เทศกาลตรุษจีนดันท่องเที่ยวเชียงใหม่ 2569 แนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดจีนและไต้หวันเพิ่มกว่า 20% ส่วนตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกาแห่เที่ยวภาคเหนือเพิ่มมากขึ้น ขณะที่รถบัสและรถตู้ถูกจองทั้งหมด ชี้พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยน นิยมเดินทางแบบเชื่อมโยงหลายเมือง (Multi-destination)
นายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ระหว่างวันที่ 16-22 กุมภาพันธ์ 2569 ท่าอากาศยานเชียงใหม่มีการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษและเที่ยวบินเช่าเหมาลำในเส้นทางสำคัญจากประเทศจีนและไต้หวัน ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ คุนหมิง กว่างโจว ซีอาน ไทเป และไถจง รวมจำนวน 69 เที่ยวบิน เพื่อรองรับความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาล

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาภาพรวมตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่าเส้นทางดังกล่าวมีจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้นรวมทั้งสิ้น 180 เที่ยวบิน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของสายการบินต่อศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ และการกลับมาของตลาดนักท่องเที่ยวจีนในฐานะหนึ่งในตลาดหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวของภาคเหนือ
ขณะเดียวกัน ปริมาณผู้โดยสารที่ใช้บริการท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้ทำสถิติสูงสุดใหม่หลังสถานการณ์โควิด-19 โดยเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 มีผู้โดยสารใช้บริการรวม 36,554 คน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่การฟื้นตัวของการเดินทางทางอากาศ และสอดคล้องกับทิศทางการเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินและกิจกรรมท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน
นายการันต์กล่าวด้วยว่า การขยายตัวของเส้นทางบินและการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งในด้านรายได้ การจ้างงาน และการกระจายรายได้สู่ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งท่าอากาศยานเชียงใหม่จะเร่งปรับปรุงและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้พร้อมรองรับการเติบโตของการเดินทางทางอากาศในระยะต่อไป

สำหรับเทศกาลตรุษจีนปีนี้ ได้จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยในทุกจุดบริการ ควบคู่กับการประดับตกแต่งภายในอาคารผู้โดยสารให้สอดรับกับบรรยากาศของเทศกาล เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานเชียงใหม่ พร้อมเสริมภาพลักษณ์การเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่มีความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศ
ขณะที่นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือตอนบนเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตั้งแต่ช่วงหลังปีใหม่เป็นต้นมา เริ่มเห็นนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเพิ่มขึ้นประมาณ 5% สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากนโยบายของรัฐบาลจีนที่ไม่สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปญี่ปุ่น ส่งผลให้ประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ ได้รับอานิสงส์ โดยคาดว่าในช่วงเทศกาลตรุษจีน จำนวนนักท่องเที่ยวจีนในเชียงใหม่จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับหนึ่งของเชียงใหม่
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป จากการเดินทางเป็นกรุ๊ปทัวร์ ปรับเปลี่ยนมาเป็นการเดินทางด้วยตนเอง หรือ FIT (Free Independent Traveler) มากขึ้น เห็นได้ชัดในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้พบว่านักท่องเที่ยวจีนนิยมจองโรงแรมเอง โดยเฉพาะโรงแรมหรูที่มีการออกแบบผสมผสานวัฒนธรรมล้านนาร่วมสมัย หรือบูทีครีสอร์ตที่มีชื่อเสียง
รวมถึงวางแผนการเดินทางเอง เลือกซื้อทัวร์แบบ One Day Trip เดินห้าง และรับประทานอาหารสตรีตฟู้ดในเมือง ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ย่านไนท์บาซาร์ ช้างคลาน และนิมมานเหมินทร์ ซึ่งเป็นทำเลศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว การค้า และไลฟ์สไตล์ของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งสะท้อนว่ารูปแบบการท่องเที่ยวของจีนได้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ขณะที่นายพัลลภ แซ่จิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามอินเตอร์ ทราเวิล จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงตรุษจีนปีนี้เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ รวมถึงนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีเชื้อสายจีน เช่น สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง และมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนจากดัชนีการจองรถบัสและรถตู้ของบริษัทที่ถูกจองเต็มทั้งหมด โดยสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ในช่วงเทศกาล
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การเดินทางแบบกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม FIT ที่มีกำลังซื้อสูง เลือกซื้อประสบการณ์ที่ตรงกับความสนใจ และตัดสินใจจากข้อมูลในโลกออนไลน์มากกว่าการพึ่งบริษัททัวร์แบบเดิม
ขณะที่ข้อมูลจากสนามบินเชียงใหม่พบว่า โดยช่วงปกติมีผู้โดยสารระหว่างประเทศเฉลี่ยประมาณ 5,000 คนต่อวัน มีเที่ยวบินระหว่างประเทศรวมขาเข้าและขาออกประมาณ 63 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่งสะท้อนว่าการเดินทางระหว่างประเทศเริ่มกลับมามีความเคลื่อนไหวมากขึ้น

ในส่วนของการปรับตัวของภาคเอกชน บริษัท สยามอินเตอร์ ทราเวิล จำกัด ได้ปรับโมเดลการจ้างงาน จากการจ้างแบบเงินเดือนประจำที่มีต้นทุนคงที่สูง มาเป็นการจ้างงานแบบ Pay Per Job หรือจ้างตามงาน เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงที่นักท่องเที่ยวน้อย ขณะเดียวกัน พนักงานก็สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วง High Season
นายพัลลภกล่าวต่อว่า สำหรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา พบว่าปัจจุบันมีแนวโน้มเดินทางเข้าสู่ภาคเหนือเพิ่มมากขึ้น แต่รูปแบบการเดินทางมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน
โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้นิยมเดินทางแบบเชื่อมโยงหลายเมือง (MultiDestination) เข้าสู่ภาคเหนือ เริ่มต้นจากกรุงเทพมหานคร ต่อด้วยจังหวัดใกล้เคียงในภาคกลาง ก่อนบินตรงไปยังจังหวัดเชียงราย และใช้การเดินทางทางบกด้วยรถบัสหรือรถตู้เชื่อมต่อมายังจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบริษัทให้บริการรถกับลูกค้ากลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น
โดยพบว่าความต้องการใช้บริการรถตู้และรถบัสของนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางเชื่อมโยงเชียงราย-เชียงใหม่ และมักเลือกบินออกจากสนามบินเชียงใหม่เพื่อปิดท้ายการเดินทาง ต่อด้วยเที่ยวบินตรงสู่จังหวัดภูเก็ต ก่อนเดินทางกลับประเทศต้นทางในทวีปยุโรป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเชียงใหม่ในฐานะจุดศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภาคเหนือ และความสำคัญของการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างเมืองอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของการท่องเที่ยวเชียงใหม่ในปีนี้ยังคงเป็นปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งทำให้เดือนมีนาคมกลายเป็นช่วง Low Season เร็วกว่าปกติ อีกทั้งประเด็นความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยภาคเอกชนมองว่ารัฐบาลใหม่ควรเร่งดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่น เพื่อพยุงภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในภาพรวม