เสี่ยง ‘ถ่วงเศรษฐกิจ’ ระยะยาวเตือน ‘ยุโรป’ อย่านอนใจ ‘คลื่นความร้อน’
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
ปรากฏการณ์ “คลื่นความร้อน” (Heatwave) ที่กำลังเล่นงานยุโรปในรอบนี้ นับว่ารุนแรงสาหัสที่สุดและกินเวลายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ และยังทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดใหม่ โดยเฉพาะฝรั่งเศส สเปน และสหราชอาณาจักร ที่อุณหภูมิพุ่งสูงอย่างน่าตกใจ โดยมีสเปนทำสถิติสูงสุดไปแล้วที่ 45.1 องศาเซลเซียส ส่งผลให้หลายประเทศในยุโรปตะวันตกและยุโรปกลางต้องประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด
อุณหภูมิที่ร้อนในระดับเผาไหม้ และคร่าชีวิตชาวยุโรปไปนับร้อยคน เป็นผลของมวลอากาศร้อนจากแอฟริกาเหนือและทะเลทรายซาฮาร่าถูกกักเก็บไว้อย่างยาวนานเหนือทวีปยุโรป โดยไม่มีกระแสลมช่วยระบาย จึงมีสภาพเหมือน “โดม” หรือ “ฝาชี” ครอบอากาศร้อนนั้นเอาไว้
หลายประเทศอย่างฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สั่งปิดการเรียนการสอนชั่วคราว กิจกรรมหลายอย่างถูกยกเลิก ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างเริ่มมีปัญหา เนื่องจากไม่ได้รับการออกแบบเผื่อไว้สำหรับอากาศร้อนขนาดนี้ เช่น รางรถไฟ เริ่มโก่งตัวจากความร้อนสูง บริการรถไฟแห่งชาติในเบลเยียมต้องยกเลิกขบวนรถในชั่วโมงเร่งด่วนเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับระบบรถไฟ
ชาวยุโรปไม่มีทางเลือกรับมือความร้อนมากนัก เนื่องจากบ้านเรือนส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีบ้านเรือนเพียง 19% ที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ต่างจากสหรัฐอเมริกาที่ 90% ของครัวเรือนมีเครื่องปรับอากาศ อาคารและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ของยุโรปถูกออกแบบมาให้กักเก็บความร้อน ให้มีความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาวที่ยาวนานในแต่ละปี แต่เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป อุณหภูมิสูงขึ้น สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้กลายเป็นที่กักเก็บความร้อนชั้นดี ส่งผลให้การนั่งทำงานหรืออยู่อาศัยในอาคารเหล่านี้ร้อนสุดทรมาน ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบต่อ “เศรษฐกิจ” และอีกหลายด้าน
อลิอันซ์ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจระดับโลกด้านประกันภัยและการจัดการทรัพย์สิน ชี้ว่า ความร้อน “สุดขั้ว” สร้างความเสี่ยงในระดับ “โครงสร้าง” ให้กับยุโรปอย่างสูง เพราะยุโรปมีความอ่อนแอหลายด้าน ทั้งประชากรที่กำลังแก่ชรา ขณะที่ศูนย์กลางในเมืองที่มีความหนาแน่นเต็มไปด้วยอาคารที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รับมืออากาศร้อนสุดขีดในเชิงสถาปัตยกรรม อีกทั้งมีครัวเรือนเพียง 19% ที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ
ทั้งนี้หากอุณหภูมิเกิน 30 องศาเซลเซียส ความสูญเสียด้านผลิตภาพ (Productivity) จะเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว หากไม่มีการปรับเปลี่ยนเพื่อป้องกันสภาวะโลกร้อน คลื่นความร้อนจะกลายเป็นตัวถ่วงในเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจระยะยาว
ทีมวิเคราะห์ของอลิอันซ์ประเมินว่า หากอุณหภูมิร้อนจัดเกิดขึ้นระหว่างปีนี้ (2026) ไปจนถึงปี 2030 จะสร้างความสูญเสียสะสมให้กับจีดีพีระหว่าง 5-7% นั่นหมายถึงฝรั่งเศสจะสูญเสียไป 2.4 แสนล้านยูโร อิตาลี 1.47 แสนล้านยูโร เยอรมนี 1.31 แสนล้านยูโร และ 1.2 แสนล้านยูโรสำหรับสเปน นอกจากนั้นการจัดเก็บภาษีก็จะลดลงเช่นกัน กรณีฝรั่งเศสคาดว่าจะเก็บภาษีได้ลดลง 1.8% เพราะต้องมีการเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานและการดูแลสุขภาพของประชาชน ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ของยุโรปหลายประเทศแย่ลงไปอีก จากปัจจุบันที่มีปัญหาด้านขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเหลือพื้นที่จำกัดมากสำหรับการกู้ยืม
อลิอันซ์เตือนว่า คลื่นความร้อนไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่คือ “ทิศทาง” เลยทีเดียว อากาศร้อนสุดขั้ว สร้างค่าใช้จ่ายและต้นทุนให้กับพวกเราทั้งหมด ทั้งแรงงาน ธุรกิจ ผู้เสียภาษี ขณะเดียวกัน มันมีความแตกต่างระหว่างประเทศที่ปรับตัวรับมืออากาศร้อนไปแล้วเรียบร้อย กับประเทศที่เอาแต่รอคอย ดังนั้นจึงดีกว่าที่จะเลิกปฏิบัติต่อคลื่นความร้อนเหมือนเป็นแค่ “ฤดูร้อนธรรมดา” และเริ่มปฏิบัติต่อมันในฐานะ “ความท้าทาย” อย่างถาวรของนโยบายเศรษฐกิจ
อลิอันซ์ระบุว่า ผลกระทบจากคลื่นความร้อนต่อเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสูญเสียผลิตภาพของแรงงานเท่านั้น แต่มีแนวโน้มจะลดความกระตือรือร้นของบริษัทต่าง ๆ ในการลงทุน ทำให้ภาคธุรกิจลดการใช้จ่ายและลดการจ้างงาน และถึงแม้คลื่นความร้อนจะมาเยือนยุโรปเร็วขึ้นทุกปี แต่ยังไม่พบว่ามีประเทศใดในยุโรปจัดเตรียมตัวเองให้พร้อมอย่างเหมาะสมเพื่อรับมือ
ธนาคารกลางยุโรปยังแสดงความเป็นห่วงว่าอากาศร้อนจัดอาจทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นอันเนื่องมาจากความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศ ซึ่งอาจนำไปสู่ราคาอาหารที่แพงขึ้นและเงินเฟ้อสูงขึ้น
ในปัจจุบันมีการยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า อากาศร้อนจัดส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อผลิตภาพและคุกคามเศรษฐกิจยุโรปที่ซบเซาอยู่แล้ว บรรดานักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตน้อยลง ถ้าหากไม่ปรับปรุงอาคารเก่าแก่และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ให้เอื้ออำนวยต่อการทำงานในฤดูร้อน
โรเบิร์ต มาร์กส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ชี้ว่า อุณหภูมิระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียส จะนำไปสู่การสูญเสียผลิตภาพอย่างมาก และปั่นป่วนการทำงานของภาคก่อสร้าง เกษตรกรรม การผลิต ค้าปลีก โรงพยาบาลและเซ็กเตอร์อื่น ๆ ซึ่งเซ็กเตอร์เหล่านี้คิดเป็น 27% ของกิจกรรมเศรษฐกิจทั้งหมดของสหราชอาณาจักรและ 35% โดยเฉลี่ยของยุโรปตะวันตก การที่มีคลื่นความร้อนถึง 4 วัน อาจทำให้ผลิตภาพของแรงงานรายไตรมาสลดลง 1.5% ในสหราชอาณาจักร และ 2% ในยุโรปตะวันตก
ขณะที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศประเมินว่า ในปี 2030 การสูญเสียชั่วโมงทำงานมากที่สุดในยุโรปตะวันตก ยุโรปเหนือและใต้ จะเกิดขึ้นกับภาคการเกษตร และก่อสร้าง
ท่ามกลางแนวโน้มที่คลื่นความร้อนจะกลายเป็นเรื่อง “ปกติใหม่” มากกว่าจะเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ในวิกฤตก็มีโอกาส นักลงทุนบางส่วนเริ่มคิดทบทวนวิธีจัดเตรียมพอร์ตการลงทุนสำหรับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันเนื่องจากอากาศร้อนจัด
“สเตฟานี นิเวน” ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอ ของ Ninety One บริษัทบริหารสินทรัพย์ระดับโลก เปิดเผยว่า ทีมงานของเธอมีมุมมองว่าสภาวะอากาศที่รุนแรงขึ้นในยุโรปสร้างความเติบโตของโอกาสการลงทุน จึงมองหาบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์และทางออกที่ช่วยให้ประชาชนตอบสนองต่อภาวะดังกล่าว ดังนั้นจึงเน้นการลงทุนในบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการลดคาร์บอน การปรับตัวรับมือสภาพภูมิอากาศ น้ำและการจัดการมลพิษ การเข้าถึงบริการทางการเงินและผลกระทบด้านสุขภาพ และหนึ่งในธุรกิจที่บริษัทโฟกัสอย่างกว้างขวางคือประกันภัย
นิเวนบอกว่า ภาวะแล้งจัดหรือเอลนีโญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นช่วงปลายปี อาจเขย่าอุตสาหกรรมประกันภัยในรูปแบบที่นักลงทุนควรเฝ้าจับตา เอลนีโญที่รุนแรงขึ้นอาจกระทบวัฏจักรของประกันภัยอย่างน่าสนใจ เพราะมีแนวโน้มว่าความเสียหายจะมีขนาดใหญ่ นี่ก็เป็นโอกาสสำหรับประกันภัย ที่จะเสนอแผนคุ้มครองให้เหมาะกับความเสี่ยง