TDRI เปิดวงเสวนา เขาแจก แต่เราจ่าย คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง โดย “ผยง” ประธานสมาคมธนาคารไทย มอง ไทยกินบุญเก่า เน้นนโยบายแจกเงินแบบ “เททิ้ง” ให้ยาสเตียรอยด์ ให้คนอยู่รอด แต่อยู่ในหลุม หนุนสร้างระบบสวัสดิการควบคู่การเพิ่มทักษะ-สร้างงาน-รายได้ หลังคนแบกภาษี 1% สร้างรายได้ 65% ด้าน “อธิภัทร” ชี้ โจทย์รัฐบาล 4 ปีข้างหน้าไม่ง่าย เหตุเสถียรภาพการคลัง เริ่มเป็น “จุดอ่อน” หลังขาดดุลงบประมาณ 4-5% ของจีดีพีเริ่มเป็นปกติ รายจ่ายดอกเบี้ยจ่อแตะ 12% หวั่นถูก Rating Agency หั่นเครดิตประเทศ หลังถูกปรับมุมมองเศรษฐกิจ
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย (TBA) กล่าวในงานเวทีเสวนา “เขาแจก แต่เราจ่าย คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง” ภายใต้หัวข้อเสวนา “เขาแจก แต่เราจ่าย…ถึงเวลาประชา (ต้องเลือก) นิยม” ที่จัดโดย “สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)” ว่า อยากจะฝากไว้ 3-4 เรื่อง คือ 1.การได้มาของระบบ เพราะไม่มีการตรวจสอบ 2.การมีข้อมูล (Data) เพื่อสร้างระบบประชานิยม หรือสร้างระบบสวัสดิการ (Well Fair) หรือการสร้างความรู้
หากเน้นแจก แต่ไม่มีการสร้างงาน สร้างรายได้เพิ่ม จะเป็นการแจกแบบ “เททิ้ง” แบบการให้ “ยาสเตียรอยด์” เป็นการทับถมและให้ชีวิตเขาอยู่ใน “หลุม” ไม่สามารถขึ้นมาจากหลุมได้ ซึ่งตรงนี้ยังไม่เห็นการขับเคลื่อนตรงนี้อย่างไร
และ 3.หากดูประชานิยมที่วัดจากผลิตภาพ คือ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ซึ่งใน 65% ของจีดีพี สร้างโดย 1% ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเราจะแก้สมการนี้อย่างไร ที่จะทำให้กลุ่มที่สร้างน้อยกว่า 65% กระจายผลผลิตร่วมด้วย เพราะยังมีคนอีก 99% ถูกทิ้งไว้ชายขอบ ภายใต้เศรษฐกิจนอกระบบ 48% ซึ่งสูงที่สุดในโลก ภายใต้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) 7% สะท้อนว่าใน 20 ปีที่ผ่านมาไทย “กินบุญเก่า”
“สิ่งที่เป็นห่วง คือ ข้อมูลที่ทุกคนพยายามกวาดมากอง แต่เกิดจากอำนาจแต่ละหน่วยงาน เราจะสร้างสะพานเชื่อมได้อย่างไร และสร้างโจทย์ให้ระบบข้าราชการ เอกชน ภาควิชาการสามารถตั้งโจทย์ โดยเราเห็นนโยบายพรรคการเมือง แต่เรายังไม่เห็น Action Plan เลย”
และหากดูนโยบายในส่วนของ “กลุ่มเปราะบาง” จะเห็นอาศัยนโยบาย การลดหนี้ การ Hair Cut หนี้ ลดดอกเบี้ย แต่หากถามว่า คนจ่ายคือใคร คือ คนชั้นกลาง (Middle Class) แต่หากเป็นประเทศที่ “เงินหมด” และใครจะมา “Hair Cut หนี้ให้” ซึ่งหากเกิด Shock หรือเกิดอะไรฉุกเฉินกับโลก เช่น Climate Change หรือ นโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs)
จะเห็นว่าเราไม่มีอะไรมารับมือ เพราะเศรษฐกิจเราอยู่ในช่วงขาลง เมื่อเทียบกับ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ดังนั้น เขาจะมีแรงเผชิญและรับแรงกระเพื่อมมากกว่าไทย ประกอบกับไทย เจอปัญหาประชากรวัยแรงงานถาโถมเข้ามาอีก ส่งผลให้ปัญหาเหล่านี้จะถาโถมไปบน 1% ธุรกิจรายใหญ่ที่สร้างรายได้ 65% ของจีดีพี และคนชั้นกลาง
“นโยบายการสร้างรายได้ เราควรมองหาสมการที่มาพร้อมกับการจ่ายประชานิยม เพราะตอนนี้งบดุล จะไม่ดุล เพดานหนี้ถ่างขึ้น เช่น การดึงดูด Data Center เข้ามา ซึ่งเราเอาทรัพยากรให้เขาแล้ว แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ในประเทศเลย ดังนั้น นโยบายแครรอท จะต้องมาควบคู่กับสติ๊ก ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องทำให้เป็นข้อถกเถียงสาธารณะ เพื่อแสวงหาข้อมูล”
ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เสถียรภาพทางการคลัง เดิมเป็น “จุดแข็ง” ของประเทศ แต่วันนี้เสถียรภาพการคลัง เป็น “จุดอ่อน” ของประเทศ ซึ่งใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลจะกระตุ้นได้อย่างไร เมื่อวันนี้ไทยขาดดุลการคลัง 4-5% ของจีดีพี และไทยมีความเหลื่อมล้ำมากกว่าเชิงรายได้ แต่ที่น่ากังวล คือ ความเหลื่อมล้ำเชิงโอกาส หากดูวิจัยความสามารถการเลื่อนชั้นทางรายได้มีอัตราต่ำสุด ซึ่งนโยบายการแจกเงิน ล้างหนี้ จะสามารถเพิ่มทักษะได้อย่างไร
ทั้งนี้ หากมองนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่จะต้องยื่นให้กับ กกต.วันที่ 19 มกราคม 2569 ซึ่งเราในฐานะประชาชน นโยบายของพรรคการเมือง เช่น ล้างหนี้ คนละครึ่ง โดยนโยบายที่จะทำจะนำเงินมาจากไหน หากดูสถานการณ์ของภาครัฐ เพราะภาษีของไทยลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งสวนทางกัน จากเดิมไทยมีรายได้ภาษี 17% ของจีดีพี แต่ปัจจุบันเราเหลือ 14% ของจีดีพี แม้ว่ากรมสรรพากรเข้มขึ้น แต่เกิดจากนโยบายที่ลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากคนรอนโยบาย ช้อปดีมีคืนหรือไม่ และจะได้ลดหย่อนมากขึ้น ส่งผลให้เกิด “Policy Gab” ทำให้รายได้ภาษีหายไปเรื่อย ๆ จนส่งผลให้ไทยขาดดุลงบประมาณ 4-5% ของจีดีพี และกลายเป็นเรื่องปกติ
นอกจากนี้ หากดูดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้สุทธิ จะเห็นว่าปัจจุบันไทยมีรายจ่ายดอกเบี้ย 11% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวล เพราะสถานการณ์การลงทุน Investment Grade รายจ่ายดอกเบี้ยจะต้องไม่เกิน 12% หากดูไทยคาดว่าปี 2570 รายจ่ายดอกเบี้ยก็ 12% แล้ว ดังนั้น ในปี 2570 รัฐบาลจะต้องมีการเคลียร์กับผู้จัดอันดับเครดิต (Rating Agency) หลังจากที่ไทยถูกปรับลดมุมมอง (Outlook) ก่อนจะถูกปรับลดเครดิต (Credit Rating)
ดังนั้น นโยบายการแจกเงินวันนี้ คือ ภาระของเราในวันพรุ่งนี้ โดยเฉพาะชนชั้นกลาง โดยการปรับนโยบายภาษีในกลุ่มชนชั้นกลาง สะท้อนว่า นโยบายการล้างภาระหนี้ แจกเงินแฝงมาในรูปคนละครึ่ง จะมาเป็นภาระเรา ทำให้ประชาชนต้องตั้งคำถามพรรคการเมืองว่า Landscape ของนโยบายภาษีจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และกลุ่มไหนจะได้รับผลกระทบ ซึ่งคนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ คนที่รัฐสามารถมอนิเตอร์ได้ เช่น มนุษย์เงินเดือน และข้าราชการ เป็นต้น
“ใครจะมาเป็นรัฐบาล หรือ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ในช่วง 4 ปีหลังจากนี้ งานไม่ง่าย เหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา เพราะเงื่อนไขทางการคลังยากขึ้นกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา เพราะหลังมีการขยับเพดานหนี้สาธารณะ ภาระดอกเบี้ยตามมาบาน และปี 70 จะอยู่ที่ 12% ซึ่งไม่สอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลาง และคลังจะคุยกับ Rating Agency หรือคุยกับคนเสียภาษี เพราะไม่มีคนอยากจ่ายภาษีให้รัฐไปใช้ในโครงการที่ไม่มีประโยชน์ และจะคุยกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ยาก จึงมองว่าเป็นงานยากกว่าเมื่อก่อน”