เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ยก ‘รง.น้ำตาลอุดร’ ต้นแบบ BCG ‘วราวุธ’ เล็งถกปลดล็อกคาร์บอนเครดิต

25 มิ.ย. 2569 | 18:16น.

“วราวุธ” เตรียมหารือ “บราซิล-อินเดีย” ผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่โลก ผลักดันการรับรองคาร์บอนเครดิตจากเทคโนโลยีดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอนไดออกไซด์ CCUS ให้นับเป็นคาร์บอนเครดิตได้ ยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย หวั่นอนาคตอาจถูกกีดกันจากคู่ค้าหลังกติกาโลกเปลี่ยนเร็ว ยก “โรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี” เป็น BCG พร้อมใช้เป็นโมเดลพัฒนาอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบและ SMEs

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของโรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี หรือกลุ่ม TSM ว่า การได้เห็นแนวทางการบริหารจัดการของโรงงานแห่งนี้ ทำให้เห็นว่าอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายมีความแข็งแกร่งมาก แม้ว่าฤดูกาลปี 2568/2569 ปริมาณอ้อยเข้าหีบจะลดลงเล็กน้อยจากโรคของพันธุ์อ้อย แต่ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการภายในโรงงานได้อย่างดี และยังมีการรับอ้อยสดมากกว่าอ้อยเผา จึงถือเป็นโรงงานน้ำตาลตัวอย่างของภาคอุตสาหกรรมที่สามารถนำแนวคิด BCG Economy และ ESG มาปรับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับ 3 ของโลก รองจากบราซิลและอินเดีย แต่ด้วยกติกาการค้าโลกเริ่มเข้มงวดมากขึ้น เช่น CBAM ที่ประเทศคู่ค้าให้ความสำคัญกับการสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การดูแลชุมชนรอบโรงงาน และการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล ดังนั้น ผู้ประกอบการที่จะสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้อง ก่อนที่จะถูกกีดกันทางการค้าในอนาคต ซึ่งโรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานีได้ใช้เทคโนโลยีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากแหล่งกำเนิด หรือ (Carbon Capture and Utilization and Storage : CCUS) มาใช้ประโยชน์ โดยสามารถแยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาขายให้กับบริษัทผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่อย่างโค้ก และผลิตเป็นน้ำแข็งแห้ง Dry Ice ได้แล้ว แต่ทางองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) หรือ TGO ยังไม่นับส่วนนี้เป็นคาร์บอนเครดิต เนื่องจากกฎเกณฑ์สากล มองว่าผลิตภัณฑ์ที่มาจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเป็นกลุ่มชีวภาพ (Bio-industry) อยู่แล้วจะไม่ถูกนับ

ดังนั้น จึงเตรียมรวบรวมข้อมูลรวมถึงกฎกติกาที่ไทยสามารถทำได้ เพื่อนำไปหารือกับ 2 ประเทศผู้ส่งออก ทั้งบราซิลและอินเดีย ร่วมกันผลักดันให้การกักเก็บคาร์บอนในอุตสาหกรรมน้ำตาลถูกนับเป็นคาร์บอนเครดิต ซึ่งหาก 3 ประเทศหลักเห็นพ้องตรงกัน จะสร้างแรงกดดันให้มาตรฐานโลกเปลี่ยนแปลงได้

สำหรับบริษัท น้ำตาลไทยอุดรธานี จำกัด เป็นบริษัทในเครือกลุ่มไทย ชูการ์ มิลล์ (TSM Group) ถือว่าเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการนำแนวคิด BCG (Bio-Circular-Green Economy) และ ESG มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพราะไม่เพียงการผลิตน้ำตาลแต่สามารถนำผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ตั้งแต่เอทานอล พลังงานชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ ซิลิกา (จากขี้เถ้า) วัสดุชีวภาพ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในอนาคตอย่างคาร์บอนคอมโพสิตและกราฟีน เศษวัสดุที่เหลือจากการผลิตน้ำตาล เช่น ชานอ้อยหรือเถ้าชีวมวล ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างครบวงจร รวมถึงผลิตภัณฑ์จากน้ำตาลอื่น ๆ เช่น น้ำตาลที่มีไขมันต่ำแต่ความหวานปกติ เพื่อตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัย ลดของเสียจากกระบวนการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

“ผมเห็นแล้วต้องยอมรับว่าโรงงานนี้เก่ง เพราะสิ่งที่เคยพูดกันมาหลายปี วันนี้มีเอกชนที่ทำได้จริง เขาไม่ได้มองแค่ขายน้ำตาล แต่เอาทุกอย่างมาต่อยอดจนเกิดมูลค่าใหม่ ซึ่งหลายผลิตภัณฑ์มีมูลค่าสูงกว่าน้ำตาลเสียอีก ส่วนระบบแบ่งปันผลประโยชน์อ้อย 70 : 30 ซึ่งเป็นกลไกตาม พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย โดยรายได้ทั้งหมดที่เกิดจากการขายน้ำตาลทรายและผลพลอยได้ จะถูกจัดสรรให้เกษตรกรชาวไร่อ้อย 70% และโรงงานน้ำตาล 30% เพื่อความเป็นธรรมในอุตสาหกรรม

แต่เมื่อมีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ใช่น้ำตาล ชาวไร่อาจมองว่าสัดส่วนตรงนี้ต้องเปลี่ยนไป ซึ่งมันก็เป็นข้อถกเถียงกันมาตลอด ตั้งแต่ตอนที่อ้อยแตกไลน์ออกมาเป็นเอทานอล ไฟฟ้าแล้ว แต่การลงทุนเหล่านี้โรงงานลงทุนเองเป็นพันล้าน ถ้าชาวไร่อยากได้ส่วนแบ่งจากผลิตภัณฑ์อื่นเพิ่ม โรงงานก็อาจจะต้องต่อรองขอขยับสัดส่วนในระบบหลักเป็น 60 : 40 แทน แต่เรื่องนี้ต้องไปศึกษาและพูดคุยตกลงกันต่อไประหว่างโรงงานกับชาวไร่อ้อย”

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวสู่รูปแบบธุรกิจดังกล่าวจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ทั้งด้านเทคโนโลยี เครื่องจักร และการวิจัยพัฒนา ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐต้องช่วยสนับสนุน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ดังนั้นความท้าทายสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไปคือ การเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าใจและสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนได้

“ประเทศไทยอาจไม่ได้มีน้ำมันใต้ดินเหมือนหลายประเทศ แต่เรามีความมั่นคงทางอาหาร มีวัตถุดิบทางการเกษตรจำนวนมาก สิ่งสำคัญคือ ทำอย่างไรให้เราไม่ส่งออกเพียงวัตถุดิบราคาถูก แต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งออกสินค้ามูลค่าสูงจากฐานทรัพยากรที่เรามีอยู่แล้ว”