เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

จากจุดอ่อนสู่โอกาส: อนาคตการลงทุนและ ‘การเดิมพัน’ ครั้งใหญ่เพื่อพาไทยสู่เป้าหมาย Medical Hub

27 มิ.ย. 2569 | 14:00น.

บทความโดย รีวิน เพทายบรรลือ : PrimeStreet Group

หากบทความที่แล้วคือ “กระจก” ที่สะท้อนให้เห็นจุดเปราะบางของฝั่ง Supply ไทย ว่าเรายังต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจในเรื่องยาและเทคโนโลยี บทความนี้อยากจะชวนทุกคนเปลี่ยนมุมมอง เพราะในโลกธุรกิจ “ช่องว่าง” (Gap) ก็คือโอกาสเสมอ และมาช่วยกันคิดว่า “ใครจะเป็นผู้ร่วมสร้างมันให้ Medical Hub เป็นจริงในอีก 10 ปีข้างหน้า?” และเราจะเปลี่ยนจาก “คนซ่อมสุขภาพ” เป็น “ผู้สร้างนวัตกรรมสุขภาพ” ทางไหนดี?

เรียนรู้จากผู้นำ: เมื่อ Medical Hub ไม่ใช่แค่นโยบายท่องเที่ยว

ก่อนจะกลับมามองตัวเอง เราควรดูประเทศที่เป็นผู้นำด้านนี้อย่างเกาหลีใต้ และ สิงคโปร์ จุดร่วมสำคัญของนโยบายทั้งสองประเทศคือ “เลือกทางให้ชัด” และ “ไม่ทำทุกอย่างพร้อมกัน”

  • เกาหลีใต้: Medical Hub เกาหลีใต้ไม่ใช่แค่คนไข้บินไปทำศัลยกรรม แต่เขามองเป็น Industrial Policy เน้นจุดแข็งของตัวเองที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี มุ่งเจาะ Segment ของ Biotech ที่มีมูลค่าสูง เช่น ชีวเภสัชภัณฑ์ (Biologics) และ Biosimilars และพัฒนาเครื่องมือการแพทย์เฉพาะด้าน เช่น Aesthetic / cosmetic Devices เพื่อความได้เปรียบในการแข็งขัน หัวใจของเขาไม่ใช่แค่จำนวนคนไข้ต่างชาติแต่คือผู้ผลิตยา Medical Device และ Biotech ที่ส่งออกไปทั่วโลก
  • สิงคโปร์: เขาชัดเจนมากว่า “จะไม่ยอมเป็นแค่ปลายทางการรักษา” สิงคโปร์ใช้ความได้เปรียบของการเป็นประเทศที่มีความน่าเชื่อถือด้านมาตรฐานสูง วางตัวเองเป็นศูนย์กลางการรักษาระดับซับซ้อน (High-acuity / Advanced care) ควบคู่กับการสร้างฐานการผลิตชีวการแพทย์ (Biopharma/ Medtech) และดึงบริษัทระดับโลกมาปักฐาน R&D ในประเทศ

Key Takeaway ของทั้งสองประเทศคือการสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ “งานวิจัย-การผลิต-การใช้บริการ-การส่งออก” ให้เป็นเนื้อเดียวกันโดยเน้นไปที่จุดแข็งที่ขายได้ในตลาดโลก

สนามรบที่ไทยมีสิทธิ์ชนะ: โอกาสลงทุนที่ ‘ทำได้ก่อนและคุ้ม’

เมื่อเราทำทุกอย่างไม่ได้ เราควรต้องเลือกสนามที่จะแข่งโดยพิจารณาจากคลัสเตอร์ที่ (1) ไทยมี demand จริง (2) ใช้จุดแข็งภาคบริการเป็นการทำตลาด (3) ไม่ต้องเผาเงินระดับเดียวกับ Deep Tech แล้วอาจค่อยไต่ระดับความยากในภายหลัง

Preventive Diagnostics: เมื่อโลกกำลังเดินไปทางสู่เวชศาสตร์การป้องกัน การลงทุนในแล็บและระบบวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพเชิงลึก ณ เวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมคือโอกาสทอง จุดแข็งของไทยคือฐานลูกค้า High-end ทั้งไทยและต่างชาติในโรงพยาบาลเอกชนมีอยู่แล้ว ถ้าเราเชื่อม “แล็บ-แพทย์-แผนสุขภาพ” ได้ครบวงจร เราไม่ได้ขายแค่แพ็กเกจตรวจร่างกาย แต่เราขาย “ระบบบริหารจัดการชีวิต”

Rehab & Aging Tech: สังคมสูงวัยคือ Demand ที่ต่อเนื่องโตยาวนาน นวัตกรรมที่ซัพพอร์ตตลาดนี้ เช่น อุปกรณ์กันล้ม, ระบบติดตามที่บ้าน หรือแพลตฟอร์ม Caregiver จะเป็นที่ต้องการทั้งจากในและนอกประเทศ

Medical-grade Wellness: ตลาด wellness โลกกำลังโตมาก และผู้บริโภคพร้อมจ่ายให้กับ “Science-based Wellness” ที่มีแพทย์กำกับ วัดผลได้จริงและน่าเชื่อถือ ไทยได้เปรียบเพราะเราเก่งทั้งการแพทย์และการบริการอยู่แล้ว ถ้าไทยเปลี่ยนจาก ‘สปา’ เป็น ‘โปรแกรมสุขภาพ’ เราจะถือไพ่เหนือกว่าคู่แข่ง

Specialty Generics, CDMO & Selective APIs: ผลิตยาสามัญที่มีความซับซ้อนสูงขึ้นเพื่อแข่งขันที่เทคนิคและคุณภาพ มากกว่าแค่ราคา รับจ้างพัฒนาและผลิตยา (Contract Development and Manufacturing Organization) สำหรับตลาดประเทศเพื่อนบ้าน(CLMV)จากข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งภูมิศาสตร์ ทำให้ตลาดยาที่รองรับใหญ่ขึ้นมากว่าแค่ตงาดในประเทศ คุ้มค่ามากขึ้นในการทำงานวิจัยและผลิตสารออกฤทธิ์บางชนิด เพื่อก้าวข้ามกับดัก “Low-margin assembler”

โอกาสที่ดูสดใสแต่เงินลงทุนไม่ทั่วถึงในระบบนิเวศน์

แม้ภาคเอกชนไทยจะเริ่มขยับตัวแรงเช่น กลุ่มโรงพยาบาลเริ่มทำ Wellness และ Senior Care กลุ่มอสังหาฯ เริ่มทำ Health Complex แต่ส่วนใหญ่จะเน้นการลงทุนไปในภาคส่วนที่ไทยแข็งแรงแล้วคือ ภาคบริการทางการแพทย์ และ Wellness ผลิตภัณฑ์ความงาม และอาหารเสริม ซึ่งการลงทุนเหล่านี้ยังไม่ตอบโจทย์ในการพัฒนา Ecosystem ของอุตสาหกรรม การส่งเสริมของภาครัฐจึงสำคัญมากที่ไม่ใช่แค่ดึงเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องออกแบบให้ภาคเอกชนหันมาสนใจการลงทุนเพื่อยกระดับ Supply Capability ของประเทศ นั่นหมายถึงการกลับไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อเชื่อมโยงของ Ecosystem ที่เราพูดถึงมาตลอดในซีรี่ย์ โดยเฉพาะส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างบุคลากรการแพทย์และผู้ผลิตเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ ผลักดันให้โรงพยาบาลไทยมั่นใจที่จะเป็น Early Market และเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพื่อให้สินค้าไทยตั้งไข่ได้ ปัจจุบันเราเริ่มเห็นความก้าวหน้าในความร่วมมือกันใน Ecosystem ที่ชัดเจนขึ้น เช่น การที่จุฬาฯ จับมือกับบำรุงราษฎร์เพื่อร่วมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ธุรกิจ หรือการที่สตาร์ทอัพอย่าง “เพอเซ็ปทรา” พัฒนา AI อ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ปอดร่วมกับศิริราชจนเข้าสู่ระบบบัตรทองได้สำเร็จ

ทำไมต้อง‘ตอนนี้’?: โอกาสที่ไม่มีวันหวนกลับ

ถ้าเรามองฝั่ง Demand คงไม่ใช่ข้อกังขา สังคมสูงวัย คือ ‘คลื่นยักษ์’ ที่บ่งบอกว่า Healthcare คือโครงสร้างหลักของเศรษฐกิจโลกในอนาคต แต่สิ่งที่ทำให้โอกาสทางธุรกิจมันน่าสนใจในตอนนี้ คือจังหวะของ ‘Mindset Shift’ ผู้บริโภคทั่วโลกกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับสุขภาพอย่างสิ้นเชิง บวกกับการที่โลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุค HealthTech และการใช้ AI ในการแพทย์อย่างเต็มรูปแบบ จุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมในตอนนี้คือการที่ผู้เล่นในประเทศเริ่มต้นโดยยังไม่ทิ้งห่างกันมากนัก

แน่นอนว่าการเป็นหนึ่งในกลุ่ม ‘First-mover’ เข้าสู่ตลาดในช่วงรอยต่อนี้ รวมถึงโอกาสการเป็นเจ้าของนวัตกรรมที่มี IP Ownership ของตัวเอง คือการสร้างกำไร (Margin) ที่สูงกว่า และเป็นการสร้าง ‘Barrier to Entry’ คู่แข่งจะข้ามมาได้ยากในอนาคต ยังไม่นับรวมแรงส่งจากรัฐ ทั้งการลดหย่อนภาษีและเงินทุนสนับสนุนที่ออกมาเพื่อช่วยลดความเสี่ยง

นี่คือสัญญาณบอกว่า “ประตูโอกาสเปิดแล้ว” โดยเฉพาะสำหรับผู้เล่นในอุตสาหกรรมใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล โรงพยาบาล หรือแม้แต่ผู้ผลิตอาหาร ตัวอย่างเช่นในบางอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากการเกิดของTechnologyใหม่ เครื่องมือแพทย์อาจเป็นคำตอบ ด้วยภาคการผลิตเรามีความเชี่ยวชาญด้าน Mechanic และ Precision Manufacturing ความต้องการความแม่นยำสูงในเทคโนโลยีการแพทย์ยุคใหม่

นี่คือโอกาสที่จะ “ผันตัว” มาเป็นจิ๊กซอว์สำคัญใน Value Chain ของอุตสาหกรรมอนาคตของประเทศ

บทสรุปสู่ New S-Curve ที่ยั่งยืน

สุดท้ายนี้ ใครจะเป็นผู้สร้าง Medical Hub ของไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า?

คำตอบคือ “พันธมิตรระหว่างรัฐและเอกชน” เพราะ Ecosystem นี้คือวงล้อที่ต้องเกื้อกูลกัน งานวิจัยจะมีค่าเมื่อมันถูกออกแบบมาเพื่อ “ขายได้” และรัฐต้องกล้าเป็น “ลูกค้ารายแรก” เพื่อสร้างความเชื่อมั่น อุตสาหกรรมการแพทย์จะเป็น New S-Curve ที่ยั่งยืนได้ เราต้องมีต้นน้ำเป็นของตัวเอง ถ้าเราไม่มีองค์ความรู้เลย และต้องพึ่งพา Supply ต่างชาติตลอดเวลา S-Curve นี้จะเปราะบางและอายุสั้น ไม่ต่างจากอุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนในอดีตที่พอค่าแรงแพง เขาก็ย้ายฐานหนีไป

ประเทศไทยต้องไม่เป็นแค่ประเทศที่คนมาเพราะ ‘รักษาถูก’ อีกต่อไป… แต่เราจะเป็น Medical Hub ที่ขายความคุ้มค่า ความปลอดภัย และนวัตกรรมที่รักษามูลค่าทางเศรษฐกิจไว้ในบ้านเราให้ได้มากที่สุด

นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ที่เศรษฐกิจไทยต้องชนะ เพื่อให้เราก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ความมั่งคั่งที่แท้จริง

รีวิน เพทายบรรลือ เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ PrimeStreet Group บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน การจัดการเชิงกลยุทธ์ และการบริหารกองทุนทางเลือก

อ่านบทความก่อนหน้านี้