ยุโรปร้อนแรง ค่าไฟแพง บ้านเก่า รัฐมอง ‘แอร์’ สินค้าสิ้นเปลือง
หน้าร้อนที่ยุโรปโหดร้ายขึ้นทุกปี และคร่าชีวิตคนไปแล้วกว่า 1,300 ราย รอบนี้ดูท่าจะแย่กว่าเดิม เพราะบ้านเรือนส่วนใหญ่ในยุโรปไม่ได้มีการติดตั้งแอร์ เพราะนับเป็นของแรร์ในเมือง
คลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมรุนแรงและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ กำลังทำลายสถิติอุณหภูมิเดิมราบคาบ โดยเฉพาะผลกระทบจาก ‘โดมความร้อน’ ที่ม้วนเอาความร้อนจากแอฟริกาเหนือขึ้นมา
ดันให้อุณหภูมิพุ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานถึง 15 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ผู้คนหลายล้านคนต้องเอาชีวิตรอดจากสภาพอากาศที่ร้อนทะลุ 40 องศาเซลเซียส
ลองคิดภาพตามว่า ในขณะที่ครอบครัวชาวอเมริกันเปิดแอร์กันเกือบทั้งประเทศสูงถึง 90% แต่ในยุโรปกลับมีบ้านที่มีแอร์เฉลี่ยเพียง 20% เท่านั้น แม้แต่ในฝรั่งเศสที่เพิ่งเผชิญหน้ากับวันที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ก็มีครัวเรือนที่เข้าถึงเครื่องปรับอากาศเพียง 25% ส่วนในสเปนและอิตาลีอยู่ที่ประมาณ 50%
หลายคนอาจจะสงสัยว่า ยุโรปก็ออกจะรวย แต่ทำไมถึงไม่อยากติดแอร์หรือเครื่องปรับอากาศกัน เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่เบื้องหลังหลายข้อ
อดีตเคยเย็น
ในประวัติศาสตร์ ประเทศแถบยุโรป โดยเฉพาะทางตอนเหนือและตอนกลาง มีสภาพอากาศที่เย็นสบายมาตลอด
ต่อให้มีช่วงที่ร้อนจัดบ้างก็เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน ไม่ได้ลากยาวเป็นสัปดาห์เหมือนในปัจจุบัน
ไบรอัน มาเธอร์เวย์ หัวหน้าสำนักงานด้านประสิทธิภาพพลังงานของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ยุโรปไม่มี วัฒนธรรมการใช้เครื่องปรับอากาศ มาก่อน เพราะมันไม่ใช่สิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันเหมือนกับฮีตเตอร์ทำความร้อน
แอร์จึงถูกจัดหมวดหมู่ให้เป็นเพียง ‘สินค้าฟุ่มเฟือย’
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจก็เป็นกำแพง ค่าไฟฟ้าในยุโรปแพงกว่าสหรัฐมาก ในขณะที่รายได้เฉลี่ยของประชากรกลับต่ำกว่า ต้นทุนค่าติดตั้งและการเปิดใช้งานแอร์ในระยะยาวจึงกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เกินเอื้อมสำหรับครัวเรือนทั่วไป
เกณฑ์อนุรักษ์อาคารเก่า
โครงสร้างตึกราบ้านช่องในยุโรปเป็นอุปสรรค เพราะอาคารส่วนใหญ่บนทวีปนี้มีอายุเก่าแก่และถูกสร้างขึ้นก่อนที่เทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศจะแพร่หลาย
BBC ระบุว่า บ้าน 1 ใน 6 หลังที่ถูกสร้างขึ้นก่อนปี ค.ศ. 1900 จะนำระบบทำความเย็นส่วนกลางไปติดตั้งในตึกหินโบราณเป็นเรื่องยากและซับซ้อนมากในทางเทคนิค
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาคือกฎระเบียบของหน่วยงานรัฐท้องถิ่น
ริชาร์ด แซลมอน ผู้อำนวยการบริษัทแอร์ในอังกฤษ เปิดเผยว่า คำขอติดตั้งเครื่องปรับอากาศของประชาชนมักถูกปฏิเสธ โดยเฉพาะในเขตอนุรักษ์หรืออาคารที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากรัฐมองว่าการเอาคอมเพรสเซอร์แอร์ไปติดตั้งภายนอกอาคารจะทำลายทัศนียภาพและความสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์ของเมือง
ลูปร้อน วงจรอุบาทว์
ประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดในสภา คืออุดมการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม
ยุโรปเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนนโยบายลดโลกร้อน ตั้งเป้าหมายที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้ได้ภายในปี 2050
แต่เครื่องปรับอากาศเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินพลังงานอย่างมหาศาล ซึ่งในหลายประเทศยุโรป พลังงานไฟฟ้ายังคงได้มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ทำลายโลก อีกทั้งสารทำความเย็นที่ใช้ในแอร์ยังเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มักเกิดการรั่วไหลซึมออกมา
นอกจากนี้ แอร์ยังมีกลไกที่ข้างในเย็น แต่ปล่อยลมร้อนออกข้างนอก ซึ่งก่อให้เกิดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heating Effect)
ผลการศึกษาในกรุงปารีสพบว่า หากประชาชนแห่เปิดแอร์พร้อมกัน ลมร้อนที่ปล่อยออกมาจะดันให้อุณหภูมิบนท้องถนนพุ่งสูงขึ้นได้อีก 2-4 องศาเซลเซียส มันจึงกลายเป็นวงจรอุบาทว์ ยิ่งอากาศร้อน คนยิ่งเปิดแอร์ และพอเปิดแอร์ เมืองรอบตัวก็ยิ่งร้อนขึ้นไปอีก จนรัฐบาลบางประเทศอย่างสเปน ต้องออกกฎหมายบังคับให้แอร์ในสถานที่สาธารณะตั้งอุณหภูมิห้ามต่ำกว่า 27 องศาเซลเซียสเพื่อตัดวงจรการใช้พลังงานนี้
ถกขยายกรอบ ปลอบประชาชน
แต่ในปี 2026 เมื่อตัวเลขผู้เสียชีวิตจากความร้อนพุ่งสูงกว่า 1,300 ราย และยุโรปร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เร็วเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยโลก แรงกดดันทางการเมืองบีบให้เกิดการแย่งชิงคะแนนเสียงผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
ฝั่งขวาประชานิยม (มารีน เลอเปน): เสนอแผน ‘Plan Clim’ อัดฉีดเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยสูงถึง 20,000 ล้านยูโร (ประมาณ 7.57 แสนล้านบาท) เพื่ออุดหนุนให้ครัวเรือน 30-40 ล้านหลังติดตั้งแอร์ รวมถึงติดตั้งในโรงเรียนและโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่นักเศรษฐศาสตร์ว่าจะเป็นการสร้างภาระทางการคลังที่ไม่ได้คำนวณต้นทุนอย่างรอบคอบ
ปีกซ้าย พรรคกรีน โดย มารี ตองเดอลีเย: ต้องยอมกลืนน้ำลายและทำลายเกณฑ์เดิม ยอมรับให้รัฐบาลใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อติดตั้งแอร์ในสถานที่สาธารณะเพื่อรักษาชีวิตคน
ผลกระทบภาคการท่องเที่ยว
London Daily News ระบุชัดว่า ภาคการท่องเที่ยว คือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจยุโรป เผชิญกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ในปัจจุบัน นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเริ่มใช้ทัศนะคติ “การมีระบบปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพ” เป็นเกณฑ์หลักในเพื่อเลือกโรงแรม ที่พัก หรือระบบขนส่งมวลชน
ธุรกิจโรงแรมหรืออพาร์ตเมนต์ให้เช่าที่ไม่มีแอร์ อาจสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดและความสามารถในการแข่งขัน
ขณะที่ผู้ให้บริการขนส่งมวลชนต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ตัวอย่างเช่นในปารีสที่มีการตั้งเป้าจะติดตั้งแอร์ในรถบัสและรถไฟทุกขบวนภายในปี 2032 เพื่อรักษามาตรฐานการบริการ เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้กลายเป็นรายจ่ายฝ่ายทุน (CapEx) ก้อนโตที่รัฐและเอกชนต้องแบกรับเพื่อไม่ให้ภาคการท่องเที่ยวทรุดตัว