เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ กกท.เตรียมถวายรางวัลเกียรติยศ
ข่าวในพระราชสำนัก เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ กกท.เตรียมถวายรางวัลเกียรติยศ
ส่องความคาดหวังคนกรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง กทม. 2569
Politics ส่องความคาดหวังคนกรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง กทม. 2569
‘แอร์ไลน์’ ตะวันออกกลาง แห่เพิ่มไฟลต์ครึ่งปีหลัง
Business ‘แอร์ไลน์’ ตะวันออกกลาง แห่เพิ่มไฟลต์ครึ่งปีหลัง
ธุรกิจบูมมาสคอตมาร์เก็ตติ้ง ‘GMM-วันแบงค็อก’ ต่อยอดสปีดรายได้
Business ธุรกิจบูมมาสคอตมาร์เก็ตติ้ง ‘GMM-วันแบงค็อก’ ต่อยอดสปีดรายได้
‘แม่กุหลาบ’ ผู้สร้างตำนานโมจิ-ไดฟุกุ ของฝากนครสวรรค์ เสียชีวิต อายุ 86 ปี
Biz Movement ‘แม่กุหลาบ’ ผู้สร้างตำนานโมจิ-ไดฟุกุ ของฝากนครสวรรค์ เสียชีวิต อายุ 86 ปี
สคบ.ลุยตรวจร้านรับกดบัตรคอนเสิร์ต หลังร้องไม่คืนเงิน
Economic สคบ.ลุยตรวจร้านรับกดบัตรคอนเสิร์ต หลังร้องไม่คืนเงิน
มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์
Biz Movement มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์
ปุ๋ยจีน ‘ถูก’ จ่อบุกตลาดไทย เอเย่นต์ลดสต๊อก หวั่นขาดทุน
Economic ปุ๋ยจีน ‘ถูก’ จ่อบุกตลาดไทย เอเย่นต์ลดสต๊อก หวั่นขาดทุน
“พิพัฒน์” ลุยสตูล พลิกโฉม “ท่าเรือตันหยงโป” ประตูท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่
Real Estate “พิพัฒน์” ลุยสตูล พลิกโฉม “ท่าเรือตันหยงโป” ประตูท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่
EDTH ทรานส์ฟอร์ม ‘เครือสหพัฒน์’ สู่ยุคดิจิทัล-AI
Tech EDTH ทรานส์ฟอร์ม ‘เครือสหพัฒน์’ สู่ยุคดิจิทัล-AI
ดูทั้งหมด

มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์

04 ก.ค. 2569 | 17:21น.

ในอนาคตอันใกล้ “การแพทย์แผนจีน” ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 2,000 ปี จะไม่ได้เป็นเพียงแค่การแพทย์ทางเลือก แต่จะเป็นหนึ่งในการแพทย์เพื่อสร้างทางรอด ที่ใช้รักษาควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบัน

“บางเคสกินยาแผนปัจจุบันแล้วเจอผลข้างเคียง เลยอยากใช้ยาสมุนไพรจีนแทน เราจะให้ปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันก่อน จากนั้นค่อยมาดูว่าทางศาสตร์แพทย์แผนจีนมีวิธีไหนที่จะช่วยรักษาได้บ้าง” ผศ. ดร.ภารดี แสงวัฒนกุล อาจารย์ประจำหลักสูตรการแพทย์แผนจีนบัณฑิต วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ ระบุ และว่า ผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นจากการผสานระหว่างการแพทย์แผนจีน (ตะวันออก) เข้ากับองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ของการแพทย์แผนปัจจุบัน (ตะวันตก)

“ไม่ใช่ไปบอกกับคนไข้ว่า ไม่ต้องไปหาแพทย์แผนปัจจุบันนะ ให้มารักษาด้วยแผนจีนอย่างเดียว แบบนี้เราไม่ทำ ไม่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกต้องคือการรักษาแบบผสมผสานเพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ดีที่สุด” ผศ. ดร.ภารดี เน้นย้ำ

จากรายงานการตลาด Traditional Chinese Medicine Hospitals in China ของ IBISWorld ที่เผยแพร่เมื่อปี 2567 ได้สะท้อนภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์แผนจีน ซึ่งพบว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยการสนับสนุนของภาครัฐ และความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากผู้ป่วย โดยในช่วงระหว่างปี 2562-2567 มีอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ 5.7%

ขณะที่ข้อมูลจาก Business Research Insights เมื่อปี 2569 พยากรณ์ขนาดของตลาดการแพทย์แผนจีน (TCM) ทั่วโลก อยู่ที่ 2.89 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมคาดการณ์ว่าในช่วง 10 ปีจากนี้ คือปี 2569-2578 จะมีอัตราการเติบโต CAGR อยู่ที่ 7.4% ส่งผลให้มูลค่าตลาดก้าวขึ้นไปเป็น 5.51 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578

มากไปกว่านั้น พบว่าหลายประเทศทั่วโลกกำลังขยายการใช้ประโยชน์ด้านการรักษาและสร้างเศรษฐกิจจากระบบนิเวศการแพทย์แผนจีน ตั้งแต่ประเทศในเอเชีย ไปจนถึงยุโรป หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาที่ปัจจุบันมีผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพมากกว่า 4 หมื่นราย หรือในเยอรมนี ที่มีการนำบริการแพทย์แผนจีนบรรจุเข้าอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพ ฯลฯ

ในความเป็นจริงแล้ว การแพทย์แผนจีนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และย้อนกลับไปในปี 2562 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้บรรจุหมวดการแพทย์ดั้งเดิม (Traditional Medicine Chapter) เข้าไปในบัญชีจำแนกโรคสากล (ICD-11) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันทั่วโลกด้วย

ความต้องการของผู้คนที่อยากดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและอิงกับธรรมชาติ เพื่อลดการพึ่งพายาเคมี หรือการรักษาที่มากเกินความจำเป็น คือปัจจัยหลักที่ทำให้มูลค่าตลาดการแพทย์แผนจีนเติบโตขึ้น และยังจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากการเข้ามาของเทรนด์การมีอายุยืนยาวแบบมีสุขภาพที่ดี (Longevity)

นี่จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะสร้างเศรษฐกิจและเข้าไปมีส่วนร่วมในการชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดระดับโลก

“มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากที่รู้จักและเคยรักษาด้วยการแพทย์แผนจีนมาก่อน เมื่อเข้ามาในประเทศไทยก็พยายามมองหาการแพทย์แผนจีน ฉะนั้นหากประเทศไทยยกระดับเรื่องนี้จริงจัง ก็จะยิ่งทำให้นโยบาย Medical Hub และ Wellness Tourism มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น” ผศ. ดร.ภารดี ระบุ

ที่ผ่านมา หน่วยงานในประเทศไทยก็เดินหน้าผลักดันการแพทย์แผนจีนอยู่ไม่น้อย ทั้งการทำระบบการรับรองและออกใบอนุญาตผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน รวมถึงการจัดสรรตำแหน่งในระบบบริการสุขภาพภาครัฐ และล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569 มีมติอนุมัติให้ข้าราชการพลเรือนสามัญสายงานแพทย์แผนจีน ตำแหน่งแพทย์แผนจีน ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษาประชาชน มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ เดือนละ 3,500 บาท และ 5,600 บาท อีกด้วย

แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะทำให้มีคลินิกด้านการแพทย์แผนจีนเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในภาครัฐและเอกชน แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นควบคู่กันก็คือ ทุกวันนี้จำนวนแพทย์แผนจีนในไทยยังคงมีอยู่จำกัด และถือว่าขาดแคลนหากเทียบกับความต้องการ ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ที่ได้รับใบอนุญาตฯ เพียงกว่า 2,000 คน ขณะที่ในแต่ละปีมีผู้ได้รับใบอนุญาตเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 300 คน

เพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านกำลังคน และสร้างศักยภาพให้ประเทศไทย วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ (CICM) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จึงทำความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู (Chengdu University of Traditional Chinese Medicine) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนแพทย์แผนจีนขึ้น ซึ่งเป็น “แห่งแรกของประเทศไทย” ที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ

มากไปกว่านั้นคือ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาการแพทย์แผนจีนบัณฑิต 2 ใบ (Dual Degree) คือจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 ใบ และมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู อีก 1 ใบ

อาจมีคำถามว่า เมื่อต้องการเรียนการแพทย์แผนจีน เหตุใดจึงไม่ไปเรียนจากประเทศจีนที่เป็นต้นกำเนิดของศาสตร์การรักษานี้

ผศ. ดร.ภารดี อธิบายว่า นอกจากองค์ความรู้สากลในระดับนานาชาติแล้ว สิ่งสำคัญที่จะได้จากการเรียนที่ธรรมศาสตร์คือสายสัมพันธ์ (คอนเนคชัน) บุคลากรทางการแพทย์ในไทยและจีน ที่สามารถนำไปใช้ในการประกอบวิชาชีพได้จริง ตลอดจนความเข้าใจในบริบท ระบบสุขภาพ ระบบกฎหมาย และระบบนิเวศการแพทย์แผนจีนทั้งหมดในประเทศไทย

นอกจากนี้ CICM ได้ร่วมกับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในการเปิดคลินิกการแพทย์แผนจีน ซึ่งจะทำให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์จากการได้ตรวจ และดูแลรักษาผู้ป่วยจริงๆ ภายใต้การกำกับของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนจีน

นำไปสู่การเปิดโอกาสทางการประกอบอาชีพได้อย่างหลากหลาย เช่น แพทย์แผนจีนในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน ผู้ประกอบการคลินิกการแพทย์แผนจีน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู นักวิจัยด้านการแพทย์และสมุนไพร อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา นักพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ ที่ปรึกษาด้านสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพร ฯลฯ

ที่สำคัญคือ สามารถเลือกทำงานได้ทั้งในไทย จีน และประเทศอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากมีการรับรองปริญญาด้านการแพทย์แผนจีนของมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตูให้สามารถสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้

สำหรับการเรียนการสอนจะใช้เวลาทั้งหมด 6 ปี แบ่งเป็น การเรียนที่ธรรมศาสตร์ 3 ปี ได้แก่ ปี 1 เรียนวิชาพื้นฐาน ปี 3 และ ปี 4 เรียนเนื้อหาวิทยาศาสตร์การแพทย์ และทฤษฎีการแพทย์แผนจีน และเรียนที่มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู 3 ปี คือ ปี 2 เรียนภาษาจีน ปี 5 และ ปี 6 เรียนเนื้อหาด้านการแพทย์แผนจีน พร้อมกับปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย

ผศ. นพ.พีระพงค์ กิติภาวงค์ คณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มธ. อธิบายว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาที่จบจากหลักสูตรการแพทย์แผนจีนจาก CICM ไปแล้ว 3 รุ่น และกว่า 90% สอบผ่านได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน

สำหรับแผนอนาคต CICM ผศ. นพ.พีระพงค์ บอกว่า มีอยู่ 3 เรื่องที่วางแผนเอาไว้ ได้แก่ 1. การเปิดหลักสูตรปริญญาโทแบบ Dual Degree 2. การพัฒนางานวิจัยด้านการแพทย์แผนจีนร่วมกับนักวิจัยของจีนมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางการวิจัย และกรุยทางไปสู่การสร้างนวัตกรรมในอนาคต และ 3. อยากจะผลักดันการผลิตยาสมุนไพรจีนได้เอง พร้อมกับให้มีการตั้งบริษัทภายใต้มหาวิทยาลัย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาสมุนไพรจีนที่มีคุณภาพที่ผลิตโดยไทยเอง รวมถึงลดการนำเข้าสมุนไพรจีน ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง โดยหากเป็นไปได้อาจใช้สมุนไพรไทยมาทดแทน เนื่องจากมีสมุนไพรไทยหลายชนิดที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสมุนไพรจีน และมีศักยภาพในการศึกษาวิจัยเพื่อใช้ทดแทนในบางตำรับ

อีกทั้งในเชิงการหนุนเสริมระบบบริการสุขภาพโดยตรง ขณะนี้ก็กำลังเดินหน้าทำให้เกิดการผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีนเข้ากับการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองให้กับศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ และอาจต่อยอดไปถึงการพัฒนาเป็นแนวทางการดูแลรักษาผู้สูงอายุด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน พร้อมกับผลักดันให้ทาง สธ. มีการนำไปใช้จริงทั่วประเทศ เพื่อเป็นแนวทางการดูแลรักษาทางเลือกสำหรับรองรับกับสังคมผู้สูงอายุของไทยที่กำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ในปี 2573

ขณะเดียวกัน หากเป็นไปได้ ผศ. นพ.พีระพงค์ บอกว่า อยากให้รัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผลักดันเรื่องการแพทย์แผนจีนควบคู่ไปกับการแพทย์แผนไทยด้วย ทั้งในแง่การผลักดันบุคลากรให้เข้าไปสู่ในระบบภาครัฐ รวมถึงบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีเพียงบริการฝังเข็ม 20 ครั้งต่อปีสำหรับฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง (IMC) เท่านั้น