คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ไม่บ่อยนักที่เราจะได้โอกาสมานั่งพูดคุยกับผู้บริหารสาวมากฝีมือ ที่นั่งแท่นดูแลแบรนด์รถยนต์ระดับอัลตราลักเซอรี่ จากถิ่นผู้ดี อย่าง เบนท์ลีย์ (Bentley) ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS Group) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์ (Bentley) อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย
“อภิญญา ชัยสันติกุลวัฒน์” ผู้จัดการทั่วไป เบนท์ลีย์ แบงค็อก เปิดโอกาสให้ “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ พูดคุยถึงแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจและแนวทางการดูแลลูกค้าอัลตราลักเซอรี่ ภายใต้แนวทางที่ชัดเจนกับหลักยึดที่ว่า ภายใต้คติพจน์ “Building Trust, Beyond Excellence” ที่มีชื่อเสียงมายาวนานกว่า 40 ปี จะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน
เป้าหมายยอดขาย ในปี 2569
จากในปี 2568 คาดว่าเราจะมียอดขายจบที่ 10 คัน ลดลงจากปี 2567 ที่ขายได้ 43 คัน คิดเป็นส่วนแบ่ง 10% ในส่วนของตลาดรถยนต์ระดับอัลตราลักเซอรี่
และปี 2569 คาดว่าจะมียอดขาย 20 คัน โดยเฉพาะรถ 2 รุ่นหลักที่ได้ประโยชน์จากภาษี วันนี้มียอดจองเข้ามาแล้ว 10 คัน โดยคาดว่าการเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีก 1 รุ่น น่าจะทำให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมาย
ตลาดอัลตราลักเซอรี่ โดยเฉลี่ยมีความต้องการอยู่ปีละ 285-300 คัน ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เบนท์ลีย์มีส่วนแบ่งที่ 10% โดยในจำนวนนี้พบว่าเป็นกลุ่มลูกค้าซื้อด้วยเงินสด 50% และซื้อด้วยเงินผ่อน 50%
และหากลงรายละเอียดในส่วนของรถเบนท์ลีย์ ที่ผู้นำเข้าอิสระนำเข้ามาจำหน่าย เขาจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงกว่า ที่ 20%
เน้นสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า
ตรงนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่เบนท์ลีย์ แบงค็อก จะต้องการสื่อสารให้ไปยังลูกค้า เพื่อสร้าง “ความอุ่นใจ” หรือ Peace of Mind ให้กับลูกค้า ว่าจะได้ความคุ้มค่าและไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากต้องมีการอัพเดตซอฟต์แวร์ตามมาตรฐานโรงงาน เครื่องไม้เครื่องมือเฉพาะที่โรงงานได้กำหนดมาเพื่อไม่เกิดความเสียหายกับรถยนต์
รวมทั้งทีมช่างที่ผ่านการฝึกอบรมโดยเฉพาะข้อควรระวังวิธีการบำรุงรักษาทุกอย่างได้ตามมาตรฐานที่เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ประเทศอังกฤษ กำหนดที่ลูกค้าจะไม่ต้องเสี่ยงและกังวลกับเรื่องการบริการหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งคุ้มค่ากับส่วนต่างของราคาและมูลค่าขายต่อในอนาคตแน่นอน
เสริมบริการหลังการขายให้แน่น
เราต้องการรองรับการให้บริการรถยนต์เบนท์ลีย์ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นในประเทศไทย ทั้งแง่ของสถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ อะไหล่ และบุคลากร โดยจะมีการขยายในส่วนของพื้นที่การให้บริการในศูนย์ซ่อมบำรุง ที่บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ดอนเมือง โดยขยายช่องซ่อมจากเดิม 8 ช่องซ่อม เป็น 12 ช่อง รองรับรถได้จาก 30 คัน เป็น 40 คันต่อเดือนในปี 2570
ให้บริการรถจากเกรย์มาร์เก็ต
ปัจจุบัน เบนท์ลีย์ แบงค็อก จะรับให้บริการแต่ในส่วนของ “เครื่องยนต์สันดาปภายใน” (ICE) เท่านั้น ส่วนของรถยนต์ไฮบริดที่มาจากเกรย์มาร์เก็ตนั้น เราจะไม่รับเข้าในส่วนของงานบริการหลังการขายเด็ดขาด
ก็จะมีค่าแรกเข้าในการรับบริการ ตามเงื่อนไข ว่าจะรับในปีไหนอย่างไรได้บ้าง
กลุ่มลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ
สำหรับเบนท์ลีย์นั้น เราพบว่ากลุ่มลูกค้าหลักของเรา จะกลับมาซื้อซ้ำค่อนถึง 10% เนื่องจากลูกค้ามีความภักดีและเชื่อมั่นกับแบรนด์อย่างมาก ถือว่าเป็นจำนวนที่เยอะ สำหรับตลาดอัลตราเซ็กเมนต์ กับรถยนต์ระดับราคาขนาดนี้ กับตลาดรวมที่มีอยู่แค่ 285-300 คันต่อปี
ลูกค้าเบนท์ลีย์จะมีแคแร็กเตอร์ของตัวเองว่าเหมาะกับ เบนท์ลีย์ ไม่ดูสปอร์ตมากเกินไป ขับได้ทุกวัน เช่น GT 2 ประตู มีลูกค้าใช้งานทุกวันจริง ๆ
ภาษีใหม่ทำตลาดเปลี่ยน
ในส่วนของรถยนต์ที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ล้วน ๆ เลย จะได้รับผลกระทบจากโครงสร้างราคาพอสมควร แต่ในส่วนของรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ไฮบริด (HEV) ตรงนี้จะได้ประโยชน์ เนื่องจากราคาจะปรับลง ทำให้เชื่อว่ารถในกลุ่มนี้จะได้อานิสงส์พอสมควร ส่วนเพียวสันดาปอาจจะช็อกตลาด ให้เวลาลูกค้าได้ปรับตัวและใช้เวลาพอสมควร
เบนท์ลีย์ปรับราคาแค่ไหน
จากโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ปี 2569 ทำให้ราคารถยนต์เบนท์ลีย์มีการปรับราคาขายลดลงกว่า 15% อย่างรุ่น Continental GT จากราคาเริ่มต้น 21.9 ล้านบาท จะปรับลดลงเหลือราคาเริ่มต้น 18.4 ล้านบาท และรุ่น Flying Spur จากราคาเริ่มต้น 20.2 ล้านบาท จะปรับลดลงเหลือราคาเริ่มต้น 16.9 ล้านบาท
ส่วน Bentayga เครื่องยนต์ไฮบริดขนาดต่ำกว่า 3,000 ซีซี ปัจจุบันจัดเก็บภาษีในอัตรา 8% เพิ่มเป็น 15% หรือขึ้นราคาขึ้น 8% หรือราว 1.2 ล้านบาท จากราคาเดิมเริ่มต้น 14.6 ล้านบาท เพิ่มเป็น 15.8 ล้านบาท
สุดท้าย “อภิญญา” ยังย้ำเป้าหมายของตนเอง และ “เบนท์ลีย์” ว่า ต้องการโฟกัสที่งานบริการหลังการขายให้เป็น บริการที่ยอดเยี่ยม (Service Exceren) 100% เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด ทุกครั้งที่มีการวัดค่าประเมินความพึงพอใจ เราก็จะมีการปรับปรุงให้ดีที่สุด
“เมื่อโปรดักต์ดีอยู่แล้ว แบรนด์ค่อนข้างแข็งแรง ดังนั้นเราต้องทำบริการหลังการขายให้แข็งแรงที่สุด เมื่อเทียบกับคู่แข่งได้ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้ามั่นใจ”