ป.ป.ส.กาง 3 พิรุธ ‘แอร์สาว’ – นักกฎหมายแง้มช่องสู้คดีแต่ยาก
การบินไทย
บินไทย ย้ำกฎเหล็ก “ห้ามพนักงานรับฝากหรือหิ้วของจากผู้อื่นเด็ดขาด” ไม่ว่าเล็ก-ใหญ่ ป.ป.ส. กาง 3 พิรุธ-บี้เส้นทางเงิน ด้านนักกฎหมายชี้อ้าง Innocent Agency ไร้เจตนา-ตกเป็นเหยื่อสู้คดีทำได้ แต่ยาก
กรณีอื้อฉาวพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรและตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) จับกุมตัวที่เมืองเมลเบิร์น พร้อมของกลางยาเสพติดประเภทเฮโรอีน 1 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 11 ล้านบาท
จันทริกา โชติกเสถียร ประธานเจ้าหน้าที่สายทรัพยากรบุคคล บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในรายการโหนกระแสว่า ทางบริษัทได้สั่ง “พักงาน” พนักงานรายดังกล่าวทันทีที่ทราบเรื่อง เตรียมพร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและวินัยอย่างเร่งด่วน โดยเน้นย้ำว่าบริษัทมีกฎเหล็กที่เข้มงวด “ห้ามพนักงานรับฝากหรือหิ้วของจากผู้อื่นเด็ดขาด” ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของขนาดเล็กเพียงใดก็ตาม เพื่อป้องกันการใช้สถานะอาชีพไปแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว
จากการตรวจสอบประวัติการทำงาน พนักงานคนดังกล่าวมีประวัติขาวสะอาด ผ่านการตรวจประวัติอาชญากรตามมาตรฐาน และตารางบินดังกล่าวเป็นไปตามวงรอบปกติ ไม่พบความผิดปกติในการแลกตารางบินกับเพื่อนร่วมงานแต่อย่างใด แม้ว่ารายได้เฉลี่ยของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเข้าใหม่ของการบินไทยจะอยู่ที่ประมาณ 50,000 – 60,000 บาทต่อเดือน แต่ก็ยังคงเป็นที่ทราบกันว่าพนักงานหลายคนรับหิ้วของซึ่งผิดกฎบริษัทเป็นรายได้เสริม
ป.ป.ส. ชี้ 3 จุดพิรุธ
ด้าน อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้ให้ข้อมูลผ่านการโฟนอินเข้ามาในรายการระบุถึงข้อสังเกตและปมพิรุธในคดีนี้ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
- พฤติกรรมขัดแย้งกับประสบการณ์ พนักงานรายนี้ทำงานมาแล้ว 2 ปี ไม่ใช่เด็กใหม่ ย่อมต้องทราบกฎเหล็กของบริษัทเป็นอย่างดี
- กล้ารับฝากของจากคนแปลกหน้า ไม่รู้จัก พัสดุไม่มีชื่อผู้ส่ง มีเพียงชื่อผู้รับปลายทาง แถมติดต่อผ่านเฟซบุ๊กโปรไฟล์ปลอม
3. ความผิดปกติของน้ำหนัก ของกลางถูกซุกซ่อนในกระเป๋าผ้าลายช้าง 2 ใบ จากทั้งหมด 12 ใบ ซึ่งใบที่มีปัญหามีน้ำหนักต่างจากใบอื่นถึง 900 กรัม (เกือบ 1 กิโลกรัม) ซึ่งตามหลักการจัดกระเป๋า ผู้หิ้วควรจะรับรู้ถึงความผิดปกติตั้งแต่แรก
สำหรับเส้นทางการเงิน จากการตรวจสอบบัญชีธนาคารจำนวน 2 เล่มของพนักงานและครอบครัว เบื้องต้นยังไม่พบการโอนเงินก้อนใหญ่ที่ผิดปกติ
นอกจากนี้ ป.ป.ส. พบหลักฐานว่ามีการติดต่อว่าจ้างผ่าน Facebook Messenger จากเพจชื่อ “Road Road” ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยตกลงค่าจ้างหิ้วของในราคา 8,800 บาท ทว่าพนักงานรายนี้ยังไม่ได้รับเงินเนื่องจากสินค้ายังไปไม่ถึงปลายทาง โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนความเชื่อมโยงกับบุคคลที่ชื่อ “แป้ง” เพิ่มเติม
รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์จับกุมเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ณ ท่าอากาศยานเมืองเมลเบิร์น โดยสุนัขตำรวจ (K9) ได้ส่งสัญญาณเตือนเมื่อดมกลิ่นสัมภาระใบใหญ่ เจ้าหน้าที่ศุลกากรจึงทำการตรวจค้นอย่างละเอียด ทำให้พบว่าเฮโรอีนถูกแปรรูปให้เป็นแผ่นบาง ซุกซ่อนไว้ใน “ซับใน” ของกระเป๋าผ้าลายช้างขนาดเล็ก
มีการเย็บตาข่ายรัดไว้อย่างแน่นหนาเพื่อไม่ให้ยาเสพติดไหลไปกองรวมกันที่ก้นกระเป๋า ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องใช้มีดกรีดซับในออกมาจึงจะพบของกลาง น้ำหนักรวมประมาณ 1 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าในตลาดออสเตรเลียราว 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 11 ล้านบาทไทย
ประเด็นเรื่อง หลุดเครื่องสแกนสนามบินไทย ? ป.ป.ส. อธิบายว่า เครื่องเอกซเรย์ขาออกของสนามบินทั่วโลก เน้นตรวจหา “วัตถุระเบิดและโลหะ” เพื่อความปลอดภัยบนอากาศยานเป็นหลัก ส่วนการตรวจหายาเสพติดแบบเข้มข้นจะใช้สุนัขดมกลิ่นที่ฝั่ง “ขาเข้า” ของประเทศปลายทาง
นักกฎหมายชี้โทษจำคุก 25 ปี แง้มช่องสู้คดีแต่ยาก
ในส่วนของกระบวนการยุติธรรม พนักงานต้อนรับรายนี้ถูกตั้ง 2 ข้อหาหนัก คือ นำเข้ายาเสพติด และครอบครองยาเสพติด โดย ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อัยการอาวุโส สำนักงานการสอบสวน ให้ความเห็นทางกฎหมายว่า ในทางปฏิบัติคดีลักษณะนี้มักเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ซึ่งศาลออสเตรเลียอาจลงโทษบทหนักสุดคือ จำคุก 25 ปี
อย่างไรก็ตาม แนวทางการต่อสู้คดีในชั้นศาลสามารถนำสืบในประเด็น “Innocent Agency” หรือการตกเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดโดยไม่มีเจตนาและไม่มีส่วนรู้เห็น สามารถทำได้ แม้จะยากมาก เนื่องจากทางจำเลยจะต้องมีพยานหลักฐานที่แน่นหนาและชัดเจนเพื่อพิสูจน์ต่อศาลว่าตนเองถูกหลอกลวงอย่างแท้จริง
ซึ่งขณะนี้หน่วยงานปราบปรามยาเสพติดของออสเตรเลีย (AFP) ประจำประเทศไทย ได้ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ ป.ป.ส. โดยการขยายผลสืบสวนหาตัวการใหญ่ที่เป็น “ต้นน้ำ” ผู้ส่งส่งมอบยาเสพติดในประเทศไทย และ “ปลายน้ำ” ผู้รับของในออสเตรเลีย เพื่อนำตัวกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ที่มา – รายการโหนกระแส