เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

EEC เปิดทางล้มไฮสปีดเทรน เหลือแค่ 2 ทางเลือกวัดใจ ‘อนุทิน-กลุ่มซีพี’

27 มิ.ย. 2569 | 08:20น.

จับตาอนาคตไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน เลขาฯอีอีซีเผยเหลือแค่ 2 ทาง เดินหน้าต่อ แก้สัญญาสร้างไป-จ่ายไป หรือยกเลิก รอเอกชนตัดสินใจ ชงบอร์ดอีอีซีชี้ขาด ด้าน “ศุภชัย” เปิดใจยอมรับโจทย์ยาก ปัจจัยหลายอย่างเปลี่ยน เผยจิ๊กซอว์สำคัญเส้นทางต่าง ๆ ไม่เกิดขึ้น ส่งผลต่อความเป็นไปได้การลงทุน พร้อมเดินหน้าต่อ แจงโครงการช่วยกระจายความเจริญต่อเศรษฐกิจ สะพัดหากต้องยกเลิกกลุ่ม “บีทีเอส” พร้อมเสียบ

จากความล่าช้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) วงเงิน 224,544 ล้านบาท มีบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (กลุ่ม ซี.พี.) เป็นคู่สัญญารับสัมปทาน 50 ปี แต่ติดขัดปัญหา “แก้สัญญาร่วมทุน” จนล่าช้ากว่า 6 ปี หลังเอกชนขอเปลี่ยนวิธีการชำระเงินค่าก่อสร้าง จากเดิมเอกชนหาเงินก่อสร้างไปก่อนช่วง 5 ปี โดยรัฐจ่ายคืนหลังโครงการสร้างเสร็จ ตั้งแต่ปีที่ 6-15 เป็น “สร้างไปจ่ายไป”

โดยผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ดอีอีซี) เมื่อช่วงปลายปี 2567 และสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน แต่ยังต้องฝ่าด่านบอร์ดอีอีซี ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ โดยท่าทีของนายกฯ ระบุว่า “แก้สัญญาไม่ง่าย” ทำให้เป็นที่จับตาไฮสปีดเทรนจะได้ไปต่อหรือไม่

ชี้ 2 ทาง “ไปต่อ-เลิกสัญญา”

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากที่ได้หารือกับทางบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด ถึงการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน แนวทางการดำเนินการต่อจากนี้จะเหลือเพียง 2 ทางเลือกเท่านั้น

1.ดำเนินการตามที่อัยการสูงสุดเคยแสดงความคิดเห็นกลับมา คือแก้ไขสัญญาในส่วนของการสร้างไปจ่ายไป หากเอกชนเลือกทางนี้จะนำไปสู่ขั้นตอนเรื่องของการกู้เงินจากสถาบันการเงิน แต่ด้วยสภาพการณ์ตอนนี้โอกาสหาแหล่งเงินทุนจึงค่อนข้างยาก และ 2.ยกเลิกสัญญา ซึ่งในทางเลือกนี้จะไม่มีผลทางกฎหมายเนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นเพียงสัญญา และหากเป็นความยินยอมของเอกชนเองก็ไม่ต้องเข้าสู่ขั้นตอนของการฟ้องร้อง แต่จะมีเรื่องการพิจารณาจ่ายค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

EEC ยันอู่ตะเภาต้องมีรถไฟ

อย่างไรก็ตาม หลัก ๆ ขั้นตอนของการเจรจาทางเลือกทั้งหมด เรื่องยังอยู่ที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ. หรือบอร์ด EEC) ระหว่างนี้เอกชนต้องพิจารณาทางเลือกที่เหลือใหม่ เพื่อนำเสนอ กพอ. ให้รับทราบอีกครั้งในการประชุมครั้งถัดไป ในขณะที่ EEC ต้องเตรียมวางแผนในสเต็ปต่อไป หากทางเอกชนยกเลิกสัญญาต้องวางแนวทางที่จะเดินหน้าโครงการต่ออย่างไร

สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินแห่งนี้ วงเงินโครงการอยู่ที่ประมาณ 2.2 แสนล้านบาท ยังคงต้องเป็นโครงการที่เดินหน้าต่ออย่างแน่นอน ด้วยถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักและเป็นแกนหลักของการพัฒนาที่เกี่ยวเนื่องกับสนามบินอู่ตะเภา เมืองการบินภาคตะวันออก และการพัฒนาเชิงพาณิชย์ ในพื้นที่ EEC

ซี.พี.เผยถูกขอให้ช่วยทำ รฟ.

ด้านฝั่งเอกชนโดยนายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตอนที่เข้าไปศึกษาเรื่องรถไฟความเร็วสูง จริง ๆ ท่านประธานอาวุโสถูกเชื้อเชิญโดยผู้นำประเทศ เพราะตอนนั้นมีญี่ปุ่นกับจีนเป็นหลัก แต่ตอนนี้การเจรจาล้มเหลว เชื่อว่าเป็นเพราะ Geopolitics ก็เลยหันกลับมาว่างั้นเราทำกันเองแล้วกัน

“จริง ๆ เครือ ซี.พี.ไม่เคยคิดที่จะทำรถไฟความเร็วสูง และไม่เคยคิดที่จะทำโทรศัพท์พื้นฐาน จุดเริ่มต้นทุกครั้งจะเป็นผู้นำประเทศที่บอกว่าในเมื่อไม่มีคนทำมีแต่ต่างประเทศทำ เครือ ซี.พี. หรือเครืออื่น ๆ ในประเทศไทยที่มีศักยภาพเข้ามาช่วยทำหน่อยสิ เริ่มต้นอย่างนี้ทุกครั้ง โปรเจ็กต์รถไฟก็เหมือนกัน โทรศัพท์พื้นฐานก็เหมือนกัน เราถึงเข้าไปศึกษา”

จิ๊กซอว์ไม่เกิด-กระทบแผน

นายศุภชัยกล่าวอีกว่า แต่ก็มีเหตุปัจจัยเยอะมาก เช่น ตอนประมูล ตามหลักเส้นทางแรกที่ต้องเกิดคือ “หนองคาย-โคราช” แต่ถึงวันนี้ยังไม่เกิด ขณะที่ Feasibility หรือความเป็นไปได้ในการลงทุนทั้งหมดจะเกิดขึ้นเมื่อมีเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค ซึ่งโครงการรถไฟความเร็วสูงเดิมชื่อคือรถไฟไทย-จีน และโดยระบบพันธมิตรการเมืองระดับโลก แนวดิ่งเป็นจีน ตะวันออกถึงตะวันตกเป็นญี่ปุ่น แต่พอตรงนี้ไม่เกิดมันก็ตกลงตรงนี้

หมายความว่าหนองคาย-โคราช โคราชมากรุงเทพฯ กรุงเทพฯ ไป EEC หรือแม้แต่โคราช-ฉะเชิงเทรา ตามหลักต้องเกิด จิ๊กซอว์พวกนี้ถึงจะเกิด และกรุงเทพฯ ตะวันตก ลงไปถึงมาเลเซีย คือถ้าประเทศไทยเชื่อมมาเลเซีย เศรษฐกิจ 2 ประเทศนี้รวมกัน แล้วลงสิงคโปร์ด้วยเกือบ 2 ล้านล้านเหรียญ เกือบครึ่งหนึ่งของ GDP อาเซียนทั้งหมดรวมกัน ประเทศไทยจะเป็นฮับด้านโลจิสติกส์ และเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคทันที เพราะว่าเชื่อมจีนผ่านลาว

“แต่เนื่องจากว่าจิ๊กซอว์พวกนี้ไม่เกิด เพราะการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ต้องการความมีเสถียรภาพทางการเมือง คือต้องมีความต่อเนื่อง แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาความมีเสถียรภาพทางการเมืองหรือความต่อเนื่องน้อย”

มองโอกาสต่อเศรษฐกิจสูง

นายศุภชัยย้ำว่า ความต่อเนื่องสำคัญมาก ถ้ามีความต่อเนื่องพวกโปรเจ็กต์ใหญ่ ๆ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ หรือยุทธศาสตร์ในการเป็นโลจิสติกส์ฮับจะเกิดขึ้นได้ แต่ตอนนี้ขาดความต่อเนื่องก็เลยเกิดช้า แต่ยังมีโอกาส และเชื่อว่า “ควรจะเกิด” เพราะรถไฟทำให้เกิดเมืองรอง เมืองกลาง เมืองใหญ่ สามารถไปมาหาสู่กันได้เร็วมากและตรงตามเวลา แล้วระบบเศรษฐกิจใช้ Resource ต่าง ๆ น้อยกว่าในการที่จะขนส่งคน ขนส่งของ และทำให้เกิดมูลค่าต่อระบบเศรษฐกิจมาก เรียกว่าทำให้เกิดเส้นทาง “เศรษฐกิจใหม่”

“ยังเดินหน้าต่อครับ แต่แน่นอนอุปสรรคก็เยอะ ตอนนี้มีสงคราม วัตถุดิบราคาขึ้น พลังงานขึ้น อะไรทุกอย่างขึ้นหมด แต่ต้องเป็น Agenda ระดับประเทศ ไม่ใช่เฉพาะระดับ Project ซึ่งทุก Project ต้องหันกลับมาคิดทบทวน” นายศุภชัยกล่าว

ไม่แก้สัญญาเลิกโครงการ

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า แนวโน้มโครงการถ้ารัฐไม่แก้สัญญาให้คงไปต่อลำบาก และเปอร์เซ็นต์การยกเลิกสัญญามีสูงกว่าเดินหน้าโครงการต่อ ถ้าไปต่อไม่ได้ก็ต้องยกเลิก เปิดประมูลใหม่ ซึ่งจะเสียเวลา 1-2 ปี เนื่องจากต้องเริ่มต้นโครงการใหม่ทั้งหมด

“ตอนนี้โอกาสยกเลิกสัญญามีสูงกว่าเดินหน้าต่อ ถ้ารัฐบาลไม่ซัพพอร์ตก็ไปต่อไม่ได้ แต่ยังดีกว่ารอโดยไม่รู้จะได้เริ่มเมื่อไหร่ ที่สำคัญจะสามารถตอบนักลงทุนได้ แม้รถไฟความเร็วสูงจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก เพราะปัจจุบันมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในอีอีซีอยู่แล้ว ทั้งนี้หากต้องเลิกสัญญาก็ต้องมาดูจะเข้าข้อไหนที่กำหนดไว้ในสัญญา เช่น เหตุสุดวิสัย ซึ่งเอกชนคงต้องเจรจากับรัฐเพื่อไม่ให้เกิดคดีฟ้องร้องต่อกัน และให้ทุกฝ่ายได้รับผลกระทบน้อยที่สุด”

ส่วนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 6,500 ไร่ มีบริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ประกอบด้วย บมจ.การบินกรุงเทพ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ และ บมจ. ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น เป็นผู้รับสัมปทาน ขณะนี้ได้เริ่มโครงการแล้ว โดยยอมรับเงื่อนไขไม่รอรถไฟความเร็วสูง และลดขนาดการลงทุนอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ในเฟสแรกรองรับผู้โดยสารได้ 3-4 ล้านคนต่อปี จากเดิม 12 ล้านคนต่อปี และใช้งบประมาณการลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท

ซี.พี.ลงทุนแล้ว 1 หมื่นล้าน

แหล่งข่าวจากบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาฝ่ายปฏิบัติทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) อีอีซี และบริษัท หารือจนได้ข้อสรุปแล้วว่าต้องแก้ไขสัญญาเพื่อให้โครงการได้ไปต่อ ซึ่งการที่ขอให้รัฐปรับวิธีการจ่ายเงิน จ่ายตั้งแต่ปีที่ 2 จากเดิมปีที่ 6-15 เพื่อแก้ปัญหาแบงก์ไม่ปล่อยกู้ ถ้าใช้วิธีเดิม ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่กว่า 1 แสนล้านบาท หาแหล่งเงินทุนยาก แต่เมื่อฝ่ายการเมืองไม่เห็นด้วยก็มีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะเลิกสัญญา

“หากเลิกสัญญาต้องมาคุยกัน เพราะบริษัทก็ลงทุนไปค่อนข้างมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา ร่วม ๆ 1 หมื่นล้านบาท แม้สัญญายังไม่เริ่มนับหนึ่ง ขณะเดียวกันเราได้เข้าไปบริหารโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ให้ ตามที่ได้ MOU ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 30 กันยายนนี้ ซึ่งรัฐควรต้องรีบแก้ปัญหาว่าสุดท้ายจะเอายังไงกับสัญญารถไฟความเร็วสูง เพราะเกี่ยวพันกับการเดินแอร์พอร์ตลิงก์”

แหล่งข่าวกล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทเตรียมการด้านการประมูลหาผู้รับเหมาโครงการไว้แล้ว ทั้งงานโยธาและราง งานระบบ โดยงานโยธาและราง วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท เชิญ 3 บริษัทเสนอราคา ได้แก่ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ บมจ.ซิโนไทยฯ และบริษัท ไชน่าฮาร์เบอร์ ส่วนงานระบบและรถ มีเชิญกลุ่มซีเมนส์กับกลุ่มอัลสตอม ด้านผู้เดินรถ มีจากประเทศเกาหลี สเปน ฝรั่งเศส และจีน โดยการประมูลแบ่งงานโยธาและราง 2 สัญญา และงานระบบ 1 สัญญา

สะพัดกลุ่มบีทีเอสรอเสียบ

รายงานข่าวแจ้งว่า หากกลุ่ม ซี.พี.ยกเลิกสัญญาและการรถไฟฯ เปิดประมูลใหม่ ยังไม่รู้ว่ากลุ่ม ซี.พี.จะยื่นประมูลหรือไม่ อย่างไรก็ตามมีข่าวสะพัดว่ากลุ่มบีทีเอสเตรียมตัวที่จะเข้าร่วมประมูล เพื่อเป็นการต่อยอดกับโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกที่บริษัทได้เดินหน้าไปแล้ว

EEC 3 เดือนลงทุนโตพุ่ง

รายงานสถิติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในไตรมาสแรกของปี 2569 (มกราคม-มีนาคม) มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 624 โครงการ ลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ในส่วนของมูลค่าเงินลงทุนอยู่ในระดับสูงถึง 1,016,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 142%

สำหรับการลงทุนในพื้นที่เป้าหมาย มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 272 โครงการ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 33% ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนอยู่ที่ 148,678 ล้านบาท ลดลง 36% โดยการลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

พิจารณาเป็นรายจังหวัด ชลบุรีมีจำนวนโครงการสูงสุด 149 โครงการ มูลค่า 61,302 ล้านบาท รองลงมาคือ จังหวัดระยอง 89 โครงการ มูลค่า 29,269 ล้านบาท และจังหวัดฉะเชิงเทรา 34 โครงการ มูลค่า 58,106 ล้านบาท

แท็กที่เกี่ยวข้อง

EEC ไฮสปีด