสส์”

ภายใต้แนวคิด EARTH, ART, MUSIC รวมทุกอย่าง

ป๋ามีจินตนาการอยู่แล้ว บอกว่าจุดคุ้มทุนที่จะได้เงินกลับมาเร็ว ต้องทำเป็นอีเวนต์ท่องเที่ยว พร้อมตั้งชื่อ ป๋าบอกว่าบริษัทของเราชื่อฟาร์มสุขดอกไม้ไทย ที่นี่ก็เป็น “แฮปปี้เนสส์” ให้มันล้อกัน เลยกลายเป็นฟาร์มสุขสาขา 2 ความสุขที่เพิ่มมากขึ้น ตามแผนจะเสร็จสมบูรณ์สิ้นปี 2569

ฟาร์มสุขดอกไม้ไทย

เปิดอะคาเดมีถ่ายทอดความรู้

ดร.อ้อเล่าต่อไปว่า ในฐานะที่ตัวเองเป็นนักวิจัย อยู่ในสายงานวิชาการอยู่แล้ว เป็นความฝันอยากขายของในเชิงวิชาการ เพราะมีทั้งพื้นที่ มีห้องเรียนธรรมชาติ มีระบบนิเวศที่ดี จึงมีแนวคิดทำศูนย์การเรียนรู้ เกิดเป็นแผนงานโครงการอะคาเดมี (Academy) ขึ้นมาในพื้นที่เดียวกัน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้นักเรียน นักศึกษา เกษตรกรรุ่นใหม่ที่สนใจ ลูกค้าของเรา และคนที่มาพักในโบนันซ่าภายใต้แนวคิด EARTH, ART, MUSIC

โดยคำว่า EARTH คือ โลก เกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การทำการเกษตรแบบถูกวิธี ไม่ใช้สารเคมี กระบวนการผลิตเพื่อลดขยะทางการเกษตร อนุรักษ์สายพันธุ์พืชดั้งเดิม และพัฒนาสายพันธุ์พืชใหม่

ART ด้านศิลป์ ตีความว่าทุกสิ่งบนโลกสามารถทำให้เกิดงานศิลป์ได้ โดยเฉพาะดอกไม้ ใบไม้ หิน ดิน ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ จัดให้มีพื้นที่ในการเรียนรู้เรื่องการสร้างศิลป์ทุกเดือน

MUSIC จะใช้ดนตรีเป็นคลื่นเสียง เพื่อให้เกิดการผ่อนคลาย และบำบัดรักษา

สวนดอกไม้หนุนโบนันซ่า

สำหรับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของโครงการ นอกจากมีลูกค้ามาจ้างปลูกดอกไม้ ต้นไม้แล้ว จะมีกลุ่มลูกค้าหลัก ๆ คือ 1) กลุ่มลูกค้าที่มาพักกับโรงแรมในโบนันซ่า 2) ลูกค้ากลุ่มที่ติดต่อโดยตรงมาทางเขาใหญ่แฮปปี้เนสส์ 3) โรงเรียนอาชีวะ และมหาวิทยาลัยที่สนใจส่งนักศึกษามาดูงานเกี่ยวกับการปลูกพืช

โดยเป้าหมายแรก คือดึงคนมาเที่ยวโบนันซ่าก่อน จะมีการทำแผนเพื่อซัพพอร์ตธุรกิจ ภายใต้อาณาจักรโบนันซ่า โดยปัจจุบันโบนันซ่ามีโรงแรม 2 แห่ง คือ โบนันซ่า และพาโค่ มีสนามกอล์ฟ และมีสวนสัตว์โบนันซ่าเอ็กโซติกซู เราจะเป็นจิ๊กซอร์อีกตัวที่จะมาเสริมให้กับโบนันซ่า

เรามีการวางแผนร่วมกับทางโรงแรม มีตารางของลูกค้าที่มาพัก ไม่ต้องเดินทางไปดูงานที่อื่น เรามีจุดท่องเที่ยว ดูงานทำให้ครบวงจรขึ้นมาที่โบนันซ่า หรือลูกค้าจะมาจัดงานปาร์ตี้ งานแต่งงานในสวนดอกไม้ จัดกิจกรรม ระบายหิน วาดรูป เราพร้อมให้บริการ หากโครงการแล้วเสร็จสมบูรณ์ประมาณช่วงสิ้นปี 2569 จะสามารถรองรับลูกค้าได้ 500-3,000 คน

ในส่วนของลูกค้าร้านอาหาร และโรงแรมที่ซื้อดอกไม้กับเรา สามารถส่งเชฟมาอบรมโดยพักที่โรงแรมในเครือโบนันซ่า ดูงานเรื่องการปลูก การเก็บรักษาดอกไม้ ต้นไม้ การคิดเมนูให้สอดคล้องกับตัววัตถุดิบ ถ้าเป็นเชฟต่างชาติ เราก็มีห้องเวิร์กช็อปให้ทดลองทำเมนู เพื่อเรียนรู้วัตถุดิบต่าง ๆ ได้

นอกจากนี้ ในฐานะที่อยู่ในสายวิชาการ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับโรงเรียนอาชีวะเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้น้อง ๆ ที่สนใจมาฝึกงาน มาดูการทำธุรกิจเกษตร ต้องมีการบริหารการจัดการพื้นที่ ต้นไม้ คน แมลง รวมถึงการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์

ฟาร์มสุขดอกไม้ไทย

มุ่งสู่บีทูบีกำหนดราคาเอง

ดร.ถนอมวรรณบอกว่า สมัยก่อนเราปลูกมะลิ 30 ไร่ ที่ จ.สมุทรสาคร ขายเป็นดอกไม้ร้อยมาลัย ไม่ได้ขายเพื่อนำไปสกัด ดังนั้นราคาเป็นไปตามกลไกตลาด กำหนดเองไม่ได้

ปกติเกษตรกรขายผลผลิตให้กับโมเดิร์นเทรด โดนโมเดิร์นเทรดทำสัญญา ถ้าส่งไป 500 กก. ขายไม่หมดส่งคืนเรา 300 กก. ทำไมไม่ซื้อ 200 กก. แล้วจบไปเลย

ดังนั้นหลังจากขยายธุรกิจไปร่วมหุ้นกับ คุณไพวงษ์ เตชะณรงค์ เจ้าของอาณาจักรโบนันซ่า จ.นครราชสีมา ทำให้เรามีพื้นที่ปลูกดอกไม้ ใบไม้แบบอินทรีย์มากขึ้น เราเปลี่ยนไปหาลูกค้าลักษณะบีทูบีอย่างเดียว เราสามารถวางแผน ไม่ได้ใช่ว่าปลูกไปก่อนแล้วหาลูกค้า

มีข้อดีคือ ทราบปริมาณที่ชัดเจน คงที่ ระยะเวลาที่ต้องทำส่งกี่เดือน ไม่ใช่บีทูซี เดือนนี้เอาเดือนหน้าไม่เอาไม่ได้

ดิวโรงงานแปรรูปลงทุนปลูก

ดร.ถนอมวรรณบอกว่า หากเราเป็นผู้ปลูก และขายดอกไม้อย่างเดิม จะเหลือของเสีย (Waste) จึงคิดขายเข้าสู่โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาพาร์ตเนอร์เราเป็นแบรนด์ใหญ่ เราไม่อยากเป็นคู่แข่ง และเราคงไม่เก่งเท่าลูกค้าที่อยู่ในธุรกิจนั้น ๆ แต่ความถนัดของเราคือการดูแลหลังบ้าน เราเชี่ยวชาญด้านนี้

เช่น การขายวัตถุดิบให้โรงงานอุตสาหกรรมเวชสำอาง แทนที่เราจะลงทุนตั้งโรงงานเวชสำอางแข่งกับลูกค้า เราชวนอุตสาหกรรมเหล่านั้นมาลงทุน เราเป็นหลังบ้านปลูก และส่งวัตถุดิบให้ดีกว่าจะไปเป็นคู่แข่งกัน และกระบวนการทำเวชสำอางต้องมีการเทสต์ เรามีทีมนักวิจัยพร้อม

นอกจากนี้ เราไปจีบแบรนด์ใหญ่ที่รู้จักมาลงทุนกับเรา เช่น เราส่งวัตถุดิบให้น้องที่ทำ “ชา” อยู่แล้ว จัดจำหน่ายโดยบริษัท เขาใหญ่แฮปปี้เนสส์ แบ่งกัน ก็ไม่ต้องมาก๊อบปี้โปรดักต์ คือการแชริ่ง แบ่งมาร์จิ้นกันไป

ยังมีพาร์ตเนอร์ที่ผลิตน้ำมันหอมระเหย และไซรัปจากดอกไม้ที่เราส่งวัตถุดิบให้ ทำป้อนธุรกิจโรงแรมในเครือโบนันซ่ากรุ๊ป ไซรัปที่ทำป้อนคาเฟ่ของโบนันซ่า 2 แห่ง ขณะเดียวกันก็เป็นหลังบ้านให้ลูกค้าร้านอาหาร และโรงแรมอื่น ๆ เหมือนเดิม

มีการคุยกันว่า อยากทำเหล้าจากดอกไม้ต่าง ๆ เราชวนพาร์ตเนอร์ที่ผลิตเหล้าจากดอกไม้ต่าง ๆ เข้ามา Collabs กัน เราเสนอแผนไปว่า มีพื้นที่กี่ไร่ ทำสัญญาอย่างไร ขอคุยกับลูกค้าตรง ๆ เลย ว่าสนใจหรือไม่ หากไม่สนใจ เราป้อนวัตถุดิบให้โรงสกัดทั้งหมด ลูกค้าก็บอกใช้ปริมาณเท่านี้ มีระยะเวลาชัดเจน

ฟาร์มสุขดอกไม้ไทย

รับจ้างปลูกต้องการันตีมีวัตถุดิบ

ดร.ถนอมวรรณบอกว่า ที่สำคัญ เราเปลี่ยนรูปแบบจากที่เราลงทุนปลูก และไปขาย เราไปคุยกับลูกค้าเดิมให้เปลี่ยนมาจ้างเราปลูก ถ้าลูกค้าไม่จ้างปลูก เราก็ไม่ขาย ต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน

โดยมีระยะเวลาจ้างปลูกขั้นต่ำ 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี ถึงยาวสุดตอนนี้ 3 ปี เราต้องวางแผนการผลิต เพื่อให้มีวัตถุดิบป้อนให้ลูกค้าตลอดทั้งปี

ยกตัวอย่าง ดอกมะลิที่ปลูกตอนนี้คือลูกค้าจ่ายเงินให้เเล้ว เราคำนวณเหมือนลูกค้าบอกว่า ขั้นต่ำส่งให้สัปดาห์ละ 20-50 กก. เราตีว่า 50 กก. ในระยะเวลา 1 เดือนมี 4 สัปดาห์ ต้องมีดอกมะลิส่งให้ลูกค้าเดือนละ 200 กก.

ขณะเดียวกัน เราต้องบาลานซ์ด้วยว่า ดอกมะลิจะไม่ออกดอกหน้าไหน ทีมวิชาการบอกว่าทำนอกฤดูได้ แต่มีปัญหาเรื่องกลิ่นแน่นอน เราคิดแค่ 6 เดือนแล้วดับเบิล แล้วทำเป็นตาราง วางแผนในมุมของฟาร์ม 2 ส่วน ส่วนแรก 50 กก./สัปดาห์ ส่วนที่สองคือดับเบิลขึ้นเลย เพราะว่าเราใช้พื้นที่ปลูก 20 ไร่

สุดท้ายต้องคำนวณจากครอปแรกแล้วก็ชั่งกิโลฯออกมา แล้วมาหารจำนวนต้น/ร่อง มันถึงจะได้น้ำหนักว่าร่องหนึ่งได้เท่าไหร่ เดือนหนึ่งฟังก์ชั่นร่องจะไม่ได้เก็บทั้งแปลง 8 ไร่ จะเป็นครอป เพราะดอกมะลิจะออกไม่พร้อมกัน

ฟาร์มสุขดอกไม้ไทย

วางแผนกำจัดของเสียเพิ่มมูลค่า

เมื่อตัดดอกส่งให้ลูกค้าหลัก ดอกไม้ที่เหลือถ้าไม่สวย ส่งไปเข้าตลาด DIY ตลาดเรซิ่น ตลาดเหล้า ทำให้ไม่เหลือทิ้ง จึงไม่ต้องจัดการเรื่องนี้ Waste แต่เกษตรกรคนอื่นทำไม่ได้ ไม่มีฐานลูกค้าแบบนี้ จริง ๆ ดอกมะลิสวยหรือไม่สวยไม่เหลือ เพราะเอาไปดอง

ส่วนดอกกุหลาบ มีลูกค้า 3 ประเภท ได้แก่ 1.ลูกค้าที่จ้างปลูกเขาเลือกมอญ เราไม่ได้ขายตัดดอก แต่เอาไปหมักดองทำไซรัป 2.กลุ่มลูกค้าที่รับกลีบอย่างเดียว ใช้กุหลาบหลายสายพันธุ์ผสมกันได้ เช่น มอญไกลกังวล มอญสุโขทัย มอญจิตรลดา 3.กลุ่มลูกค้าของโรงแรมโบนันซ่า เราจะทำโปรดักต์ที่เกี่ยวกับกุหลาบ ลูกค้าต้องมาที่โบนันซ่าถึงได้สินค้าเซตนี้เท่านั้นเป็นของแรร์

หลักเกณฑ์คัดเลือกลูกค้า

ดร.ถนอมวรรณบอกว่า ใครมีร้านอาหารไม่ถึง 5 สาขา ไม่สามารถรับจ้างปลูกให้ได้ ต้องมี 5 สาขาขึ้นไป มียอดจัดซื้อเกิน 1 แสนต่อเดือน ทำให้เราคำนวณได้ แต่ถ้ายอดสั่งซื้อน้อย ร้านก็ไม่คุ้มที่จะมาจ้างเรา ถ้าร้านใดมีสาขามาก และยอดการสั่งต่อเดือนได้ ก็เข้ามาคุยรายละเอียดกันค่อนข้างมาก อย่างไม้หอม จองปีนี้ ใช้ปีหน้า

ร้านที่ทำสัญญาชัดเจน จะได้ราคาพิเศษ เพราะเป็นหุ้นส่วนกับเรา เช่น 5 บาทต่อดอก ปีหน้าปรับโครงสร้างหากไม่ทำสัญญาจะปรับราคาขึ้นไป 20 บาทต่อดอก

เราเป็นเจ้าแรกในไทยที่ทำลักษณะนี้ มันคือความท้าทาย ยิ่งมาทำกับนายทุนต้องทำให้เห็นว่าสิ่งที่เขาลงไปต้องไม่ละลาย ขณะเดียวกันก็ไม่กดดันว่า ผมลงทุนไป 2 ปี 10 ล้านบาท แล้วยังไม่ได้เงินทุนกลับมาเลย เพราะปลูกต้นไม้ต้องรอเวลา

ชูจุดแข็งทำไมลูกค้าจ้างปลูก

เคลมว่าไม่มีใคร Expert เท่าฟาร์มสุขดอกไม้ไทย เราไม่ได้เกทับเกษตรกรคนอื่น แต่พยายามทำให้เกษตรกรคนอื่น ๆ เห็นว่า การทำการเกษตรไม่จำเป็นที่ปลูกแล้วต้องขายกับคนนั้นคนนี้

มีวิธีคิดหลาย ๆ อย่าง ถ้าคุณเก่งเรื่องนี้จริง ๆ ยังไงลูกค้าก็ต้องวิ่งเข้าหา เราขายของแพงกว่าเจ้าอื่นนะ ยกตัวอย่าง ดอกกุหลาบ ดอกละ 20 บาท มีหลายประเภท กุหลาบไม่ได้มีเฉพาะเป็นดอก เป็นกลีบก็มี กล่องละ 50 บาท หนัก 10 กรัม ไม่แยกสีนะ ถ้าแยกสีก็ 100 บาท เพราะลูกค้ามีหลายแบบ ถ้านำไปสกัดเราขายเป็นกิโลกรัม ถ้าแยกกลิ่นกิโลกรัมละ 2,000 บาท เป็นต้น

แต่ทำไมลูกค้าเลือก เราจุดแข็งคืออะไร 1.เป็นคนมีองค์ความรู้ มีแบรนด์ที่ดี เป็นที่รู้จัก น่าเชื่อถือกับลูกค้า 2.เราแก้ปัญหาให้ได้ในวันที่เจ้าอื่นแก้ปัญหาให้ลูกค้าไม่ได้ เช่น ฝนตกยังมีของ สามารถทำให้มีดอกไม้ตลอดปีได้ โดยที่เกษตรกรคนอื่นไม่กล้าทำ เพราะเครื่องมือมันแพง

เราทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) เกษตรกรคนอื่นบอกทำไปทำไม แต่เราทำเพื่อเป็นกิฟต์ให้ลูกค้า เป็นแวลูให้ลูกค้า Tissue Culture ออกดอกในขวด ถ้าเรามีองค์ความรู้เรื่องนั้นจริง ๆ ยังไงคนก็วิ่งเข้าหา เหมือนแม่เหล็กดึงดูด หลาย ๆ คนถามว่า ประกาศตัวว่าไม่ขายบีทูซีไม่กลัวว่าลูกค้าจะหายหรือ เราประกาศตัวชัดเจน คือตัวตนของเรา ถ้าจะซื้อบีทูซีเราไม่ขาย เพราะเท่าที่มีอยู่ก็ดูแลลูกค้าไม่ไหวแล้ว เพราะซื้อน้อยเราก็ไม่ขายให้ ไม่ใช่เพราะเราหยิ่งหรือหมิ่นเงินน้อย แต่ว่าเราลงแพลนนิ่งกับลูกค้าไว้แล้ว เราอยากรักษาลูกค้า ดูแลลูกค้า ถ้าพีโอมา 300 กล่อง ก็ต้องได้ 300 กล่อง

ฟาร์มสุขดอกไม้ไทย

ฝันทำคอมมิวนิตี้ผู้สูงวัย

จริง ๆ ความฝันตอนนี้ อะคาเดมีคือชัดมาก Learning คือชัดมาก มีความคิดเดิม ๆ อยู่ว่า เมืองไทยมีความอุดมสมบูรณ์ เราก็อยากโชว์เรื่องนี้ให้ได้มากที่สุด อาหาร วัฒนธรรม รวมถึงต้นไม้ ใบไม้ ดรีมในตอนนี้อยากให้ที่นี่เป็นห้องสมุดธรรมชาติจริง ๆ เป็นที่เรียนรู้

อยากเห็นคนที่มาเที่ยวเขาใหญ่แฮปปี้เนสส์แล้วได้องค์ความรู้ อิ่มใจ ผู้ใหญ่สูงวัยได้เห็นบางสิ่งที่หายไป มีอยู่ที่นี่ เราอยากทำ และเชื่อมั่นว่าเราจะทำออกมาได้ดี มันคือคอมมิวนิตี้ มีโรงแรม ปากช่องล้อมรอบไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยว

ในเมื่อมีโรงแรมสำหรับวัยรุ่น ชิก สายถ่ายรูปแล้ว สวนสัตว์ครอบครัวแล้ว ทำไมไม่มีสวนดอกไม้สำหรับผู้สูงอายุ เพราะกลุ่มนี้เราสนใจ และในอนาคตคุยกับคุณไพวงษ์ อยากทำคอมมิวนิตี้ที่เป็นบ้านพักตากอากาศสำหรับผู้สูงวัย

รายได้เกษตรกร มีมากกว่าปลูกเพื่อขาย

ดร.ถนอมวรรณ สิงห์จุ้ย บอกว่าธุรกิจเกษตรมีเรื่องแปลก ๆ ขึ้นมาก ไม่ต้องปลูกเพื่อขายดี แต่มีคนมาจ้างปลูกเพื่อให้เราช่วยหาโรค และแมลงให้หน่อย เพื่อที่ลูกค้าจะได้หายามากำจัด หากไปหาเกษตรกรที่ใช้ยาฆ่าแมลงก็ไม่สามารถทำได้ ก็เป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจ เพราะกลยุทธ์เราปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี

ที่โบนันซ่ามีพื้นที่ที่ค่อนข้างเรียล เพราะพื้นที่ไม่ได้ทำอะไรเลยตั้งแต่ปี 2561 ได้หารือกับนางสาวไพพรรณี เตชะณรงค์ กรรมการ บริษัท เขาใหญ่แฮปปี้เนส จำกัด เป็นลูกสาวคนที่ 2 ของนายไพวงษ์ เตชะณรงค์ ซึ่งเป็นนักอนุรักษ์ มีความรู้สึกตรงกันว่า เราอยากอนุรักษ์พืช เมล็ดพันธุ์ไทย ดอกไม้ไทย น่าจะมารวมกันได้ เป้าก็คืออยากทำเป็นออร์แกนิกเนเจอรัล เพราะโปรดักต์พวกนี้ในเมืองไทยไม่มี เพราะใช้เงินทุนมาก

เฉพาะโปรเจ็กต์นี้ต้องหาคนมาดูแลถึง 40 คน ปกติเกษตรกรที่ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ตัดดอก จะต้องฉีดยา ไม่ให้เสียหาย