Skip to content

นักวิชาการ มธ. อธิบายชัดกก.คุ้มครองพุทธศาสนาฯ ไม่ใช่ฆราวาสปกครองสงฆ์

17 ก.พ. 2569 | 18:27น.
นักวิชาการ มธ. อธิบายชัดกก.คุ้มครองพุทธศาสนาฯ ไม่ใช่ฆราวาสปกครองสงฆ์

 นักวิชาการธรรมศาสตร์คาด “คพช.” เข้ามาจัดระเบียบพุทธศาสนาใหม่ โดยเฉพาะ “ด้านบริหารเงิน-ทรัพย์สินวัด” หลังตั้ง “อดีตประธานบอร์ดแบงก์ชาติ-อดีต รมว.คลัง” นั่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ยืนยันตามระเบียบไม่ใช่การเอา “ฆราวาสมาปกครองสงฆ์” เหตุต้องได้รับ “พระสังฆราชานุมัติ” ด้วยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เชื่อช่วยบูรณาการ เพิ่มประสิทธิภาพคุ้มครองพุทธศาสนา
 
ผศ.ดร.กริช ภูญียามา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การดำเนินงานของคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) จะไม่ทำให้เกิดฆราวาสมาปกครองพระสงฆ์ เนื่องจากหน้าที่หลักของ คพช.จะเป็นการเสนอมาตรการ และวางกลไกต่าง ๆ ต่อฝ่ายบ้านเมืองและฝ่ายคณะสงฆ์ เพื่อคุ้มครองและปกป้องพระพุทธศาสนา ซึ่งในข้อ 10 (1) ของระเบียบกำหนดไว้ว่า หากมาตรการหรือกลไกใด ๆ ที่ คพช.กำหนด มีความเกี่ยวข้องกับการปกครองคณะสงฆ์โดยตรง จะต้องได้รับพระสังฆราชานุมัติ และต้องผ่านความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม (มส.) ก่อน อีกทั้งในข้อ 24 ของระเบียบยังสำทับไว้อีกชั้นหนึ่งว่า การดำเนินการทั้งหลายทั้งปวงของ คพช. ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจของสมเด็จพระสังฆราช และ มส.

ผศ.ดร.กริชกล่าวว่า จากรายชื่อประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละด้านใน คพช. ที่เพิ่งมีการประกาศแต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 เป็นไปได้ว่าจะเป็นการเดินหน้าจัดระเบียบพระพุทธศาสนาในแต่ละด้านใหม่ โดยเฉพาะด้านการบริหารการเงินและการบริหารทรัพย์สิน จากการแต่งตั้งนายปรเมธี วิมลศิริ อดีตประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีต รมว.คลัง เป็นกรรมผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารสินทรัพย์

นอกจากนี้ หากพิจารณาระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นที่มาของ คพช. จะพบว่ามีความพยายามวางกฎเกณฑ์เพื่อกำกับการบริหารทรัพย์สินของวัด โดยกำหนดเป็นกรอบกว้าง ๆ ถึงมาตรการและกลไกที่จะใช้ควบคุมทรัพย์สินและเงินทองของวัด ส่วนในทางปฏิบัติคงต้องติดตามต่อ ว่าจะมีการกำหนดมาตรการหรือกลไกใดออกมา จึงค่อยมาประเมินกันอีกทีว่าเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาการทุจริตในคณะสงฆ์อย่างที่เคยเกิดขึ้นหรือไม่

สำหรับกรรมการภายใต้ คพช.จะมีด้วยกัน 2 ส่วนคือ กรรมการโดยตำแหน่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายบ้านเมือง เช่น ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ฯลฯ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก มส. ดังนั้น คพช.จึงเป็นเสมือนข้อต่อในการประสานงานหรือบูรณาการความร่วมมือระหว่างฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายพุทธจักร ทำให้การกำหนดนโยบาย การวางมาตรการ หรือกลไกต่าง ๆ เพื่อปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนามีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อดีของ คพช.ด้วย เพราะที่ผ่านมาการทำงานอาจจะไม่ได้สอดประสานกันเท่าที่ควร

นักวิชาการธรรมศาสตร์กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวมองว่าภายใต้บริบทปัจจุบัน การมีองค์กรอย่าง คพช.ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการทำหน้าที่ปกป้องและคุ้มครองพระพุทธศาสนา แต่สิ่งที่ควรติดตามต่อไปคือประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานขององค์กรนี้มากกว่า

นอกจากนี้ ภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี นอกจาก คพช.แล้ว ยังมีอีก 2 องค์กรที่ถูกก่อตั้งขึ้นมาคือ คณะวินัยธรกลาง และคณะธรรมธรกลาง โดยคณะวินัยธรกลางทำหน้าที่วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการตีความและการบังคับใช้พระวินัย ส่วนคณะธรรมธรกลางจะมีหน้าที่ในการวินิจฉัยปัญหาการบิดเบือนคำสอนของพระพุทธศาสนา

สำหรับการแต่งตั้งคณะวินัยธรกลาง และคณะธรรมธรกลาง ในข้อ 18 และ 19 ของระเบียบ กำหนดให้สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งพระภิกษุที่ทรงภูมิ แตกฉานในพระธรรมวินัย เป็นคณะวินัยธรกลาง และคณะธรรมธรกลาง คณะละ 10 รูป ทั้งนี้ ต้องผ่านความเห็นชอบจาก มส.ด้วย หรือพูดง่าย ๆ ก็คือคณะวินัยธรกลาง และคณะธรรมธรกลาง จะทำหน้าที่เป็นคณะที่ปรึกษาด้านพระธรรมวินัยให้กับคณะสงฆ์ไทย แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการแต่งตั้งทั้งสองคณะดังกล่าว

“หลังจากนี้พอมีปัญหาเกี่ยวกับการตีความพระธรรมวินัยเกิดขึ้นในคณะสงฆ์หรือเกิดข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการบิดเบือนหลักธรรมคำสอน ก็จะเป็นอำนาจหน้าที่ของทั้งสองคณะนี้ในการพิจารณาวินิจฉัย เสร็จแล้วก็นำเสนอสมเด็จพระสังฆราชกับ มส. พอสององค์กรนี้เห็นชอบก็จะมีผลบังคับกับคณะสงฆ์เป็นการทั่วไป” ผศ.ดร.กริชกล่าว

ผศ.ดร.กริชกล่าวอีกว่าว่า คพช.ที่ตั้งขึ้นนี้ นับเป็นความพยายามของรัฐไทยที่จะอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ด้วยความเชื่อว่าในขณะนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดการบิดเบือนหลักธรรมคำสอน ตลอดจนการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งรัฐมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ความพยายามอย่างเอาจริงเอาจังเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการกอดกันอย่างแนบแน่นระหว่างรัฐไทยกับพระพุทธศาสนา สิ่งที่เราควรตั้งคำถามคือ ถึงที่สุดแล้วจุดยืนหรือท่าทีแบบนี้ของรัฐไทยจะก่อให้เกิดอุปสรรคในการคุ้มครองเสรีภาพและความหลากหลายทางศาสนาในประเทศนี้หรือไม่ นี่เป็นประเด็นที่สมควรอภิปรายถกเถียงกันต่อไป