Skip to content

‘เพิก เลิศวังพง’ ยื่นลาออก กยท. เปิดทางคัดเลือกบอร์ดชุดใหม่ มี.ค.นี้

30 ม.ค. 2569 | 09:42น.
‘เพิก เลิศวังพง’ ยื่นลาออก กยท. เปิดทางคัดเลือกบอร์ดชุดใหม่ มี.ค.นี้
สัมภาษณ์

สัปดาห์ที่ผ่านมานับว่าเป็นกระแสในวงการซื้อ-ขายยางพารา เมื่อ ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และรักษาการผู้ว่าการ กยท. ได้ยื่นหนังสือถึง ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อลาออกจากการเป็นประธานบอร์ด กยท. พร้อมทั้งการเป็นรักษาการผู้ว่าการ กยท. ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งคาดว่าหนังสือลาออกจะมีผลเร็ว ๆ นี้

ทั้งนี้ หากนับเวลาที่เข้ามาทำหน้าที่ ตั้งแต่ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2566 เป็นเวลา 2 ปีที่ได้ทำหน้าที่ดังกล่าว

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์เปิดใจการยื่นหนังสือลาออกครั้งนี้ของ ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และรักษาการผู้ว่าการ กยท. พร้อมทั้งการฝากงานให้กับ บอร์ด กยท.ชุดใหม่ รวมไปถึงผู้ว่าการ กยท. ในการผลักดันและยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราของไทย

แจงเหตุทำงานมีอุปสรรค

ผมเข้ามาทำงานตั้งแต่ที่ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้ามาทำ ทั้งนี้ก็เพื่อสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยก็กำลังเข้าสู่การเลือกตั้งก็จะมีผู้บริหารใหม่เข้ามาบริหาร ตามมารยาท บอร์ด กยท. แล้วก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามการเมือง ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหาร กยท.ชุดใหม่ เข้ามาทำหน้าที่การดูแลอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศ

“ช่วงการทำงานที่ผ่านมาก็มีอุปสรรค ทั้งด้านความคิดเห็นไม่สอดคล้องกัน ทั้งในเรื่องเป้าหมายและแผนการยกระดับอุตสาหกรรมยาง อย่างไรก็ตาม หากเรามีฝีมือที่ดี ก็เชื่อว่าเขาอาจจะเรียกเราเข้ามาทำงานอีกครั้งก็ได้”

การลาออกในครั้งนี้ก็เพื่อเป็นตัวอย่างในการทำหน้าที่ ซึ่งคาดว่าจะมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งการทำหน้าที่ประธาน บอร์ด กยท. รวมไปถึง รักษาการผู้ว่าการ กยท. ซึ่งกำลังสรรหากันอยู่ในตอนนี้ ขณะที่การพิจารณาเพื่อสรรหาบอร์ดใหม่ เพื่อเข้ามาทำหน้าที่นั้น คาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งจะหมดวาระลงและต้องสรรหาบอร์ดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน

“อย่างไรก็ดี ระหว่างนี้ผมก็จะพยายามเร่งดำเนินการ สะสางงานที่ยังคงค้างเพื่อให้แล้วเสร็จ และพร้อมที่จะส่งมอบให้กับบอร์ดชุดต่อไปเข้ามาดำเนินการได้”

ฝากงานสร้างตึก กยท. 2 พันล้าน

สำหรับการผลักดันงานต่อเนื่องนั้นก็ต้องการให้บอร์ด และผู้ว่าการ กยท. ท่านใหม่ที่กำลังจะเข้ามาทำหน้าที่ในอนาคต ช่วยยกระดับและผลักดันให้ วงการยางพาราของไทย สู่ระดับสากลมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการซื้อ-ขายยางพารา ต้องการให้ประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นผู้ผลิตยางพาราอันดับต้น ๆ ของโลก เป็นศูนย์กลางในการซื้อ-ขายยางพารา รวมไปถึงการติดตามราคา สามารถเข้ามาดูราคาได้ที่แพลตฟอร์มที่เราได้รวบรวมราคายางพาราไว้ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเข้ามาติดตามกันได้

“เดิมทีราคายางพาราไม่ว่าจะอยู่ที่อุดรฯ หนองคาย สุราษฎร์ธานี หรือจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตยางพาราจำนวนมาก ต่างก็มีช่องทางในการติดตามราคา ซึ่งกระจายกันไปกว่า 800 ช่องทาง ทั้งปริมาณ ราคา ซึ่งผมต้องการให้ช่องทางเหล่านั้นให้เข้ามารวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้นักลงทุน ผู้สนใจ สามารถเข้ามาติดตามดูราคาและซื้อ-ขายยางพาราได้ในที่เดียว ทั้งนี้ ยังเป็นการช่วยตัดพ่อค้าคนกลางออกไป ซึ่งอาจจะรวมการซื้อ-ขายสินค้าอื่นได้ด้วย”

นอกจากนี้ ยังต้องการผลักดันให้เกิดอาคารสำนักงานที่เป็นของ กยท. เพื่อสร้างองค์กรให้เป็นศูนย์รวมของสินค้าเกษตรโดยเฉพาะยางพารา อีกทั้งสามารถเปิดพื้นที่ให้นักลงทุนต่างชาติ เข้ามาเช่าได้ให้เกิดการซื้อ-ขายยางพาราที่มีความคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งก็คาดว่าน่าจะใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท กยท.อยู่มา 60 ปี การจัดเก็บงบประมาณที่เข้ามาบริหารจัดการยางพาราเฉลี่ยปีละ 8,000 ล้านบาท กลับยังไม่มีอาคารเป็นของตัวเอง

ส่วนการสานต่อโครงการนำนวัตกรรมยางพารามาใช้ในงานชลประทาน ล่าสุดเราได้ร่วมมือกับกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการส่งเสริมใช้ยางพาราในภาครัฐ ซึ่งได้ผลิตทุ่นยางพาราดักผักตบชวา RID-UNITED และท่อ HDEP ผสมยางพารา

อัพเดตยางล้อ-นโยบายยางพารา

ส่วนนโยบายการผลักดันผลิตยางล้อรถยนต์และล้อจักรยานยนต์ ภายใต้ชื่อ “Greenergy Tyre” และแบรนด์ “RAOT” นั้น ต้องยอมรับว่าที่เราพยายามทำให้เกิดขึ้น ยังคงถูกล็อกด้วยระบบราชการ ทำให้เกิดขึ้นยากมาก การผลิตยางล้อเพื่อการใช้งานก็ยังเป็นข้อจำกัด ไม่ถูกกระจายให้มีการผลิต เพื่อให้เกิดการใช้ยางพารามากขึ้น

และสุดท้าย ยังมองว่าการใช้นโยบายเข้าไปแทรกแซง ชดเชยรายได้ยางพารานั้น เป็นการสร้างภาระผูกพันต่อเนื่อง ซึ่งได้สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบอุตสาหกรรมยางพาราไทย และยังต้องเสียงบประมาณแผ่นดิน โดยเห็นว่าอุตสาหกรรมยางพาราไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยกระดับสินค้าแปรรูปจากยางพารา การสร้างรายได้ให้เกษตรกร รวมไปถึงการผลักดันการส่งออกยางพาราไทยไปต่างประเทศ เป็นต้น

จับตา “ไอวอรีโคสต์” โตพรวด

อย่างไรก็ดี แม้ไทยจะเป็นผู้ผลิตยางพาราอันดับต้นของโลก รวมไปถึงอินโดนีเซีย แต่ประเทศไอวอรีโคสต์ ปัจจุบันมีการพัฒนาการผลิตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ล่าสุดจากการติดตามการผลิตยางนั้นได้แซงเวียดนาม ขึ้นเป็นผู้ผลิตอันดับ 3 ของโลกแล้ว ถึงแม้ว่าการผลิตของไอวอรีโคสต์จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณการผลิตของไทยยังคงสูงกว่ามาก แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามเพราะหากเราไม่มีการพัฒนาก็อาจจะถูกแซงได้

ผลจากติดตามข้อมูลพบว่า ไทยมีปริมาณการผลิตอยู่ที่ประมาณ 4.7-4.8 ล้านตันต่อปี และมีส่วนแบ่งตลาดโลกประมาณ 36% ในปี 2568 ส่วนไอวอรีโคสต์ ผลิตยางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลิตได้ประมาณ 1.6 ล้านตันในปี 2566 และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 ล้านตันในปี 2567 ทำให้กลายเป็นผู้ผลิตอันดับ 3 ของโลก แซงหน้าเวียดนามที่ผลิตได้ประมาณ 1.3-1.4 ล้านตัน ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนา

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กยท. ยางพารา