คุยกับมือปั้น ‘Dime!’ ถอดรหัสแอปลงทุนขวัญใจ Gen Z
ธนกฤต รุ่งโรจน์ชัยพร
“การรับรู้ผลขาดทุนในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจสตาร์ตอัพเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากองค์กรมีความจำเป็นต้องเผชิญกับต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) ตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานบนระบบคลาวด์เซิร์ฟเวอร์ และงบประมาณด้านการตลาดเพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน”
คำให้สัมภาษณ์พิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟของ “ธนกฤต รุ่งโรจน์ชัยพร” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจ (CBO) บริษัทหลักทรัพย์เคพีไดม์ จำกัด (KKP Dime) ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่น Dime! กับทาง “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงการดำเนินธุรกิจในช่วงเริ่มต้น จนกระทั่งพลิกมามีกำไร ตลอดจนการพัฒนาต่อไปในอนาคต
ชูจุดแข็ง “เข้าใจ” ผู้ลงทุนรายย่อย
“ธนกฤต” กล่าวว่า แม้ว่าในปัจจุบันทิศทางการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์แบบดั้งเดิมจำนวนมากในประเทศไทย จะเริ่มหันมาเปิดให้บริการซื้อขายสินทรัพย์ในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น แต่สำหรับแอป Dime! บริษัทยังคงเชื่อมั่นในจุดแข็งดั้งเดิมที่ยากจะลอกเลียนแบบ นั่นคือความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการของนักลงทุนรายย่อยและกลุ่มผู้เริ่มต้นจากศูนย์
โดยนวัตกรรมบริการที่ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการทลายข้อจำกัดและอุปสรรคของการเข้าถึงตลาดทุน ประกอบด้วย “ระบบเศษหุ้น” ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าซื้อหุ้นจดทะเบียนในสหรัฐได้ด้วยสัดส่วนทศนิยม โดยกำหนดมูลค่าเงินลงทุนขั้นต่ำเริ่มต้นเพียง 50 บาท ช่วยลดปัญหาเรื่องราคาหุ้นต่อตัวที่สูงเกินไป
และ “ระบบแลกเปลี่ยนเงินตราอัตโนมัติ” ระบบจะดำเนินการจับคู่และแปลงค่าเงินบาทเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐให้โดยอัตโนมัติในขณะที่ผู้ใช้งานส่งคำสั่งซื้อ ช่วยตัดขั้นตอนที่ยุ่งยากในการบริหารบัญชีพักเงินตราต่างประเทศออกไป
“การออกแบบระบบทั้งหมดของ Dime! ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิดการลดความซับซ้อนให้ได้มากที่สุด เพราะเราเชื่อว่าความยุ่งยากในขั้นตอนปฏิบัติคืออุปสรรคเชิงโครงสร้างที่สกัดกั้นไม่ให้คนจำนวนมากเริ่มต้นลงมือลงทุน”
แอปลงทุนที่เข้าถึงหัวอก Gen Z
“ซีบีโอ KKP Dime” บอกว่า เม็ดเงินและการขับเคลื่อนหลักบนแอป Dime! มาจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยผู้ใช้งานมากกว่าครึ่งเป็นกลุ่ม Gen Z ที่เหลือเกือบทั้งหมดเป็นกลุ่ม Gen Y ขณะที่สินทรัพย์อันดับแรกที่นักลงทุนกลุ่มนี้เลือกเปิดสถานะซื้อ ส่วนใหญ่เป็นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ ที่เป็นหุ้นบริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น Nvidia, Microsoft และ Google เป็นต้น หรือ “หุ้นแก๊งนางฟ้า”
“กลุ่ม Gen Z เป็นกลุ่มที่มีการเข้าใช้งานระบบและทำธุรกรรม หรือ Active Users บ่อยครั้งที่สุด เนื่องจากคนเหล่านี้เป็นประชากรยุคดิจิทัลโดยกำเนิด ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนและอยู่ท่ามกลางข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาลตลอดเวลา”
โดยกลยุทธ์สำคัญที่ Dime! นำมาใช้ดึงดูดใจ ประกอบด้วย 2 เสาหลัก คือ 1.การพัฒนาฟีเจอร์ให้ตรงตามสไตล์การดำเนินชีวิต และ 2.การปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารสู่ลักษณะ “Real” และมีความเป็นกันเอง หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาทางการในรูปแบบองค์กร
“เราเลือกที่จะวางตำแหน่งของแบรนด์ให้เป็นเหมือน ‘เพื่อนคู่คิดหรือบัดดี้’ ผ่านการสรุปเนื้อหาข้อมูลการลงทุนให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา มีการนำสถานการณ์จริง เช่น ภาวะขาดทุน (ติดดอย) หรือการสร้างกำไร มาสื่อสารในมุมขบขันและเข้าถึงง่าย ซึ่งส่งผลให้แบรนด์สามารถสร้างความผูกพันกับคนรุ่นใหม่ได้ดีกว่า”
เปิดสูตรพลิกกำไร 280 ล้าน
“ธนกฤต” กล่าวอีกว่า แอป Dime! เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) ที่สร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่ช่วง 3 ปีแรกบริษัทมีผลประกอบการขาดทุนเฉลี่ยกว่า 100 ล้านบาทต่อปีต่อเนื่องกัน แต่มาถึงงวดปี 2568 สามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิถึง 280 ล้านบาท ขณะที่ยอดดาวน์โหลดแอปอยู่ที่ 4.8 ล้านดาวน์โหลด และมีบัญชีผู้ใช้งานเปิดรับบริการแล้วกว่า 2.2 ล้านบัญชี ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายขยายฐานผู้ใช้งานสู่ระดับ 8 ล้านบัญชี ภายใน 3 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่นำพาองค์กรไปสู่จุดคุ้มทุน และสร้างผลกำไร เกิดจากการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ใน 2 ด้านขนานกัน คือ “การเพิ่มรายได้” ควบคู่กับ “การควบคุมค่าใช้จ่าย”
โดยการเพิ่มรายได้ ก็มีทั้งการขยายปริมาณธุรกรรม จากเดิมที่มีอัตราการเปิดบัญชีหลักร้อยบัญชีต่อวัน ขยับขึ้นสู่ระดับหลายพันบัญชีต่อวัน พร้อมทั้งเร่งบรรจุผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ เข้าสู่ระบบให้มีความครบวงจร ทั้งหุ้นต่างประเทศ หุ้นไทย กองทุนรวม บัญชีเงินฝาก และทองคำ
และการเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัว ซึ่งปัจจุบันรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งานของ Dime! อยู่ที่ประมาณ 500 บาทต่อคนต่อปี แม้ว่าจะมีผู้ใช้งานบางส่วนที่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมค่านายหน้าจากการใช้สิทธิตามโปรโมชั่นก็ตาม โดยบริษัทมีการกระตุ้นด้วยแคมเปญเทรดฟรี มาตรการยกเว้นค่าคอมมิชชั่นในช่วงเวลาจำกัด ตลอดจนการแจกคูปองลงทุน เพื่อผลักดันให้เกิดพฤติกรรมการใช้งานอย่างต่อเนื่อง
ด้านการควบคุมรายจ่าย บริษัทเน้นการตลาดดิจิทัลที่วัดผลได้ชัดเจน หลีกเลี่ยงการใช้งบประมาณกับสื่อออฟไลน์ขนาดใหญ่ เช่น ป้ายโฆษณาบิลบอร์ดที่ไม่สามารถประเมินผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ และหันมาใช้วิธีการทำตลาดผ่านเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์รายย่อย บนช่องทางออนไลน์แทน รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาทดแทนการเพิ่มกำลังคน โดยนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า แทนการเพิ่มพนักงานดูแลส่วนบุคคล
โกยค่านายหน้าหุ้นสหรัฐ-ชูเป้า AUM
ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 นี้ “ธนกฤต” บอกว่า Dime! สามารถรับรู้รายได้รวมแตะระดับ 334 ล้านบาทแล้ว โดยแบ่งเป็นค่านายหน้าซื้อขายหุ้นสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนหลักราว 90% ของรายได้รวมทั้งหมดของบริษัท ที่เหลือเป็นค่านายหน้าซื้อขายหุ้นไทยและกองทุนรวม
“หากบรรยากาศการลงทุน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ตลาดหุ้นสหรัฐ ยังคงรักษาแนวโน้มการเติบโต และไม่มีปัจจัยลบทางเศรษฐกิจระดับมหภาคที่รุนแรงเข้ามาส่งกระทบ Dime! มีโอกาสที่จะผลักดันให้มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (AUM) ที่ผ่านหลักแสนล้านบาทมาแล้ว ทะยานสู่เป้าหมายที่ระดับ 200,000 ล้านบาทได้ภายในสิ้นปีนี้”
ยกระดับสู่ “Everyday App”
“ซีบีโอ KKP Dime” กล่าวว่า ตอนนี้ Dime! เริ่มมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจากระบบการลงทุน เช่น การเปิดตัวบัตรเดบิตภายใต้ชื่อ ‘บัตรไดม์เนิน’ ซึ่งเป็นบัตรเดบิต และการเป็นช่องทางจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันภัยการเดินทาง ซึ่งเป็นไปตามวิสัยทัศน์องค์กรที่ต้องการยกระดับแพลตฟอร์มให้เป็น “Everyday App” หรือแอปพลิเคชั่นทางการเงินที่เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ภายใต้แนวคิดหลักคือ “Everyday Buddy for Every Financial Decision”
“เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างสภาพแวดล้อมให้ Dime! เป็นแอปพลิเคชั่นแรก ๆ ที่ผู้ใช้งานเลือกเปิดขึ้นมาดู หลังจากตื่นนอน ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการลงทุน การเก็บออมเงิน การวางแผนเพื่อการเกษียณอายุ ไปจนถึงกิจกรรมการใช้จ่ายทั่วไปในชีวิตประจำวัน”
นอกจากนี้ ล่าสุด Dime! ได้พัฒนาฟีเจอร์บัญชีรอง ซึ่งเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ปกครองสามารถจัดตั้งและเปิดบัญชีเพื่อการลงทุนให้แก่บุตรหลานที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ได้
“เรามุ่งหวังที่จะเห็นการลงทุนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อสร้างวินัยการเก็บออมและการลงทุนตั้งแต่ฐานราก ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยให้ทุกคนสามารถก้าวไปสู่การบรรลุเป้าหมายทางการเงินของตนเองได้อย่างรวดเร็วและมีความมั่นคงในระยะยาว”