‘ซีจี แคปปิตอล’ บูม กทม.-ภูเก็ต ปักหมุด ‘อสังหาฯไทย’ บนแผนที่โลก
ภูมิ จิราธิวัฒน์
หลัง “ตระกูลจิราธิวัฒน์” นำโดย “ภูมิ จิราธิวัฒน์” เปิดตัว “ซีจี แคปปิตอล” (CG Capital) บริษัทผู้บริหารกองทุน Private Equity ประเดิมก้อนแรก 10,000 ล้านบาท ลงทุนโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ในไทย ใน 4 เมืองท่องเที่ยว ไปเมื่อปี 2567
ปัจจุบันเดินหน้าพัฒนาแล้ว 2 โครงการ เป็น Branded Residences โครงการ “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ อโศก” มูลค่า 5,500 ล้านบาท และโครงการ “เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ ภูเก็ต บางเทา” มูลค่า 5,000 ล้านบาท
“ภูมิ จิราธิวัฒน์” Managing Partner และ Co-Founder บริษัท ซีจี แคปปิตอล จำกัด กล่าวว่า แม้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงจากภาวะสงคราม และความเสี่ยงทางรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาฯ ไทย แต่ยังเชื่อมั่นในศักยภาพเศรษฐกิจไทย และมองถึงภาพระยะยาวว่า ไทยยังเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมจากต่างชาติ
“เห็นได้ชัดมากว่าการเกิด Geopolitical Risk ประเทศไทยได้เปรียบ เพราะต่างชาติมาไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสงครามตะวันออกกลาง สงครามรัสเซีย-ยูเครน แม้กระทั่งการบอยคอตจีน หรือญี่ปุ่นก็ตาม เราได้เปรียบ ลูกค้าต่างชาติเพิ่มขึ้น คนอยากมีบ้านหลังที่ 2 หลังที่ 3 จะเห็นว่าประเทศเรายังไปต่อได้ และถือว่าเป็นตลาดมั่นคง”

จับดีมานด์ “มั่งคั่ง” ไหลเข้าไทย
สะท้อนจากตัวเลขตลาดอสังหาฯ ระดับอัลตราลักเซอรี่ไทยที่เติบโตขึ้น เนื่องจากกลุ่มผู้มั่งคั่งระดับโลกเคลื่อนย้ายครั้งใหญ่ ข้อมูลจาก Henley & Partners ระบุว่า จำนวนกลุ่ม HNWI (High-Net-Worth-Individuals) ตัดสินใจโยกย้ายถิ่นฐานทั่วโลก พุ่งสูงขึ้นจาก 51,000 รายในปี 2556 สู่ระดับ 142,000 รายในปี 2568 เติบโตอย่างก้าวกระโดดคิดเป็นสัดส่วน 178% ในรอบ 12 ปี
นอกจากนี้ โครงการอสังหาฯ ประเภท Branded Residences เป็นเซ็กเมนต์ที่เติบโตในไทยอย่างมาก โดยกินส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของเอเชียด้วยสัดส่วน 23.3% และเมื่อเจาะลึกไปยังทำเลตามการจัดอันดับของ CBRE Global Branded Residences พบว่า “กรุงเทพฯ” และ “ภูเก็ต” ติดอันดับ 1 ใน 10 ทำเลของโลกอีกด้วย

“จากตัวเลขดังกล่าวทำให้บริษัทวางทิศทางการลงทุนโดยมุ่งเน้นไปที่โครงการประเภท Branded Residences พร้อมกับแนวคิดการเลือกแบรนด์ว่า ไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่วิชั่นในการพัฒนาของเรา มองความเหมาะสมของที่ดิน และดีมานด์ อย่างทำเล “บางเทา” มีความคล้าย “ทองหล่อ” จึงพยายามหาแบรนด์ที่เด็ก ทันสมัย ขณะที่ “หาดลายัน” เงียบ ร่มรื่นกว่า จึงหาแบรนด์ที่เข้าไปลักษณะนั้น ๆ ของทำเล”

ปิดการขายอโศก-ลุยหาดลายัน
สำหรับ 2 โครงการที่เปิดขาย ล่าสุด “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ อโศก” มียอดขายแล้วกว่า 60% ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ เนื่องจากเป็นโครงการแรกที่เปิดตัวหลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว และใช้เวลาเพียง 6 เดือน โครงการนี้ออกแบบผ่านการตีความผ่านทำเล “กรุงเทพฯ” ที่เป็น “เมืองระดับโลก” และ “โรงแรม 5 ดาว” ที่มีทั้งห้องขนาดใหญ่ เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ห้องครัว ตามมาตรฐานโลก ทำให้ในยอดขายมีทั้งจากชาวไทยและต่างชาติอย่างละ 50:50
คีย์ซักเซสมาจาก 1.โลเกชั่นซีบีดี เดินทางง่าย 2.แบรนด์อินเตอร์คอนฯ ที่มีมาตรฐานและเป็นที่รู้จักทั่วโลก เป็น World Class Product ที่ทำให้ขายได้คล่องตัวขึ้น และ 3.ราคาที่ยังเอื้อมถึง และห้องขนาดใหญ่


“สถานการณ์ตลาดเปลี่ยนไปเร็วมาก ปีที่แล้วราคาเริ่มต้นสำหรับ Branded Residences ระดับ 5 ดาว ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 300,000 กว่าบาทต่อ ตร.ม. ส่วนโครงการเปิดตัวใหม่ปีนี้ราคาเริ่มต้น 500,000-600,000 บาทต่อตร.ม. ขณะที่ของเรายังอยู่ในตัวเลขเฉลี่ย 390,000 บาทต่อ ตร.ม.”
“ภูมิ” ตั้งเป้าโครงการจะปิดการขายในปีนี้ และทยอยโอนในปี 2572 ขณะที่ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตค่อนข้างดีและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ทำให้ “เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ ภูเก็ต บางเทา” ได้รับผลตอบรับดีไม่แพ้กัน มียอดขายแล้วกว่า 85% และจะเริ่มโอนในสิ้นปี 2569 นี้

นอกจากนี้ในปีนี้จะเปิดตัวโครงการใหม่ เป็น Branded Residence ที่ “หาดลายัน” จ.ภูเก็ต ใกล้บางเทา ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้าง มีทั้งคอนโดฯ วิลล่า และโรงแรม แม้ว่าตลาดภูเก็ตจะเติบโต แต่ไม่ได้ทิ้งตลาดกรุงเทพฯ และยังคงมองหาโอกาสใหม่ ๆ ในการพัฒนาอยู่เสมอ นอกจากนี้กำลังเจรจาซื้อที่ดินเพิ่มอีก 1 แปลงในจังหวัดทางภาคใต้อีกด้วย
“ภูมิ” เปิดเทรนด์ผู้บริโภคว่า Residencial For Sale ยังเป็นเทรนด์ต่อไปอีก 10 ปี ประเมินจากการพัฒนาห้องขนาดเล็ก 25-50 ตร.ม. ประมาณ 400-500 ยูนิต ไม่ได้ผลตอบรับที่น่าพอใจมากนัก บริษัทจึงมองหาซัพพลายที่ไม่มีในตลาด พบว่าห้องขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 2-3 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 130-180 ตร.ม.ยังไม่ค่อยมีในตลาด เจาะดีมานด์ผู้ซื้ออยู่จริงทั้งครอบครัว และนักลงทุน ตอบโจทย์ทั้งการอยู่จริง ตรงดีมานด์เช่า และสามารถครอบครองระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไร ซึ่งความนิยมห้องขนาดใหญ่จะเติบโตไปอย่างน้อย 3-4 ปีข้างหน้า และผู้ประกอบการหลายรายเริ่มหันมาพัฒนาโครงการลักษณะนี้มากขึ้น

ก้าวต่อไปของ CG Capital
ก้าวต่อไปในอนาคต “ภูมิ” ระบุว่า CG Capital เป็นบริษัท opportunistic ของกลุ่มเซ็นทรัล หมายความว่า แผน 5 ปีต่อจากนี้จะไม่ใช่การสร้างศูนย์การค้าต่อไปเรื่อย ๆ แต่เป็นการหาโอกาสทางธุรกิจที่ดำเนินงานประจำวัน ที่ในอนาคตจะมีโอกาสเหล่านี้ในประเทศ แม้ว่าจะเป็นทำเลในเมือง หรือริมหาดที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ เรามีทีมที่พร้อมดีล ออกแบบ และก่อสร้าง
“ในอนาคตตราบใดที่ยังมีโอกาสเราก็จะพัฒนาโครงการต่อไป บทบาทของ CG Capital ในอสังหาฯ ไทย วิชั่นเราไม่ต่างจากกลุ่มเซ็นทรัล คือ อยากเพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมไทย ถ้าเป็นโรงแรมก็อยากสร้างงานระยะยาว เรสซิเดนซ์ก็อยากสร้างโปรดักต์ที่คนชอบ อยากอยู่ ถือนาน ไม่ลงทุนระยะสั้น ภาพใหญ่ของบริษัทก็ยังพัฒนาไปทั่วประเทศ เพราะเราเชื่อว่าเมืองไทยมีศักยภาพในการเจริญเติบโตเสมอ” ภูมิทิ้งท้าย