‘เทอร์โมมิเตอร์’ คือ ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจตัวใหม่ ภายในปี 2029 ของชาวยุโรป
ตัวเลข GDP อาจไม่เพียงพอ เมื่อคลื่นความร้อนในยุโรปหนักข้อขึ้นทุกปี ‘เบอร์เซสกี’ นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมนีชี้ ‘เทอร์โมมิเตอร์’ คือดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจใหม่ ภายในปี 2029
คลื่นความร้อนในยุโรปคร่าชีวิตพลเมืองไปกว่า 1,300 ราย ซ้ำร้ายยังฉุดรั้งเศรษฐกิจทั้งทวีป โดยเฉพาะในประเทศเยอรมนี หัวหอกใหญ่ทางเศรษฐกิจของกลุ่มสหภาพยุโรป
ทั้งในด้านสุขภาพ ระบบนิเวศธรรมชาติ ผลผลิตทางการเกษตร สิ่งก่อสร้าง รวมถึงทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของแรงงานลดลง
ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลายประเทศอย่างฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ และเยอรมนี ประสบกับอุณหภูมิร้อนจัด ทำลายสถิติสูงสุดในรอบหลายปี
โดยเฉพาะในฝรั่งเศสที่ร้อนระอุ จวนให้นึกถึงเหตุการณ์คลื่นความร้อนเมื่อปี 2003 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 70,000 คน ซึ่งผลกระทบจากความร้อนครานี้ ทำให้โรงพยาบาลประสบปัญหาระบบทำความเย็นและระบบไอทีที่ใช้งานไม่ได้ หรือแม้แต่ฝรั่งเศสเอง ก็ต้องสั่งปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ชั่วคราวถึงสองแห่งเพราะขาดแคลนน้ำสำหรับใช้ระบายความร้อน
คาร์สเตน เบอร์เซสกี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ING มองว่า คลื่นความร้อนในตอนนี้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจหนักพอๆ กับช่วงที่มีการล็อกดาวน์โควิด-19
เพราะมันทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก ไม่ว่าจะเป็นถนนที่เงียบเหงา โรงเรียนต้องปิดทำการ บริการรถไฟมีปัญหา และภาคส่วนอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย
เขาเปรียบเปรยไว้ว่า เทอร์โมมิเตอร์หรือเครื่องวัดอุณหภูมิกลายเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจไปแล้ว เพราะความร้อนที่สูงขึ้นคือสัญญาณเตือนของภาวะเศรษฐกิจที่จะชะลอตัวลงด้วย
ที่ผ่านมาเราอาจจะมองว่าปัญหาความร้อนเป็นเรื่องของยุโรปใต้ แต่ข้อมูลในปัจจุบันชี้ชัดแล้วว่า เยอรมนีจะกลายเป็นประเทศที่ได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจสะสมจากความร้อนมากเป็นอันดับสามของทวีปภายในปี 2030
ไม่ใช่เพราะอากาศที่นั่นร้อนเหมือนเมืองทางใต้ แต่เป็นเพราะ ที่อยู่อาศัย รวมถึงภาคการก่อสร้างและโลจิสติกส์ของเยอรมนีถูกออกแบบมาเพื่อรองรับอากาศที่เย็นกว่านี้ เมื่อเจอกับความร้อนสุดขั้วจึงปรับตัวไม่ทัน
ธนาคารโลกยังเคยรายงานไว้เมื่อต้นปี 2026 ว่า เยอรมนียังขาดแผนการจัดการเรื่องความเครียดจากความร้อนที่ครอบคลุมเพียงพอ
ภาคธุรกิจทั่วยุโรปส่งเสียงเตือนออกมาเรื่อย ๆ ว่าสภาพอากาศที่แปรปรวน คือ เป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ขัดขวางกระบวนการผลิต ที่แม้ว่าราคาพลังงานจะปรับตัวลดลงช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทต่าง ๆ ได้บ้าง แต่ความร้อนจัดก็ยังสร้างปัญหาใหม่ ๆ ที่ซ้ำเติมเข้ามาไม่หยุด
ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญที่ลดเหือดลงจนทำให้การขนส่งสินค้าทางเรือเป็นไปอย่างยากลำบาก
รวมถึงประสิทธิภาพในการทำงานของแรงงานที่ต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงเกินกว่าจนหมดแรงกำลัง
หากมองย้อนไปที่การศึกษาในปี 2021 พบว่าการสูญเสีย GDP ของยุโรปที่เกิดจากการที่แรงงานทำงานได้ลดลงเพียงอย่างเดียวนั้นสูงถึง 0.3-0.5% และในบางพื้นที่อาจสูงถึง 1%
ยิ่งถ้านำค่าใช้จ่ายเรื่องการทำความเย็น การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมที่ทำให้ผลผลิตเสียหายมารวมด้วยแล้ว ผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งธนาคารกลางยุโรปเองก็ได้ประเมินว่าความร้อนและภัยแล้งจะดันให้เงินเฟ้อด้านราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นไปอีกในอีก 30 ปีข้างหน้า
คาดการณ์จาก Allianz Trade ระบุว่า ในช่วงปี 2026-2030 เยอรมนีอาจเผชิญกับการสูญเสีย GDP รวมสูงถึง 131 พันล้านดอลลาร์ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน ก็มีความเสี่ยงจะเสียหายรวมกันหลายแสนล้านดอลลาร์ จากประสิทธิภาพการทำงานลดลงและต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
งานวิจัยร่วมจากมหาวิทยาลัย Mannheim และธนาคารกลางยุโรป ประเมินความเสียหายจากคลื่นความร้อนและน้ำท่วมในปี 2025 ไว้ว่า
เศรษฐกิจยุโรปสูญเสียผลผลิตไปประมาณ 0.3% และตัวเลขความเสียหายนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็น 0.8% ภายในปี 2029 หากนับรวมความสูญเสียจากประสิทธิภาพแรงงาน ปัญหาสินค้าขาดแคลน และการท่องเที่ยวที่ซบเซา ธนาคารโลกแนะนำให้รัฐบาลแต่ละประเทศรีบออกมาตรการด่วน เช่น ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนลงทุนเรื่องฉนวนกันความร้อน ระบบระบายอากาศ และระบบทำความเย็นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อรับมือกับอนาคต