เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
บอร์ดบัตรสวัสดิการฯ เห็นชอบ เช็กสิทธิรอบใหม่ 19.15 ล้านคน
Finance บอร์ดบัตรสวัสดิการฯ เห็นชอบ เช็กสิทธิรอบใหม่ 19.15 ล้านคน
สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดเวทีถก “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก”
Economic สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดเวทีถก “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก”
โตโยต้า เปิดศึกดวลความเร็ว “Toyota Gazoo Racing Thailand” ปลุกเศรษฐกิจ ‘บางแสน’ คึก
Automotive โตโยต้า เปิดศึกดวลความเร็ว “Toyota Gazoo Racing Thailand” ปลุกเศรษฐกิจ ‘บางแสน’ คึก
เสี่ยง ‘ถ่วงเศรษฐกิจ’ ระยะยาวเตือน ‘ยุโรป’ อย่านอนใจ ‘คลื่นความร้อน’
World เสี่ยง ‘ถ่วงเศรษฐกิจ’ ระยะยาวเตือน ‘ยุโรป’ อย่านอนใจ ‘คลื่นความร้อน’
สองมิ่งขวัญงามอย่างไทยสู่กรุงปารีส
ข่าวในพระราชสำนัก สองมิ่งขวัญงามอย่างไทยสู่กรุงปารีส
JAS จับมือ Monomax ปักหมุดสวนรถไฟ จัดเชียร์บอลโลกสดรอบ 8 ทีมสุดท้าย 12 ก.ค.นี้
Sport JAS จับมือ Monomax ปักหมุดสวนรถไฟ จัดเชียร์บอลโลกสดรอบ 8 ทีมสุดท้าย 12 ก.ค.นี้
พาณิชย์เช็กบิลนอมินีธุรกิจทัวร์ 33 ราย เพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 4 ราย ลุยใช้ AI ไล่จับเครือข่าย
Economic พาณิชย์เช็กบิลนอมินีธุรกิจทัวร์ 33 ราย เพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 4 ราย ลุยใช้ AI ไล่จับเครือข่าย
อินทรีหลับ
คุยกับเอกราช อินทรีหลับ
ราคาทองวันนี้ (4 ก.ค. 69) คงที่ รูปพรรณขายออก 66,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 ก.ค. 69) คงที่ รูปพรรณขายออก 66,350 บาท
Toyota Land Cruiser FJ ยอดขายทะลุเป้า
Automotive Toyota Land Cruiser FJ ยอดขายทะลุเป้า
ดูทั้งหมด

ล้างไพ่ประมูลใหม่ไฮสปีด EEC รื้อสัมปทาน PPP-รัฐลงทุนแสนล้าน

04 ก.ค. 2569 | 07:05น.

ไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบินถึงคราวสิ้นสุดทางเลื่อน 2 เดือนชงบอร์ดอีอีซีชี้ขาดโมเดลลงทุนใหม่ ลดระดับเหลือรถไฟความเร็วปานกลาง 160 กม./ชั่วโมง ให้ ร.ฟ.ท.ศึกษาลงทุนระบบราง สร้างทางคู่เชื่อม “สายสีแดง-แอร์พอร์ตเรลลิงก์” งบลงทุนจาก 1.4 แสนล้าน เหลือ 9 หมื่นล้าน เตรียมเปิดประมูล PPP จ้างเอกชนเดินรถ ส่วนกลุ่ม ซี.พี. มีสิทธิ์ลุ้นร่วมวง ร.ฟ.ท.เผยแผนสร้างสายสีแดงเพิ่ม Missing Link สถานีบางซื่อ-หัวลำโพง และบางซื่อ-หัวหมาก ทะลุอู่ตะเภาพร้อมปรับปรุงรางแอร์พอร์ตลิงก์ ส่วนสายตะวันออกอัพเกรดทางเดี่ยวสู่ทางคู่ “บิ๊กบีทีเอส” ขอลุยสร้างเมืองการบินก่อน

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวทางการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจ็กต์สำคัญของ EEC จะถูกเสนอเข้าไปยังคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ. หรือบอร์ด EEC) ภายใน 2 เดือนข้างหน้า

ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน เพื่อพิจารณา 2 ทางเลือก คือ การแก้ไขสัญญา หรือการยกเลิกสัญญา หลังจากบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) เอกชนคู่สัญญาส่งสัญญาณว่าไม่สามารถเดินหน้าต่อได้หากรัฐบาลไม่อนุมัติการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน แต่สิ่งที่ภาครัฐยืนยันอย่างชัดเจนคือโครงการรถไฟในอีอีซีจะไม่หายไป

ไฮสปีดเหลือ 160 กม.ต่อชั่วโมง

ดังนั้น แนวทางใหม่ที่กำลังหารือกันระหว่างสำนักงาน EEC และการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) คือ การยุติสัญญาเดิม ก่อนปรับรูปแบบโครงการจากรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) วิ่งด้วยความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นรถไฟฟ้าความเร็วปานกลาง วิ่งด้วยความเร็วประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งร.ฟ.ท.จะเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างระบบราง โดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้มากที่สุด เพื่อลดต้นทุนและเร่งให้เปิดบริการได้เร็วขึ้น

“เราจะไม่ยกเลิกโครงการรถไฟเชื่อมสนามบิน แต่เปลี่ยนเพียงวิธีดำเนินการ สิ่งสำคัญคือ ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีระบบรถไฟเชื่อมสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา เพราะโครงการไม่ได้มีเป้าหมายเพียงรับส่งผู้โดยสารสนามบิน แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง การลงทุน และการเดินทางในพื้นที่ EEC เมื่อเมืองขยายตัวความต้องการเดินทางไม่ได้เกิดเฉพาะต้นทางและปลายทาง แต่มันเกิดขึ้นตลอดแนวเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา ศรีราชา พัทยา หรือชลบุรี

ดังนั้น ระบบรถไฟจึงต้องรองรับทั้งการเดินทางประจำวันและการเดินทางระหว่างเมือง หากโครงการเดิมเดินหน้าต่อไม่ได้ รัฐจึงต้องเสนอแนวทางใหม่ควบคู่ไปพร้อมกับการยุติสัญญา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนว่า ประเทศไทยยังมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมตามเดิม”

ทางคู่เชื่อมสีแดง-แอร์พอร์ตลิงก์

รถไฟระบบไฟฟ้าความเร็วปานกลาง คือ การลดความเร็วจากรถไฟความเร็วสูง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหลือประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหตุผลสำคัญคือ ตลอดเส้นทางจะมีสถานีถึง 9 สถานี ระยะห่างระหว่างสถานีหลายช่วงสั้นเกินกว่ารถไฟจะใช้ความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

แนวทางใหม่จึงเน้นใช้รางรถไฟทางคู่เดิม ติดตั้งระบบไฟฟ้าเหนือศีรษะ ปรับปรุงสัญญาณ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมบางจุด แทนการสร้างทางวิ่งใหม่ทั้งหมด ซึ่งรูปแบบดังกล่าวจะมีลักษณะใกล้เคียงกับรถไฟสายสีแดง ที่ปัจจุบันวิ่งด้วยระบบไฟฟ้า และสามารถต่อยอดให้รองรับความเร็วเพิ่มขึ้นได้

สำหรับโครงสร้างใหม่จะบูรณาการระบบรถไฟที่มีอยู่เข้าด้วยกันตามที่ได้เตรียมแผนเสนอ คือ รถไฟชานเมืองสายสีแดง วิ่งตรงเข้ามาที่สถานีมักกะสัน แอร์พอร์ตเรลลิงก์ จากนั้นจะเข้าสู่รถไฟทางคู่ช่วงสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา เป้าหมายคือให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางจากสนามบินดอนเมือง ผ่านบางซื่อ พญาไท มักกะสัน สุวรรณภูมิ ไปจนถึงอู่ตะเภาได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบหลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม ยังมี Missing Link สำคัญคือ ช่วงบางซื่อ พญาไท มักกะสัน ซึ่งต้องก่อสร้างทางเชื่อมเพิ่มเติม เพราะปัจจุบันรถไฟสายสีแดงยังไม่สามารถวิ่งเข้าสู่แอร์พอร์ตเรลลิงก์ได้โดยตรง เมื่อเชื่อมโครงข่ายสำเร็จจะทำให้ระบบรถไฟของประเทศมีความต่อเนื่องมากขึ้น และใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์เดิมได้เต็มศักยภาพ ประหยัดงบฯ กว่าการสร้างใหม่

เปิดเอกชนประมูลรับจ้างเดินรถ

อีกเหตุผลสำคัญที่คาดว่ารัฐจะสนับสนุนแนวทางนี้ คือ การลดภาระงบประมาณ จากเดิมรัฐบาลเตรียมภาระจ่ายผลตอบแทนให้เอกชนประมาณ 140,000 ล้านบาทในปีที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงหลังโครงการแล้วเสร็จ หากเปลี่ยนมาเป็นให้ ร.ฟ.ท.ลงทุนทำโครงสร้างพื้นฐานเอง คาดว่าจะใช้งบฯ ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท หรือราว 90,000 ล้านบาท เนื่องจากสามารถนำทรัพย์สินเดิมมาปรับปรุง ไม่ต้องลงทุนระบบใหม่ทั้งหมด

“ตอนนี้ตัวเลขยังไม่ชัดเจนว่าต้องใช้เงินเท่าไร เพราะต้องรอการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดทางวิศวกรรมจาก ร.ฟ.ท.เสียก่อน แต่เบื้องต้นประเมินว่าใช้งบฯ ต่ำกว่าเดิม ซึ่งงบประมาณที่ประหยัดตรงส่วนนี้ยังอาจนำไปขยายเส้นทางต่อไปจนถึงระยอง จันทบุรี หรือรองรับการพัฒนาโครงข่ายในอนาคตได้อีก”

รูปแบบของโครงการใหม่นี้จะมี 2 ส่วน คือ ร.ฟ.ท.รับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐานหรือเป็นผู้สร้างราง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 4 ปี ส่วนการเดินรถสามารถเปิดให้เอกชนเข้ามาแข่งขันผ่านระบบ PPP หรือรูปแบบการจ่ายค่าใช้ราง (Track Access Charge) ซึ่งในกรณีของบริษัท เอเชีย เอรา วัน ก็ยังสามารถเข้าร่วมประมูลแข่งขันได้ โดยไม่ถูกตัดสิทธิ์แต่อย่างใด เนื่องจากการยุติสัญญาครั้งนี้ไม่ใช่ความผิดของคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย 

ทั้งนี้ รูปแบบของการให้บริการรถไฟในอนาคตอาจมีผู้ประกอบการเดินรถหลายประเภท เช่น รถไฟชานเมือง (Urban Train) รถไฟคอมมิวเตอร์ (Commuter Train) รถไฟระหว่างเมือง (Intercity Train) หรือรถไฟท่องเที่ยว สามารถใช้รางเดียวกันได้ตามศักยภาพของตลาด จากเดิมรูปแบบคือ เอกชนผู้รับสัมปทานต้องรับผิดชอบทั้งงานก่อสร้าง ระบบ และการเดินรถ ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวทางบริหารโครงสร้างพื้นฐานของหลายประเทศ ที่รัฐลงทุนด้านราง ส่วนเอกชนแข่งขันด้านบริการเดินรถ

สำหรับทางเลือกที่ต้องดึงเอาแอร์พอร์ตเรลลิงก์เข้ามาเป็นจุดเชื่อม เพราะจากข้อมูลการใช้งานที่ภาครัฐนำมาประกอบการออกแบบ พบว่าผู้ใช้แอร์พอร์ตเรลลิงก์ส่วนใหญ่ไม่ได้โดยสารเพื่อไปสนามบินสุวรรณภูมิอย่างเดียว แต่ผู้โดยสารหลักกลับเป็นคนทำงานที่ใช้เดินทางจากชานเมืองเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ โดยเฉพาะช่วงสถานีทับช้าง มักกะสัน และพญาไท

หลังยุติสัญญาค่อยถกค่าชดเชย

จึงเป็นเหตุผลที่การพัฒนาระบบใหม่จะเน้นให้รองรับผู้โดยสารประจำควบคู่กับผู้เดินทางไปสนามบิน ในอนาคตอาจมีทั้งขบวนรถด่วนไม่จอดทุกสถานี และขบวนที่ออกแบบรองรับสัมภาระ เพื่อให้บริการได้หลากหลายรูปแบบ

ขณะนี้ ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดทางเทคนิค ทั้งรูปแบบราง ระบบไฟฟ้า และการเชื่อมต่อแต่ละโครงข่าย เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ก่อนเสนอรายละเอียดให้บอร์ด EEC พิจารณา ทั้งนี้ หากรัฐบาลไม่เลือกแนวทางแก้ไขสัญญาเดิม เอกชนจะเข้าสู่กระบวนการยุติสัญญาตามเงื่อนไข หลังจากนั้นจึงจะตกลงกันเรื่องค่าชดเชยต่าง ๆ ก่อนรัฐเดินหน้าโครงการใหม่ทันที ซึ่งการยุติสัญญาไม่ได้หมายถึงการยกเลิกโครงการ แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน 

ส่วนกรณีที่ไม่เลือกแนวทางการเปิดประมูลรถไฟความเร็วสูงใหม่ จะทำให้ยิ่งเสียเวลามากขึ้นอีก เพราะจะต้องเริ่มกระบวนการศึกษาความเหมาะสมและ PPP ใหม่ ซึ่งอาจใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ขณะที่ต้นทุนก่อสร้างก็จะสูงขึ้นตามราคาวัสดุและค่าแรง ในทางกลับกันหากใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมของ ร.ฟ.ท. จะสามารถเริ่มก่อสร้างได้เร็วกว่า และมีโอกาสเปิดเดินรถได้ใกล้เคียงกับกรอบเวลาของโครงการเดิม

เปลี่ยนโมเดลแต่เป้าหมายคงเดิม

“เราตกลงกันแล้วว่าถ้าต้องยกเลิกสัญญาต้องไม่งอแง จากนั้นถึงจะมาคุยว่าต้องชดเชยอะไรกันบ้าง จากที่เอกชนต้องลงทุนไปก่อนหน้านี้ ยอมรับว่าตลอดช่วง 8 ปีที่ผ่านมาความล่าช้าของโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินส่งผลให้เกิดคำถามถึงอนาคตของ EEC แต่ภาครัฐยืนยันว่าความจำเป็นของโครงการไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ผู้รับสัมปทานรายเดิมไม่สามารถดำเนินการต่อได้

ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ เปลี่ยนผู้รับผิดชอบและปรับรูปแบบการลงทุน ไม่ใช่ยกเลิกโครงการทั้งหมด เป้าหมายสูงสุดยังคงเดิม คือ การสร้างระบบรางที่เชื่อมกรุงเทพมหานครกับพื้นที่ EEC อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเติบโตของสนามบินอู่ตะเภา การลงทุนภาคอุตสาหกรรม และการขยายตัวของเมืองในระยะยาว”

ร.ฟ.ท.ขยายสายสีแดง 25.9 กม.

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า การเจรจายุติสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ปัจจุบันกำลังรอเอกชนคู่สัญญานำเสนอ ส่วนจะประมูลใหม่หรือไม่ยังคาดการณ์แนวโน้มไม่ได้ และกำลังนัดหารือกับรัฐบาลถึงแนวทางการแก้ไข ปรับปรุงหลักการโครงการ

ส่วนแผนสำรอง ร.ฟ.ท.มีรถไฟสายตะวันออกให้บริการรองรับการเดินทางในพื้นที่อีอีซีอยู่แล้ว แบ่งเป็นรถไฟทางคู่สายกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา และฉะเชิงเทรา-ศรีราชา รวมถึงทางเดี่ยวศรีราชา-จุกเสม็ด ซึ่งพร้อมให้บริการ หากนโยบายจะดำเนินการตามแนวทางนี้ จะต้องปรับทางเดี่ยวเป็นทางคู่และเพิ่มตู้โดยสารอีก 2-3 ตู้ จากปัจจุบันมีรถโดยสารเชิงสังคมให้บริการเพียง 1 ขบวนต่อวัน 

รายงานข่าวแจ้งว่า ร.ฟ.ท.กำลังทำข้อมูลโมเดลทางเลือก ทั้งรูปแบบและการลงทุนโครงการ ถ้าหากซี.พี.เลิกสัญญาและอีอีซีไม่ลงทุนรถไฟความเร็วสูงแล้ว จะเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าสายสีแดงเป็นรางขนาด 1 เมตร วิ่งด้วยความเร็วสูง 160 กม. โดยเร่งก่อสร้างสายสีแดงบางซื่อ-หัวลำโพง และบางซื่อ-หัวหมาก หรือ Missing Link ระยะทาง 25.9 กม.วงเงิน 44,573.85 ล้านบาทไปถึงอู่ตะเภา และปรับปรุงรางช่วงแอร์พอร์ตเรลลิงก์ให้วิ่งได้ทั้ง 2 ระบบ คาดใช้เวลาออกแบบ 1 ปี

เขย่าสูตรลงทุน PPP 

“การลงทุนอาจต้องปรับโมเดลใหม่ให้จูงใจเอกชนมากขึ้น จากรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน เป็น PPP Net Cost รูปแบบสัมปทานรัฐบาลลงทุนงานโยธาและราง เอกชนลงทุนงานระบบไฟฟ้า เป็น PPP Gross Cost รัฐลงทุนทั้งหมดและจ้างเอกชนเดินรถ”

รายงานข่าวกล่าวยอมรับว่า หากอีอีซีเลิกลงทุนรถไฟความเร็วสูง ถือว่าผิดคอนเซ็ปต์เดิมของอีอีซี ที่ไปโรดโชว์ให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาในพื้นที่อีอีซี จะระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อีอีซีมีอะไรบ้าง ซึ่งรถไฟความเร็วสูงและเมืองการบินอู่ตะเภาเป็นโครงการสำคัญ ทั้งนี้ ในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารสัญญาร่วมกับอีอีซี เพื่อหาทางลงของโครงการ

“คีรี” ขอลุยเมืองการบินก่อน  

นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) และประธานกรรมการบริหาร บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น (UTA) ผู้รับสัมปทานเมืองการบินอู่ตะเภา กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงการเมืองการบินอู่ตะเภา 6,500 ไร่ ที่ได้สัมปทาน 50 ปี มูลค่า 3 แสนล้านบาท หลัง สกพอ.มีหนังสือแจ้งเริ่มงาน (NTP) วันที่ 3 เมษายน 2569

ซึ่งหลังโควิดสถานการณ์เปลี่ยนไปจากที่ศึกษาไว้ ทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ผู้โดยสารสนามบินอู่ตะเภา จึงปรับสเกลลงทุนใหม่แบบค่อยเป็นค่อยไป ทยอยลงทุนเป็นเฟส โดยเฟสแรกปรับขนาดอาคารผู้โดยสารจากเดิมรองรับได้ 12 ล้านคนต่อปี เหลือ 3 ล้านคนต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทลงทุนไปมากแล้ว เช่น โครงสร้างพื้นฐานหลัก โครงการแอร์พอร์ตซิตี้ 1,000 ไร่ เพื่อกระตุ้นผู้โดยสาร สร้างความมั่นใจนักลงทุน และกองทัพเรือได้ก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และทางขับของสนามบินอู่ตะเภาแล้ว จะเสร็จเดือนพฤศจิกายน 2571 

“ถ้าหากอีอีซีหรือรัฐบาลจะไม่ทำรถไฟความเร็วสูงแล้ว ต้องดูว่าจะมีระบบไหนมาสนับสนุนโครงการเรา  เช่น รถไฟทางคู่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีระบบขนคนเข้ามายังสนามบินอู่ตะเภาให้ได้”

เมื่อถามว่า กลุ่มบีทีเอสสนใจจะลงทุนรถไฟความเร็วสูงหรือไม่ นายคีรีกล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่คิด ขณะนี้กำลังเดินหน้าโครงการเมืองการบิน ซึ่งใช้เงินลงทุนมหาศาลหลักแสนล้านบาทแล้ว แต่คงต้องรอดูนโยบายรัฐบาล ขณะที่บริษัทต้องดูว่าจะร่วมกับรัฐอย่างไรได้บ้าง รวมถึงศักยภาพการเงินด้วยว่ามีเพียงพอจะลงทุนหรือไม่