TMA ชี้แก้ปัญหาโครงสร้าง ดึงนักลงทุน-หนีเวียดนาม
TMA ชี้ครึ่งหลังปี’69 จังหวะสำคัญเศรษฐกิจไทย หลังขัดแย้งตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย หนุนเศรษฐกิจโลกฟื้นเปิดโอกาสเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าอาเซียน ขณะที่ IMD จัดไทยขยับขึ้นสู่อันดับ 26 ขีดความสามารถในการแข่งขันโลก พร้อมเตือนเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
สปีดหนีเวียดนาม
นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ช่วงครึ่งหลังของปี’69 เศรษฐกิจไทยได้รับแรงหนุนจากการคลี่คลายความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่ผลจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ IMD ประจำปี 2569 ไทยขยับขึ้น 4 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 26 จาก 70 เขตเศรษฐกิจ สะท้อนพัฒนาการด้านศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งด้านผลิตภาพแรงงาน การศึกษา สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม การปรับตัวสู่ AI รวมถึงหลักนิติธรรม ความโปร่งใส และกฎระเบียบทางธุรกิจที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
สงบศึกตะวันออกกลาง
นายธีรนันท์อธิบายว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลายถือเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจโลก เพราะช่วยลดแรงกดดันจากความผันผวนของราคาพลังงาน การขนส่งระหว่างประเทศ และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน
การที่สถานการณ์เริ่มผ่อนคลายจะช่วยให้เศรษฐกิจโลกกลับมามีทิศทางเชิงบวกมากขึ้น และช่วยลดผลกระทบจากความหยุดชะงักของห่วงโซ่มูลค่าในหลายอุตสาหกรรม
อาเซียนรับบท Safe Haven
นายธีรนันท์กล่าวต่อไปว่า ปัจจัยที่ทำให้อาเซียนได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะ “Safe Haven” ภูมิภาคอาเซียนมีความหลากหลายทางเศรษฐกิจ มีเสถียรภาพทางสังคม และไม่มีความขัดแย้งรุนแรงภายใน ทำให้กลายเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของโลก
วิกฤตที่ผ่านมาส่งผลให้อาเซียนกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ที่ได้รับความสนใจมากขึ้น
แก้ปัญหาสวมสิทธิส่งออก
อย่างไรก็ตามหนึ่งในประเด็นสำคัญคือปัญหาการสวมสิทธิสินค้าส่งออก ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของไทยในเวทีการค้าโลก และเป็นโจทย์เร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของคู่ค้าและนักลงทุนต่างประเทศ ในช่วงที่โลกกำลังมองหาฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
ไทยขึ้นอันดับ 26 ของโลก
สำหรับผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประจำปี 2569 พบว่าไทยขยับขึ้น 4 อันดับ จากปีก่อน มาอยู่ในอันดับที่ 26
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนอันดับของไทยมาจากประสิทธิภาพของภาคธุรกิจที่ขยับขึ้น 3 อันดับ และโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับตัวดีขึ้น 2 อันดับ ขณะที่ประสิทธิภาพของภาครัฐทรงตัว ส่วนสมรรถนะทางเศรษฐกิจลดลง 2 อันดับ
ในด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ไทยลดลงจากอันดับ 8 มาอยู่ที่อันดับ 10 จากการปรับลดลงของปัจจัยด้านการค้าระหว่างประเทศและการจ้างงาน แม้ว่าการลงทุนระหว่างประเทศจะปรับตัวดีขึ้นก็ตาม
ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐยังคงอยู่อันดับ 32 เท่ากับปีก่อน ขณะที่ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจขยับจากอันดับ 24 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 21 และโครงสร้างพื้นฐานขยับจากอันดับ 47 มาอยู่ที่อันดับ 45
ปัญหาโครงสร้างยังฉุดรั้ง
นายธีรนันท์ย้ำว่า แม้อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยจะดีขึ้น แต่ประเทศยังมีปัญหาผลิตภาพต่ำทั้งในภาพรวม ผลิตภาพแรงงาน และภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในอนาคต
ขณะเดียวกันไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และคุณภาพการศึกษายังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่
“ขีดความสามารถในการแข่งขันอยู่ที่คน เรามีระบบ AI แต่ถ้าคนใช้ไม่เป็นมันก็ไปไม่ได้ เรามีหุ่นยนต์แต่ถ้าคนทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์”
AI โจทย์ใหม่เร่งปรับตัว
นายธีรนันท์ มองว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญจากการจัดอันดับปีนี้คือ AI ซึ่ง IMD นำมาใช้เป็นตัวชี้วัดใหม่รวม 9 ตัวชี้วัด ทำให้แม้อันดับด้านตลาดแรงงานดีขึ้น แต่ในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีกลับลดลงถึง 7 อันดับ เหลืออันดับ 39 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากตัวชี้วัดใหม่ด้าน AI
ในระยะสั้นการลดลงของการจ้างงานยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับ AI ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากภาคธุรกิจยังนำ AI มาใช้ไม่มากนัก แต่อีก 2-3 ปีข้างหน้าผลกระทบอาจชัดเจนขึ้นหาก AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพได้จริง ขณะที่แรงงานบางส่วนอาจปรับตัวไม่ทัน
จับตาความโปร่งใส
แม้คะแนนด้านนโยบายภาษี การคลังสาธารณะ และกรอบการบริหารสังคมจะปรับตัวดีขึ้น แต่ตัวชี้วัดด้านการบังคับใช้กฎหมาย คอร์รัปชั่น และความโปร่งใสของภาครัฐยังอยู่ในอันดับค่อนข้างต่ำ
นอกจากนี้กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ และเป็นประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนอย่างมาก
เวียดนามไล่จี้ มาเลเซียทิ้งห่าง
เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน ไทยยังอยู่ในอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย อย่างไรก็ตามเวียดนามซึ่งเข้าร่วมการจัดอันดับเป็นปีแรก ตามหลังไทยเพียง 1 อันดับ และมีคะแนนดีกว่าไทยทั้งด้านประสิทธิภาพภาครัฐและประสิทธิภาพภาคธุรกิจ
โดยสาเหตุที่เวียดนามยังตามหลังไทย เนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ แต่เป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเร่งพัฒนาได้รวดเร็ว ขณะที่ไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งแก้ไขได้ยากกว่า ส่วนมาเลเซียยังคงรักษาความได้เปรียบเหนือไทย โดยเฉพาะด้านทักษะแรงงาน ผลิตภาพ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์
ย้ำต้องแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
นายธีรนันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับอันดับขึ้นของไทยและสัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกถือเป็นโอกาสสำคัญ แต่จะไม่เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่หากประเทศไทยยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่่ไทยต้องเร่งลงมือในวันที่เศรษฐกิจโลกเริ่มเปิดโอกาสอีกครั้ง เพราะความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ได้วัดจากอันดับเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแก้ปัญหาพื้นฐานของตัวเองให้ได้อย่างยั่งยืน