เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เอกชนสงขลาจี้รัฐอัดงบฯ 2 พันล้าน ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

27 มิ.ย. 2569 | 15:09น.

กกร.จังหวัดสงขลา เสนอรัฐบาลเร่งรัดงบประมาณบูรณาการจัดการน้ำพื้นที่วิกฤตอำเภอหาดใหญ่ 2,200 ล้านบาท หวังฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านการค้า การท่องเที่ยว การลงทุน และระบบโลจิสติกส์ หวั่นกระทบต่อเศรษฐกิจภาคใต้ทั้งระบบ

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนจังหวัดสงขลา (กกร.) เสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล เร่งดำเนินมาตรการป้องกันและบริหารจัดการอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุมปลายปี 2569 โดย กกร. เห็นว่าการลงพื้นที่จังหวัดสงขลาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 เพื่อเปิดด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการติดตามความพร้อมด้านการป้องกันน้ำท่วมของเมืองหาดใหญ่ พร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนในการเร่งรัดโครงการบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชนในพื้นที่

ปัญหาอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ด้านสาธารณูปโภค แต่ส่งผลเสียรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจภาคใต้ ทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว การลงทุน และระบบโลจิสติกส์ จากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา จังหวัดสงขลาประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 87,800 ล้านบาท แบ่งเป็นความเสียหายจากภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงัก 23,800 ล้านบาท และการเคลมประกันรถยนต์ เครื่องจักร ทรัพย์สิน รวม 107,934 ราย มูลค่ากว่า 22,000 ล้านบาท

ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียในเดือนธันวาคมลดลงกว่า 55% ส่งผลให้รายได้ท่องเที่ยวหายไป 9,660 ล้านบาท หรือลดลงกว่า 54% นอกจากนี้ การค้าชายแดนและระบบโลจิสติกส์ที่หยุดชะงัก ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นห่วงโซ่อุปทานภาพรวมของภาคใต้

“สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันไม่ใช่เพียงความเสียหายเชิงกายภาพที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ แต่คือผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และคู่ค้าระหว่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาลในการฟื้นฟูให้กลับคืนมา”

สงขลา

ทั้งนี้ กกร. ได้ยื่นข้อเสนอเร่งด่วน 3 ข้อต่อรัฐบาล เพื่อดำเนินการภายในกรอบเวลาที่เหลือไม่ถึง 100 วันก่อนเข้าสู่ฤดูมรสุม ประกอบด้วย

1) การให้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ เพื่อติดตามความพร้อมในการป้องกันอุทกภัย รับฟังข้อเท็จจริงจากภาคเอกชน และสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของภาคใต้

2) การจัดตั้งศูนย์บัญชาการน้ำ (War Room) จังหวัดสงขลา โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนกลาง จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นเอกภาพ

และ 3) การเร่งอนุมัติงบประมาณโครงการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้ทันฤดูมรสุม

สงขลา

สำหรับงบประมาณที่ภาคเอกชนเห็นควรให้รัฐบาลเร่งอนุมัติ มีมูลค่ารวมกว่า 2,200 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ งบฯกลาง จำนวน 34.9 ล้านบาท สำหรับขุดลอกคูคลอง กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่วิกฤตของเทศบาลนครหาดใหญ่ งบฯฟังก์ชั่นของกรมชลประทาน จำนวน 1,174.379 ล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานชลประทาน คลองหลัก และระบบบริหารจัดการน้ำทั้งลุ่มน้ำ และงบฯฟังก์ชั่นของเทศบาลนครหาดใหญ่ จำนวน 1,079 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงระบบระบายน้ำเมือง เพิ่มความพร้อมเครื่องจักรกล ยานพาหนะ และอุปกรณ์ป้องกันภัยรองรับสถานการณ์ฝนตกหนัก

นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา กล่าวว่า สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการ คือการตัดสินใจที่รวดเร็วในการผลักดันงบประมาณลงสู่พื้นที่ก่อนฤดูมรสุมจะกลับมาอีกครั้ง

หากพลาดโอกาสในช่วง 100 วันจากนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงทรัพย์สินของประชาชน ผู้ประกอบการ แต่หมายถึงความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจภาคใต้ทั้งระบบ ซึ่งจะกระทบต่อการลงทุนการท่องเที่ยวและศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นางสาวอรวรรณ ศิริวราสันติ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ภาคเอกชนไม่ได้ต้องการเพียงคำสัญญา แต่ต้องการเห็นแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการน้ำและป้องกันน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการรับรู้ร่วมกัน

สำหรับภาคอุตสาหกรรม น้ำท่วมไม่ได้กระทบแค่ในพื้นที่ แต่หมายถึงสายการผลิตจะหยุดชะงัก การขนส่งสะดุด ต้นทุนพุ่งสูงขึ้น และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลงทันที

“ไม่มีสิทธิปล่อยให้หาดใหญ่ ต้องเผชิญเหตุการณ์เดิมซ้ำอีกครั้ง เพราะต้นทุนของความล่าช้าสูงเกินกว่าที่เศรษฐกิจสงขลาและภาคใต้จะรับไหว” นส.อรวรรณ กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันจังหวัดสงขลามีข้อมูล แผนงาน และโครงการรองรับอย่างครบถ้วนแล้ว สิ่งสำคัญในขณะนี้คือการเร่งรัดกระบวนการตัดสินใจและการจัดสรรงบประมาณให้ทันก่อนเข้าสู่ฤดูมรสุม โดยเชื่อว่าหากโครงการสำคัญได้รับการผลักดันอย่างทันท่วงที จะช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจ รักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสริมสร้างบทบาทของอำเภอหาดใหญ่ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ของภาคใต้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

น้ำท่วม สงขลา