เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เกมเดือดเดิมพันแสนล้าน ชิงผู้ว่าฯ กทม.-นายกเมืองพัทยา

24 มิ.ย. 2569 | 09:04น.

การเลือกตั้งท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุด สำคัญที่สุด จะเกิดขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569

หนึ่ง การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.)  

สอง การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา 

เป็นการเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนได้เลือก “ผู้นำ” ของตัวเอง แต่อีกด้านหนึ่ง ก็คือทั้งสองการเลือกตั้งเป็นการเดิมพันการบริหารงบประมาณกว่าแสนล้านบาท 

เจาะงบฯ กทม.- พัทยา 

สำรวจงบประมาณ กทม. ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กทม.ได้รับอุดหนุนจากส่วนกลาง 29,321.1 ล้านบาท บวกกับงบประมาณของ กทม. ผ่านข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ของ กทม.อีก 92,700,654,060 บาท เท่ากับงบฯ 69 ทะลุ 1 แสนล้าน

ขณะที่การจัดทำข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ของ กทม. ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำ คาดว่าจะมีวงเงิน 93,000 ล้านบาท ก่อนส่งต่อให้ผู้ว่าฯ กทม. และสภา กทม.ชุดใหม่อนุมัติ 

ซึ่งตามไทม์ไลน์การจัดทำงบประมาณของ กทม. ผู้ว่าฯ กทม.หลังการเลือกตั้ง จะลงนามในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม และเสนอให้สภา กทม.พิจารณารับหลักการในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ทั้งนี้ กระบวนการทั้งหมดจนถึงประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะเกิดขึ้นช่วงกลางเดือนกันยายน  

ด้านเมืองพัทยา ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ได้รับเงินอุดหนุนจากส่วนกลางประมาณ 2,403 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2568 ที่ได้รับจำนวน 2,368.5 ล้านบาท เป็นจำนวน 34.5 ล้านบาท ยังไม่นับรายได้ที่จัดเก็บเอง เช่น ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีบำรุงท้องที่ และภาษีป้าย ยังมี “เงินสะสม” ของเมืองพัทยา ที่มีเงินฝากในธนาคาร ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 จำนวน 7,193 ล้านบาท และมีเงินสะสมประมาณ 13,000 ล้านบาท  

วิเคราะห์ “ชัชชาติ” สมัย 2 ?

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานครในครั้งนี้มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ทั้งสิ้น 4,428,736 คน และมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ก. จำนวน 4,384,713 คน โดยมีกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (First Voter) จำนวน 20,548 คน

โดยการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้มีผู้สมัครที่เป็นตัวเต็ง – ตัวรอง ขับเคี่ยวกันอยู่ในกระแส 4 ราย 

รายแรก แชมป์เก่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้สมัครอิสระ โดยมีคนที่มาแรงคือ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครอิสระ คู่แข่งสำคัญที่ลงในนามพรรคประชาชน คือ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” พรรคประชาชน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ มี “อนุชา บูรพชัยศรี” เป็นตัวชูโรง 

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ว่า นายชัชชาติน่าจะกลับมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้ง แต่มีข้อกังวลตรงที่การเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้แนวโน้มผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะออกมาใช้สิทธิน้อยกว่าปี 2565 จากเดิมที่มีผู้ใช้สิทธิ 60% หากหายไป 5% คะแนนของนายชัชชาติที่เคยได้ 1.3 ล้านคะแนน ก็จะไม่ได้เท่าเดิม

หากมีคนออกมาเลือกตั้งน้อยก็จะส่งผลกระทบมาที่ “ชัยวัฒน์” จากพรรคประชาชน อาจหล่นไปอยู่อันดับ 3 เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่เอาสีแดง และไม่เอาสีส้มในอดีต รอบนี้หันมารวมเสียงให้ “มัลลิกา” ซึ่งต่างจากการเลือกตั้ง 2565 ที่โหวตเตอร์กลุ่มนี้ 6 แสนคะแนน แตกไปเลือก พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง นายสกลธี ภัทธิยกุล นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แบ่งคนละ 2 แสนคะแนน  

แต่ครั้งนี้มารวมที่ “มัลลิกา” ที่ขอแค่ครึ่งหนึ่งจากการเลือกตั้งปี 2565 ก็ได้ 3 แสนกว่าคะแนนแล้ว ส่วน “ชัยวัฒน์” ถ้าได้คะแนนเท่ากับ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” เมื่อการเลือกตั้ง 2565 ก็แพ้หล่นมาอยู่อันดับ 3  

แม้ “ชัชชาติ” จะโดนโจมตีจากกระแส “อากง” แต่ “ดร.สติธร” มองว่า เป็นเฉพาะกลุ่มฮาร์ดคอร์การเมืองเท่านั้นที่จะรู้สึก เพราะโหวตเตอร์ กทม.ทั่วไปมองคนฉากหน้า คือ “ชัชชาติ” ส่วนคนข้างหลังโหวตเตอร์ก็รู้ว่า ใครเข้าไปก็ต้องไปดีลกับผลประโยชน์ในระบบราชการ กทม.ให้ลงตัว เพราะไม่เช่นนั้นจะทำงานไม่ได้ จึงเกิดการ “หลับตาข้างหนึ่ง” 

“ยิ่งคน กทม.ยิ่งคิดละเอียด ต้องมีมือตัวเทา ตัวดำ คอยทำงานข้างหลัง ขอให้คนออกหน้าขาวไว้ก่อนก็โอเค ขณะที่โหวตเตอร์สายก้าวหน้าวัดที่ Performance มากกว่า จะไม่จุกจิกในมุมวิธีการ แม้วิธีการอาจเทาบ้าง แต่ผลลัพธ์ออกมาเลิศ” 

ถามว่า “ชัยวัฒน์” หรือ ดร.โจ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน เหตุใดกระแสแผ่ว โพลมาอยู่อันดับ 3 ดร.สติธรอ่านว่า ไม่ได้ผิดที่ตัว “ชัยวัฒน์” แต่ผิดที่มาลงแข่งกับ “ชัชชาติ” ที่ลงสมัย 2 พรรคประชาชนก็สู้ได้แค่นี้ เพราะส่วนตัวคิดว่าพรรคประชาชนสู้ได้ยากมาก กับการที่ “ชัชชาติ” คะแนนไม่ได้ตก ทำงานมาแล้ว 4 ปี 

ส่วนเหตุผลที่มัลลิกาที่อยู่ดี ๆ แรงขึ้นมานั้น “ดร.สติธร” มองว่า เพราะความเป็นกลุ่มเป็นขั้วของโหวตเตอร์ยังอยู่ เพราะโหวตเตอร์ใน กทม.เลือกเป็นรูปแบบ ถ้าไม่เลือกแดง ไม่เลือกส้ม จะเลือกใคร ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับการเลือกตั้งสนามใหญ่ โหวตเตอร์จึงมีตัวเลือกแค่ มัลลิกา, อนุชา, ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี จากพรรคเศรษฐกิจ ไม่เหมือนการเลือกตั้งปี 2565 ที่มีตัวเลือกอย่าง สกลธี, พล.ต.อ.อัศวิน, สุชัชวีร์ 

“ดังนั้น โหวตเตอร์ที่ไม่เอาแดง ไม่เอาส้ม จึงเหลือแค่ 2 ชอยซ์ แต่อารมณ์โหวตเตอร์สายอนุรักษนิยมยังค้างอยู่ ซึ่งคนกลุ่มนี้ในการเลือกตั้งสนามใหญ่เมื่อต้นปี 2569 ที่เลือกพรรคภูมิใจไทย เมื่อไม่มีพรรคภูมิใจไทย สายอนุรักษนิยมที่ไม่เอาส้ม ไม่เอาแดง จะเลือกใคร ดังนั้น พอไม่มีตัวเลือกสีน้ำเงินก็เลือกผู้สมัครที่แหวกไปจากส้ม จากแดง ยิ่งมีโพลมาช่วยขยี้ เลือกมัลลิกา ชนะส้มก็สะใจยิ่งรวมพลังกันใหญ่” 

ส่วน “อนุชา” น่าจะได้คะแนนฐานจาก “สกลธี” บวกกับคะแนนประชาธิปัตย์แท้ ซึ่งมาจากส่วนเสี้ยวที่เคยเลือกสุชัชวีร์  

ส่วนเกม สก. “ดร.สติธร” วิเคราะห์ว่า ทุกพรรคตอนนี้ขอ สก.เยอะ ๆ แม้แต่พรรคประชาชนก็ชัด ทุกคนต้องการ สก.แต่วิธีการต่างกัน บางกลุ่มอยากได้ สก.เยอะ ก็เกาะ “ชัชชาติ” ไป แต่บางกลุ่มทำตัวว่าคนละกลุ่มกับ “ชัชชาติ” แต่ร่วมมือกับชัชชาติได้ หรือบางกลุ่มจะตรวจสอบชัชชาติเต็มที่ 

ส้มลุ้นนายกเมืองพัทยา 

ส่วนการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา “เมืองหลวงเศรษฐกิจ” ของภาคตะวันออก ที่มีผู้สมัครขับเคี่ยวกันอยู่ 5 คน ประกอบด้วย “อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร” จากพรรคประชาชน “ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์” ในนามกลุ่มเรารักพัทยา (Better Pattaya) “ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ” ลงสมัครในนามกลุ่มพัทยา 2030 “สุไฮนี เจริญสุข” ลงสมัครในนามอิสระ “อิทธิพล เนธิยคุปต์ สิงขรแก้ว” ลงสมัครในนามอิสระ

แต่ขอโฟกัสที่การแข่งขันระหว่างแชมป์เก่า “ปรเมศวร์” และ “อิทธิวัฒน์”

ผู้ว่าฯ กทม.
ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์

โดย “อิทธิวัฒน์” จากพรรคประชาชน มี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ลงไปช่วยหาเสียงอย่างแข็งขัน ทั้งนี้ “อิทธิวัฒน์” เป็นน้องชายของ “นิรันดร์ วัฒนศาสตร์สาธร” อดีตนายกเมืองพัทยา คนแรกจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2547 ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลการเมือง เมืองพัทยา ขณะที่ “ปรเมศวร์” ในนามกลุ่มเรารักพัทยา มีแบ๊กอัพตระกูล “คุณปลื้ม” หนุนหลัง 

ผู้ว่าฯ กทม.
อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร

ดร.สติธรวิเคราะห์ว่า รอบนี้พรรคประชาชนน่าจะได้ลุ้นกว่า เป็นเวอร์ชั่นส้มผนึกกับการเมืองบ้านใหญ่ เป็นส้มปรับตัว ไม่ได้เอาคนประเภท No Name มีการลงพื้นที่ ดังนั้น การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาสูสีกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 และอาจจะมีพลิก ขึ้นกับขั้วอำนาจในชลบุรี การปะทะระหว่างบ้านใหญ่คุณปลื้ม – บ้านใหม่ชมกลิ่น 

แม้ว่าทั้ง 2 บ้านจะมาอยู่ในพรรคภูมิใจไทย แต่ “ดร.สติธร” มองว่า 

บ้านใหญ่ – บ้านใหม่ ต่อให้จับขั้วมาอยู่ในพรรคเดียวกันแล้ว แต่สุดท้ายพอเป็นการเลือกตั้งสนามเล็ก ต้องมองว่าถิ่นใครถิ่นมัน และต้องมองไปถึงการแข่งขันกันต่อในการเลือกตั้งสนามใหญ่ 

“พูดง่าย ๆ ทั้งสองสาย บ้านใหญ่คุณปลื้ม กับบ้านใหม่ชมกลิ่น ทั้ง 2 สายก็อยากกินรวบ จึงมีข่าวกระเส็นกระสายออกมาว่า ฝั่งหนึ่งมีแอบเกียร์ว่าง แค่ไม่ไปช่วยคู่แข่ง ทุกวันนี้ทั้งสองฝั่งก็แทบจะขี่กันเอง จึงทำให้ผู้สมัครพรรคประชาชนมีลุ้น เพราะผู้สมัครพรรคประชาชนก็มีกระแสในพื้นที่ บวกกับกระแสพรรคประชาชนมาบวก ก็ทำให้สู้เต็มที่ 

ขณะที่บ้านใหญ่ บ้านใหม่มีการเกียร์ว่าง ไม่ช่วยกันหนุนเต็มที่ สนามเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาจึงอาจพลิกได้”