จุดชี้ชะตา Medical Hub ของไทย: เมื่อ ‘บริการ’ แข็งแกร่ง แต่ ‘กระดูกสันหลัง’ ยังต้องยืมคนอื่นหายใจ
บทความโดย รีวิน เพทายบรรลือ : PrimeStreet Group
เวลาเราพูดถึง “Medical Hub” ของประเทศไทย ภาพในหัวของทุกคนมักจะสวยงามเสมอ โรงพยาบาลระดับห้าดาว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก และรอยยิ้มแบบไทยที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้ ทั้งหมดนี้คือเรื่องจริงและมันคือ “จุดขาย” ที่พาเรามาถึงความสำเร็จวันนี้ แต่ถ้าถามแบบตรงไปตรงมา ว่า “ความเป็น Hub แบบนี้ของเราจะยั่งยืนแค่ไหน?” คำตอบคงไม่ได้อยู่ที่ฝั่ง Demand หรือจำนวนคนไข้ที่บินเข้ามาหาเราอย่างเดียว แต่มันอยู่ที่ฝั่ง Supplyด้วย ปัจจุบันบริการการแพทย์สมัยใหม่ที่หรูหราของเราเกือบทั้งหมด ขับเคลื่อนด้วย “ของนำเข้า” ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ยา เครื่องมือ เทคโนโลยี ไปจนถึงองค์ความรู้ขั้นสูง คำถามสำคัญคือ “เราเป็น Hub ด้านบริการได้แล้ว แต่เรามีฐานอุตสาหกรรมสุขภาพของตัวเองจริงๆ หรือยัง?”
ภาวะพึ่งพิงต่างชาติ: เมื่ออุตสาหกรรมไทยไปไม่ถึงต้นน้ำ
ลองเริ่มจากสิ่งที่จับต้องได้ที่สุดก่อนครับ คือ “เครื่องมือแพทย์” ข้อมูลจาก วิจัยกรุงศรี ระบุว่ามูลค่าการจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ในประเทศปี 2567 อยู่ที่ราว 7.3 พันล้านบาท แต่ยอดการนำเข้ากลับสูงถึง 9.8 หมื่นล้านบาท!
สัดส่วนการนำเข้าของเครื่องมือการแพทย์ไทยในปี 2567

Source: Krung Sri Research
สิ่งที่น่ากังวลคือ ผลิตภัณฑ์ที่เรานำเข้าคือ “หัวใจ” ของการรักษา เครื่องอัลตราซาวนด์, เครื่องเอ็กซเรย์, เครื่องวินิจฉัยโรคซับซ้อน หรืออุปกรณ์ผ่าตัดไฮเทค เรานำเข้าจากสหรัฐฯ จีน และเยอรมนีเกือบ 100% ในขณะที่ศักยภาพการผลิตของไทยเราเองส่วนใหญ่ยังวนเวียนอยู่กับ “เทคโนโลยีพื้นฐาน” เช่น ถุงมือยาง, หลอดฉีดยา หรือเตียงผู้ป่วย
ฝั่งของยาก็ไม่ต่างกัน Supply Chain ของการผลิตยาแบ่งคร่าวๆเป็น 3 ขั้น:
- ค้นคว้า: วิจัยยาและพัฒนายาใหม่ (ใช้เวลา 10-15 ปี)
- สกัด: การผลิตวัตถุดิบยา เช่น สารออกฤทธิ์ และสารปรุงแต่งยา
- ปรุง: นำวัตถุดิบมาผสมและแปรรูป
แน่นอนว่าด้วยพื้นฐานความชำนาญของประเทศ เราไม่ได้อยู่ที่การค้นคว้า ด้วยการวิจัยต้องใช้เงินจำนวนมาก และการทดสอบทางคลินิกที่ยาวนาน แม้แต่ขั้นสกัด เราก็ยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบตัวยาจากต่างประเทศสูงถึง 90%! ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ทำได้แค่ขั้นปรุง คือการผลิตยาสามัญ (Generic Drugs) เท่านั้น จากข้อมูลของ Business Watch, TNN ไทยยังห่างไกลความมั้นคงทางยาโดย มีการนำเข้ายากว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี คิดเป็น 65% ของยาทั้งหมด
ทั้งสถานการณ์เครื่องมือแพทย์และยาคือภาพสะท้อนชัดเจนว่า นิเวศสุขภาพไทยเปราะบางอย่างยิ่งที่ต้นน้ำ
สงครามแย่งชิง ‘สมองโลก’: เมื่อเราขาดบุคลากรขั้นสูง
นอกจากที่ประเทศไทยต้องเผชิญปัญหาความขาดแคลน การกระจายตัว และ สมองไหลใน ภาคบุคลากรการแพทย์แล้ว ในโลกของ Medical Hub ยุคใหม่ ยังต้องบุคคลากรด้านอื่นๆที่มากขึ้นไปอีก เมื่อหมอจำเป็นต้องมี “ทีม” ที่อยู่เบื้องหลังศาสตร์ใหม่ๆ เช่น Precision Medicine หรือ Digital Health
เรากำลังขาดแคลนบุคลากรที่อยู่ตรงรอยต่อของวิชาชีพ เช่น นักวิจัย Genomics, Bioinformatics หรือ Clinical Data Science โจทย์ใหญ่ของไทยคือ ระบบการศึกษาเรายังแยกสาย “แพทย์-เภสัช-วิศวะ-ดิจิทัล” ออกจากกันอย่างเด็ดขาด และคนเก่งก็มักจะไหลไปอยู่ภาคบริการ มากกว่าจะมานั่งทำวิจัย
ในระยะสั้น เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพึ่งพาบุคลากรระดับโลก (Global Talent) แต่กติกาวิชาชีพในปัจจุบันยังเป็นอุปสรรคต่อการดึงคนเก่งข้ามพรมแดนเข้ามาทำงานจริง ถ้าเราไม่ปลดล็อกเรื่องการเคลื่อนย้ายคนเก่ง เราจะติดเพดานบินทันทีในสาขาที่โลกกำลังเติบโตแบบ Exponential
ช่องว่าง R&D: นวัตกรรมไทยที่ ‘ตกม้าตาย’ ระหว่างทาง
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เคยให้ความเห็นไว้ว่า ไทยมีคนเก่งและไอเดียในงานวิจัย แต่สิ่งขาด คือ “ระบบการพานวัตกรรมไปสู่คนไข้”
ปัญหาหลักของเราอยู่ที่การเชื่อมต่อระหว่าง “ห้องแล็บ-การทดลองใช้-การขออนุมัติภาครัฐ-การตลาด” ที่ยังเป็นไซโล (Silo) นวัตกรรมจาก Startup หรือมหาวิทยาลัยมักจะขาดเงินทุนในการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trial) ที่กินเวลานานหลายปี แม้แต่นวัตกรรมที่ทำสำเร็จ โรงพยาบาลไทยเองก็ยังลังเลที่จะใช้ เพราะขาดความเชื่อมั่นหรือข้อจำกัดด้านการรับรอง รัฐบาลพยายามผลักดัน ด้วยการกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องจัดซื้อนวัตกรรมไทย ไม่น้อยกว่า 30% ของงบประมาณ แต่มาตรการเหล่านี้ยังไม่ตอบโจทย์การเชื่อมโยงของระบบนิเวศน์ ทำให้นวัตกรรมต่างๆตกม้าตายระหว่างทางก่อนไปถึงผู้ป่วย
ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง: Medical Hub ถ้าจะ “ยั่งยืน” ต้องลดการพึ่งพา
ตรงนี้คือจุดที่อยากให้ทุกคน “ฉุกคิด” เมื่อ Supply สำคัญมาจากต่างชาติ Value Added มหาศาลจึงไหลกลับไปยังเจ้าของเทคโนโลยีและสิทธิบัตรในต่างแดน ไทยเราได้ประโยชน์จากค่าบริการ การจ้างงาน และรายได้จากการท่องเที่ยวสุขภาพ แต่ “กำไรของต้นน้ำ” จำนวนมากไม่ได้อยู่ในประเทศ
นอกจากนี้ เรายังมีความเสี่ยงเรื่อง Supply Chain Disruption บทเรียนจากโควิด-19 บอกเราว่า “ถ้าของขาด ตลาดสุขภาพหยุดทันที” ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และค่าเงิน คือความเสี่ยงถาวรที่เราต้องเผชิญถ้าเรายังไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้มากกว่านี้ ดูง่ายๆจากสงครามที่เกิดขึ้นในอิหร่านในขณะนี้ ผลกระทบทางระบบสาธารณสุขเกิดขึ้นในทันที โรงพยาบาลรัฐ เริ่มประกาศจ่ายยาไม่เกิน 1-2 เดือนเนื่องจากมีความกังวลด้านสถานการณ์การนำเขาของยา
ถ้าจะมองให้สวยหรูไปกว่านั้น ประเทศที่จะเรียกตัวเองว่าเป็น Medical Hub ไม่ควรหยุดแค่การ “ดึงคนมารักษา” แต่ต้องสร้างประเทศให้เป็น “ฐานการวิจัยและส่งออก” ไปพร้อมกัน ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ สิงคโปร์ที่ผลักดัน Biomedical Ecosystem จนมูลค่าอุตสาหกรรมพุ่งไปแตะ 2.6% ของ GDP และกลายเป็นผู้ผลิตเพื่อป้อนตลาดโลก
ไทยกำลังสร้าง “Hub ของบริการ” หรือ “Hub ของอุตสาหกรรม”?
จุดชี้ชะตาอยู่ที่การตัดสินใจของเราในวันนี้ ว่าจะยอมเป็นผู้ซื้อตลอดไป หรือจะขยับขึ้นมาเป็น “ผู้สร้าง” มูลค่าเพิ่มให้กับประเทศอย่างแท้จริง และแน่นอนว่าการสร้างอุตสาหกรรมใดๆให้ประสบความสำเร็จ มันคือการเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งของ Ecosystem ที่ต้องมีทั้งภาครัฐ และ เอกชน เราเริ่มเห็นสัญญาณไปในทิศทางที่ดีจากภาครัฐที่มีนโยบาย BOI ที่ให้สิทธิประโยชน์ภาคเอกชนด้านงานวิจัย และ การผลิตเครื่องมือแพทย์ และยาในประเทศ มีการจัดตั้งกลไกการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green economy) ในสาขาเครื่องมือแพทย์ เพื่อส่งเสริมให้เกิดความสอดคล้องเชื่อมโยงในระบบนิเวศน์ของนวัตกรรมจากห้องแล็ปสู่ผู้ใช้งาน และโครงการอย่าง “ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี” (Yothi Medical Innovation District) ที่พยายามรวมโรงพยาบาล สถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัยมาไว้ด้วยกัน เพื่อเร่งรัด MedTech ให้เกิดจริง หรือความหวัง New S-Curve จากอุตสาหกรรมนี้อาจจะไม่ได้ไกลเกินเอื้อม
ในตอนหน้าซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของซีรีส์นี้ จะพาไปสำรวจ “ช่องว่าง” ที่ซ่อนอยู่ ซึ่งอาจเป็นโอกาสการลงทุนครั้งใหม่ และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะพาไทยไปถึงเป้าหมาย Medical Hub ของภูมิภาค
.
รีวิน เพทายบรรลือ เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ PrimeStreet Group บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน การจัดการเชิงกลยุทธ์ และการบริหารกองทุนทางเลือก
อ่านบทความก่อนหน้านี้