เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ชง ครม.ปลดล็อกเหมืองโพแทชอุดร

24 มิ.ย. 2569 | 07:28น.
นายวราวุธ ศิลปอาชา

นายวราวุธ ศิลปอาชา

ความฝันไทยผลิตปุ๋ยใช้เองใกล้เป็นจริง หลังยืดเยื้อมากว่า 40 ปี “วราวุธ” เตรียมชง ครม.แก้บริคณห์สนธิเหมืองแร่โพแทชอุดรฯ เปิดทางจีนร่วมทุนหมื่นล้าน จากนั้นเริ่มขุดอุโมงค์ปีหน้า คาดผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในปี’73 ช่วยสร้างรายได้เข้ารัฐถึง 7.7 หมื่นล้าน ขณะที่เหมืองไทยคาลิเจาะแล้ว 60% ใกล้ถึงชั้นแร่ ส่วน “โพแทชชัยภูมิ” ลุ้นหาทุนใหม่

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า โครงการเหมืองแร่โพแทชจังหวัดอุดรธานี ถือเป็นหนึ่งในโครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่ของประเทศที่ใช้เวลาดำเนินการมายาวนานกว่า 40 ปี นับตั้งแต่ปี 2527 หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้กระทรวงอุตสาหกรรมลงนามในสัญญากับบริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC)

ซึ่งขณะนั้นเป็นบริษัทสัญชาติแคนาดา เพื่อให้สิทธิสำรวจและผลิตแร่โพแทชในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี จนถึงขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนที่จะเสนอเข้า ครม. ให้เห็นชอบแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิเพื่อเพิ่มทุนจาก 100 ล้านบาท เป็น 12,240 ล้านบาท ซึ่งเป็นการอนุมัติเดินหน้าโครงการอย่างเต็มรูปแบบภายใต้เงินลงทุนใหม่

ช่วงที่ผ่านมานับตั้งแต่ APPC ลงนามในสัญญา ต่อมาปี 2543 บริษัทได้รับอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โพแทชจำนวน 12 แปลง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 120,000 ไร่ และพบแหล่งแร่สำคัญ 2 แห่ง ได้แก่ แหล่งอุดรเหนือ พื้นที่ประมาณ 52,000 ไร่ และแหล่งอุดรใต้ พื้นที่ประมาณ 26,000 ไร่

โดยบริษัทได้ยื่นคำขอประทานบัตรในปี 2547 ครอบคลุมพื้นที่ 26,446 ไร่ 1 งาน 49 ตารางวา ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปี 2554 และได้รับความเห็นชอบรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในปี 2557 

ต่อมาปี 2558 มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียเพิ่มเติม และในปี 2559 จังหวัดอุดรธานีได้ประมวลเรื่องส่งคำขอประทานบัตรให้ กพร.พิจารณา ก่อนจะมีการกำหนดมาตรการชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ (ค่าลอดใต้ถุน) ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2565 เมื่อ กพร.ออกใบอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองใต้ดินชนิดแร่โพแทชให้กับบริษัท APPC โดยมีอายุ 25 ปี ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2565 ถึงวันที่ 22 กันยายน 2590 ครอบคลุมพื้นที่ 26,446 ไร่ 1 งาน 49 ตารางวา

และปี 2568 บริษัทได้รับการสนับสนุนด้านเงินลงทุนจาก State Development and Investment Corporation (SDIC) รัฐวิสาหกิจด้านการลงทุนของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีแผนเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 100 ล้านบาท เป็น 12,240 ล้านบาท เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการในระยะต่อไป โดยมูลค่าลงทุนรวมของโครงการประมาณ 40,000 ล้านบาท สูงกว่าทุนจดทะเบียนหลายเท่าตัว เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสำหรับการก่อสร้างเหมืองใต้ดิน โรงงานแปรรูปแร่ และระบบสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้อง 

นายอดิทัตกล่าวว่า ด้วยระยะเวลาการพัฒนาโครงการที่ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี กพร.ประเมินว่าหากทุกขั้นตอนดำเนินไปตามแผน โครงการเหมืองแร่โพแทชอุดรธานีจะเริ่มเจาะต้นปี 2570 รวมถึงสร้างโรงแต่งแร่ คาดว่าจะสามารถเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในช่วงต้นปี 2573 ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทย และช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับการผลิตปุ๋ยของประเทศในอนาคต

“ทางผู้ถือหุ้นได้ใส่เงินเข้ามาแล้วรอ ครม.เห็นชอบ จากนั้น APPC จะเริ่มขุดที่หลุมแรกที่เป็นปากอุโมงค์ในพื้นที่ ต.หนองไผ่ อ.เมือง จ.อุดรธานี ในส่วนของชาวบ้านจากการสำรวจค่อนข้างเป็นไปในทางที่ดี เพราะมีกองทุนตามกฎหมายและมาตรการของ APPC ถึง 11 กองทุนที่เข้ามาดูแลชุมชน

อย่างการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษเจ้าของที่ดินหรือค่าลอดใต้ถุนวงเงิน 1,200 ล้านบาท ให้ไร่ละ 45,500 บาท เงินช่วยเหลือในเขตประทานบัตรวงเงิน 1,040 ล้านบาท ที่จะโอนเงินเข้าบัญชีประมาณปีละ 41.5 ล้านบาท และยังมีเงินกองทุนช่วยเหลือค่าปุ๋ยให้เกษตรกรในพื้นที่ประทานบัตร กองทุนพัฒนาชุมชน กองทุนประกันความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต เป็นต้น”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการเหมืองแร่โพแทชอีก 2 แห่งของประเทศ คือ โครงการไทยคาลิ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งร่วมทุนกับทางบางจาก และโครงการจังหวัดชัยภูมิ ขณะนี้อยู่ระหว่างหาผู้ร่วมทุน พบว่าโครงการไทยคาลิมีความก้าวหน้ามากที่สุด โดยปัจจุบันการเจาะอุโมงค์เหมืองมีความคืบหน้าประมาณ 60% จากชั้นแร่ทั้งหมด 280 เมตร และคาดว่าจะเข้าถึงชั้นแร่แรกได้ภายในปลายปี 2569 หรือต้นปี 2570 ส่วนโครงการอุดรธานีหลังจากได้รับความชัดเจนเรื่องการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิแล้ว จะต้องดำเนินการจัดหาผู้รับเหมา เตรียมงานวิศวกรรม และเริ่มการเจาะอุโมงค์สู่ชั้นแร่ที่ระดับความลึกประมาณ 320 เมตร ซึ่งทั้ง 3 โครงการมีความเป็นไปได้ทั้งหมด 

นายวรวุฒิ หิรัญไพศาลกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารอาวุโส บริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) กล่าวว่า โครงการเหมืองแร่โพแทชแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 26,000 ไร่ มีปริมาณสำรองแร่ราว 268 ล้านตัน โดยการออกแบบและศึกษารายละเอียดโครงการใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานจากประเทศเยอรมนี เน้นการทำเหมืองใต้ดินแบบสลับเสาค้ำยัน (Room and Pillar) เพื่อรักษาเสถียรภาพของชั้นหินและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การศึกษาด้านวิศวกรรมยืนยันว่าการทำเหมืองในระดับความลึกประมาณ 300 เมตร และการเว้นเสาค้ำยันในสัดส่วนที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการทรุดตัวของผิวดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในช่วงปีที่ 5 ของการดำเนินงานจะมีการนำหางแร่กลับไปอัดเติมในพื้นที่ใต้ดินเดิม (Backfilling) เพื่อเพิ่มความมั่นคงของโครงสร้างเหมือง สำหรับด้านการบริหารจัดการในพื้นที่ตลอดอายุโครงการประมาณ 25 ปี อาจเกิดการทรุดตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อหน้าดิน ส่วนการระบายน้ำหรือพื้นที่เกษตรกรรมของชุมชนและด้านการใช้น้ำ โครงการได้จัดเตรียมบ่อกักเก็บน้ำสำหรับกระบวนการแยกแร่โดยเฉพาะ เพื่อลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะและไม่กระทบต่อการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่

สำหรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมีระบบดักจับฝุ่นเกลือภายในโรงงาน ควบคู่กับการทำแนวกันชนและมาตรการป้องกันการฟุ้งกระจาย โดยค่าการแพร่กระจายของฝุ่นอยู่ในระดับต่ำประมาณ 34-57 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนกระบวนการแยกแร่จะมีการนำน้ำเกลือกลับมาใช้หมุนเวียนภายในระบบไม่ปล่อยออกสู่ภายนอก บ่อกักเก็บทุกแห่งมีวัสดุรองรับป้องกันการรั่วซึม ขณะที่หางแร่เมื่อผ่านกระบวนการทำให้แห้งแล้วจะไม่เกิดการฟุ้งกระจาย และมีคันดินล้อมรอบเพื่อควบคุมน้ำไหลเข้าสู่บ่อกักเก็บน้ำเกลือรวมทั้งเป็นการป้องกันน้ำเกลือไหลออกนอกพื้นที่

ทั้งนี้ โครงการยังจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนรวม 3 กองทุน วงเงิน 3,100 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ จ่ายค่าภาคหลวง และสร้างรายได้ให้กับภาครัฐตลอดอายุโครงการกว่า 77,000 ล้านบาท