เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

แม่สอดขึ้นพื้นที่เฝ้าระวังนอมินี หลังต่างชาติร่วมถือหุ้น 203 บริษัท

23 มิ.ย. 2569 | 16:40น.

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าผนึกชุดเฉพาะกิจจังหวัดตาก ลงพื้นที่ตรวจเชิงลึก 4 จุดเสี่ยงในอำเภอแม่สอดและท่าสองยาง ครอบคลุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถือครองที่ดิน และโรงงานแปรรูป-รับซื้อบุก หลังพบจังหวัดตากมีนิติบุคคล 3,244 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 14,466 ล้านบาท โดยแม่สอดเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดน มีนิติบุคคล 2,080 ราย และพบต่างชาติร่วมถือหุ้นกับคนไทยไม่เกิน 49.99% จำนวน 224 ราย กระจุกตัวในแม่สอด 203 ราย

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ เดินหน้ามาตรการเชิงรุกตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ชายแดน หลังพบจังหวัดตากเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการลงทุนของชาวต่างชาติจำนวนมาก โดยล่าสุดได้ส่งทีมปราบนอมินีลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงในอำเภอแม่สอดและอำเภอท่าสองยาง

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกับคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายในจังหวัดตาก สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตาก และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการใช้คนไทยเป็นตัวแทนถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือ “นอมินี” ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายและกระทบต่อการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม

หน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติการ ประกอบด้วย กอ.รมน.จังหวัดตาก สำนักงานจังหวัดตาก ตำรวจภูธรจังหวัดตาก สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก สำนักงานที่ดินจังหวัดตาก สำนักงานขนส่งจังหวัดตาก สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดตาก สำนักงานเกษตรจังหวัดตาก สำนักงานสรรพากรพื้นที่ตาก สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตาก และสำนักงานจัดหางานจังหวัดตาก

สำหรับเป้าหมายการตรวจสอบครั้งนี้ มีนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงจำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจถือครองที่ดิน และโรงงานแปรรูปและรับซื้อบุก ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในพื้นที่ชายแดน

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลสำคัญ อาทิ สถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ โครงสร้างผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท แหล่งที่มาของเงินลงทุน เอกสารทางบัญชี การเสียภาษี และการบริหารจัดการกิจการ เพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของธุรกิจที่แท้จริง

ขณะเดียวกัน ยังตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างผู้ถือหุ้นไทยและต่างชาติว่ามีลักษณะเข้าข่ายการถือหุ้นแทนหรือไม่ โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดตากร่วมตรวจสอบสิทธิการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ส่วนสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตากร่วมตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์เชิงลึกในขั้นตอนต่อไป

นายพูนพงษ์กล่าวว่า ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าจังหวัดตากมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่จำนวน 3,244 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 14,466 ล้านบาท โดยอำเภอแม่สอดเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด มีนิติบุคคลตั้งอยู่ 2,080 ราย หรือคิดเป็น 64% ของนิติบุคคลทั้งหมด

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทของอำเภอแม่สอดในฐานะประตูการค้าและการลงทุนสำคัญที่เชื่อมโยงประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการค้า การขนส่ง และการลงทุนชายแดน

จากการวิเคราะห์โครงสร้างการถือหุ้น พบว่านิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นกับคนไทยในสัดส่วนไม่เกิน 49.99% มีจำนวน 224 ราย โดยกระจุกตัวอยู่ในอำเภอแม่สอดถึง 203 ราย

ขณะที่นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป มีจำนวน 10 ราย และครึ่งหนึ่งตั้งอยู่ในอำเภอแม่สอดเช่นกัน

นายพูนพงษ์กล่าวว่า แม้การถือหุ้นร่วมกันระหว่างคนไทยและชาวต่างชาติสามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย แต่หากพบว่าคนไทยเป็นเพียงผู้ถือหุ้นในนาม ไม่มีส่วนร่วมในการลงทุน ไม่มีอำนาจบริหารจัดการ หรือใช้เงินทุนของชาวต่างชาติในการซื้อหุ้น อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

ทั้งนี้ จังหวัดตากถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการค้า การขนส่ง และการลงทุนชายแดนที่มีศักยภาพสูง จึงเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การถือครองที่ดิน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งกฎหมายกำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดเกี่ยวกับสิทธิของคนต่างด้าวไว้อย่างชัดเจน

กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบเชิงลึกและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากพบการใช้คนไทยเป็นนอมินี หรือการประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ สร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ และรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

“การลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงในจังหวัดตากครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในการป้องกันและปราบปรามการใช้โครงสร้างนิติบุคคลอำพรางการถือครองธุรกิจของคนต่างด้าว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว” นายพูนพงษ์กล่าว

นายพูนพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า การปราบปรามนอมินีไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นการรักษาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ คุ้มครองผู้ประกอบการไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการลงทุนของประเทศในระยะยาว