พาณิชย์เช็กบิลนอมินีธุรกิจทัวร์ 33 ราย เพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 4 ราย ลุยใช้ AI ไล่จับเครือข่าย
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกกำลังกรมการท่องเที่ยว เดินหน้าปราบนอมินีธุรกิจนำเที่ยวเต็มรูปแบบ นำระบบ AI คัดกรองกลุ่มเสี่ยง พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลติดตามแบบเรียลไทม์ ช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 ตรวจพบธุรกิจเข้าข่ายนอมินี 33 ราย ใน 5 จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 4 ราย ที่เหลือเร่งสอบเชิงลึก พร้อมยกระดับมาตรการสกัดต่างชาติใช้คนไทยถือหุ้นอำพราง
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ร่วมกับกรมการท่องเที่ยวยกระดับการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนำเที่ยวที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ได้มอบหมายให้นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมทีมปราบนอมินี เข้าหารือกับกรมการท่องเที่ยว เพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบธุรกิจนำเที่ยว พร้อมนำเทคโนโลยีและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้วิเคราะห์และคัดกรองผู้ประกอบการกลุ่มเสี่ยง เพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมาย
ผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) หน่วยงานภายใต้บันทึกความร่วมมือ (MOU) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวในพื้นที่ เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี กระบี่ และกรุงเทพมหานคร พบผู้ประกอบการเข้าข่ายนอมินี 33 ราย โดยในจำนวนนี้ นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ได้มีคำสั่ง เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวแล้ว 4 ราย หลังพบมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ถือหุ้นจนขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย ส่วนอีก 29 ราย อยู่ระหว่างส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึก หากพบกระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ทั้งสองหน่วยงานเห็นชอบร่วมกันในการยกระดับมาตรการป้องกันนอมินี 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การทบทวนแนวทางจดทะเบียนนิติบุคคล โดยเพิ่มการตรวจสอบบุคคลสัญชาติไทยที่เป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในหลายบริษัทผิดปกติ รวมถึงพิจารณาประวัติการศึกษา อาชีพ รายได้ และข้อมูลภาษีย้อนหลัง เพื่อป้องกันการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางของชาวต่างชาติ
นอกจากนี้ จะพัฒนา ระบบฐานข้อมูลใบอนุญาตธุรกิจนำเที่ยว ให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแบบ Real Time พร้อมระบบแจ้งเตือนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ถือหุ้น เพื่อให้สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของนิติบุคคลได้อย่างทันท่วงที
อีกทั้ง จะเร่งจัดทำฐานข้อมูลร้านค้าและสถานประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับบริษัทนำเที่ยว เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์เครือข่ายธุรกิจ เฝ้าระวังการผูกขาดของกลุ่มทุนต่างชาติ การหลีกเลี่ยงภาษี และการฟอกเงิน โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกับกรมสรรพากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ก่อนหน้านี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการท่องเที่ยว สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง เพื่อเป็นศูนย์กลางรับเรื่องร้องเรียน แลกเปลี่ยนข้อมูล ลงพื้นที่ตรวจสอบ และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเป็นระบบ
“การแก้ไขปัญหานอมินีธุรกิจนำเที่ยวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะปัจจุบันผู้กระทำผิดมีวิธีการอำพรางที่ซับซ้อนมากขึ้น การนำเทคโนโลยี AI และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน จะช่วยให้การติดตาม ตรวจสอบ และปราบปรามธุรกิจนอมินีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทยและยกระดับความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ” นายพูนพงษ์กล่าว