อุดรฯ คึกคัก ‘วราวุธ’ ลุยยกระดับอุตสาหกรรม-หนุน SME อีสานเข้าถึงแหล่งทุน
‘วราวุธ’ รมว.อุตสาหกรรม นำทีมลงพื้นที่ จ.อุดรธานี เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสาน ชู SME D Bank ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หนุนเอสเอ็มอีอีสานเข้าถึงแหล่งทุน ด้านผู้ประกอบการรายย่อยคว้าทุน 14 ล้านขยายโรงงาน ขณะที่อุตสาหกรรมอ้อยและเหมืองแร่ขานรับแนวคิดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หวังกระจายรายได้และสร้างงานสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดอุดรธานีว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานีเป็นครั้งแรก หลังรับตำแหน่งรัฐมนตรี โดยมีกำหนดการเดินทางไปร่วมงาน 3 กิจกรรม
เริ่มต้นจากเวลา 09.30 น. เดินทางไปโรงแรมเซ็นทารา อุดรธานี เพื่อเปิด “มหกรรมรวมพลัง 3 มิติ พา SMEs ไทย โตยั่งยืน” จัดโดย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank โดยมี นายณัฐพงศ์ คำวงศ์ปิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวต้อนรับ และมี นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการธนาคาร
ตลอดจนคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตร และผู้บริหาร SME D Bank มีผู้ประกอบการในพื้นที่มากกว่า 200 กิจการ ตอบรับยื่นกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ส่งผลให้มีเงินสะพัดกว่า 500 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

นายวราวุธกล่าวว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีถือเป็นฐานพีระมิดของเศรษฐกิจไทย หากธุรกิจเอสเอ็มอีไม่สามารถอยู่รอดได้ เศรษฐกิจไทยก็จะขาดแรงขับเคลื่อนสำคัญ ดังนั้น จึงมอบหมายให้ SME D Bank ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายใต้การกำกับของกระทรวงอุตสาหกรรม ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญของภาครัฐ ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ฟันฝ่าวิกฤตความท้าทายต่าง ๆ ไปได้
พร้อมวางพื้นฐานยกระดับพลิกโฉมสู่อนาคตต่อไป ด้วยแนวทางสำคัญใน 3 มิติ ทั้งการเติมทุน การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และการยกระดับและเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ
สำหรับการจัดงาน “มหกรรมรวมพลัง 3 มิติ พา SMEs ไทย โตยั่งยืน” ถือว่าสอดรับกับนโยบาย “ราชการทันใจ” ของกระหรวงอุตสาหกรรม ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างรวดเร็ว และรอบด้านครบถ้วนในจุดเดียว อีกทั้งมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภูมิภาค เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายได้สู่ชุมชุม ช่วยสร้างฐานพีระมิดของเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งและเติบโตสู่ความยั่งยืนในอนาคต

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ธนาคารได้นำมาขับเคลื่อนสู่ภาคปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิดเป็น “ร่มที่กางแล้วไม่มีวันหุบ” ซึ่งเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม นับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2569 ถึงประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา สนับสนุนผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนแล้วกว่า 9,057 ล้านบาท สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 41,481 ล้านบาท
ดังนั้น SME D Bank ต่อยอดจัด “มหกรรมรวมพลัง 3 มิติ พา SMEsไทย โตยังยืน” เพื่อจะนำบริการ 3 มิติสำคัญดังกล่าว ไปมอบสู่ส่วนภูมิภาคอย่างกว้างขวาง นำร่องครั้งที่ 1 ณ จ.อุดรธานี ซึ่งถือเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดในรูปแบบ ONE STOP SERVICE รวบรวมความช่วยเหลือใน 3 มิติสำคัญ มาไว้ในจุดเดียว ประกอบด้วย
มิติที่ 1 การเข้าถึงแหล่งทุน สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี วงเงินรวมประมาณ 16,000 ล้านบาท ช่วยเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ
พร้อมทั้งสนับสนุนการยกระดับผลิตภาพ การปรับเปลี่ยนสู่การใช้พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน และการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวอย่างยั่งยืน ได้แก่ สินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย สนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ใช้พลังงานสะอาด

อาทิ ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สินเชื่อปลุกพลัง SME วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาทต่อราย สำหรับผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และสินเชื่อ Beyond ติดปีก SME วงเงินกู้สงสุด 30 ล้านบาทต่อราย สนับสนุนการลงทุนและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจให้เติบโด้อย่างมั่นคง
มิติที่ 2 การช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง จัดคลินิกให้คำปรึกษาเพื่อลดภาระหนี้เดิม ช่วยให้ธุรกิจรอดพ้นวิกฤตและไปต่อได้อย่างมั่นคง ด้วยมาตรการ “3 ลด” ได้แก่ ลดเงินต้น ลดอัตราดอกเบี้ย และลดค่างวดผ่อนชำระ โดยพิจารณาตามศักยภาพและความสามารถในการดำเนินธุรกิจของแต่ละกิจการ
มิติที่ 3 การยกระดับและเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ Upskill-Reskill สามารถปรับตัวสู่เศรษฐกิจและเทคโนโลยีปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาด การเพิ่มรายได้ การลดต้นทุนทางธุรกิจ และการปรับตัวสู่การดำเนินธุรกิจสีเขียว (Green Business)
นายพิชิตกล่าวว่า การจัดมหกรรมฯ ครั้งที่ 1 ณ จ.อุดรธานี มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ใน จ.อุดรธานี และใกล้เคียงเข้าร่วมมากกว่า 200 กิจการ สามารถสนับสนุนเข้าถึงแหล่งทุนได้กว่า 500 ล้านบาท ขณะที่ช่วยแนะนำแก้ไขปัญหาหนี้กว่า 40 กิจการ
นอกจากนั้น ยังได้รับความสนใจเข้าร่วมสัมมนา Workshop “ปั้น Influencer ติดตะกร้า เปลี่ยนโพสต์ธรรมดาให้ขายดี ด้วย Affiliate Tools” อย่างล้นหลาม เพราะตอบโจทย์ช่วยเติมทักษะการสร้างรายได้ด้วยออนไลน์ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างยิ่งในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ธนาคารเตรียมจะจัดงานนี้ กระจายไปยังภูมิภาศอื่น ๆ ต่อไปทั่วประเทศ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถแจ้งความประสงค์ เข้าร่วมงาน และรับบริการต่าง ๆ ได้ผ่านสาขา SME D Bank ทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ
ขณะเดียวกันผู้ประกอบการน้ำเฉาก๊วย แบรนด์ “น้องทับทิม” เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่ายื่นกู้ 14 ล้านบาทผ่านแล้ว เพื่อต้องการขยายพื้นที่การผลิตน้ำเฉาก๊วย โดยเปิดกิจการในพื้นที่ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี มีคนงานและคนขับรถขนสินค้ารวม 40 คน รถขนส่งสินค้า จำนวน 6 คัน

เริ่มกิจการครั้งแรก 3 ปีที่ผ่านมา ด้วยเงินลงทุนกว่า 1 ล้านบาท ปัจจุบันส่งขายตามร้านค้าชุมชน และร้านค้าในตลาดนัดต่าง ๆ กระจายทั่วภาคอีสาน และ สปป.ลาว
ขายในรูปแบบน้ำเฉาก๊วยในถ้วย มีหลากหลายรสชาติ จำหน่ายปลีกถ้วยละ 10 บาท และราคาส่งโหลละ 100 บาท พ่อค้าแม่ค้าจะนำไปต่อยอดขายเป็นแก้วโดยเติมน้ำแข็งและเติมนมสดในราคา 25 บาทขึ้นไป ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาด จึงต้องการขยายการผลิตไปด้านหลังพื้นที่โรงงานเดิม และวางอนาคตที่อยากจะไปตั้งโรงงานที่ จ.นครราชสีมา เพื่อกระจายสินค้าไปทั่วประเทศ
จากนั้นคณะเดินทางไปยัง จุดที่ 2 โรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เพื่อติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากการสรุปผลการดำเนินกิจการในฤดูการผลิตปี 2568/2569 พบว่า โรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานีประสบความสำเร็จอย่างสูงในการตอบสนองนโยบายรัฐบาลเพื่อลดการเผาอ้อย สามารถเปิดรับซื้ออ้อยสดเข้าสู่โรงงานได้สูงถึง 97% และมีค่าความหวาน (C.C.S.) เฉลี่ยที่ 13.62

และได้เยี่ยมชมกระบวนการผลิตที่ทันสมัย ประกอบด้วย ขั้นตอนการละลายน้ำตาล การจัดเก็บน้ำตาลทรายด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์อัตโนมัติ และเยี่ยมชมแปลงอ้อยของเกษตรกรชาวไร่อ้อยดีเด่น ซึ่งมีการนำอ้อยสายพันธุ์ส่งเสริมของ สอน. คือ สายพันธุ์ “CSB15-144” มาปลูกขยายพันธุ์ โดยอ้อยสายพันธุ์นี้มีจุดเด่น คือ ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ยถึง 18-20 ตันต่อไร่ เติบโตเร็ว แตกกอดี ไว้ตอได้ดีมาก ทั้งยังมีความทนทานและต้านทานโรคแส้ดำได้เป็นอย่างดี
ต่อมาคณะเดินทางไปยัง จุดที่ 3 บริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ดำเนินโครงการเหมืองแร่โพแทชจังหวัดอุดรธานี ต.หนองไผ่ อ.เมือง จ.อุดรธานี นำโดย Mr.Yao Mobai ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายวรวุฒิ หิรัญยไพศาลสกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารอาวุโส และคณะผู้บริหารระดับสูง

พร้อมด้วย นายธรณิศ กรรณสูต รักษาการประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หัวหน้าส่วนงานราชการที่เกี่ยวข้องผู้แทนหน่วยงานส่วนราชการในพื้นที่รอบเขตประทานบัตร ผู้นำชุมชน ตัวแทนผู้มีส่วนได้เสียในโครงการเหมืองแร่โพแทชจังหวัดอุดรธานี ผู้มีสิทธิตรวจสอบการทำเหมืองใต้ดินของ บริษัทเอเซีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และผู้แทนคณะกรรมการชุมชนสัมพันธ์ เหมืองแร่โพแทชจังหวัดอุดรธานี ให้การต้อนรับ
นายวรวุฒิ หิรัญยไพศาลสกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารอาวุโส บริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้กล่าวบรรยายสรุปการดำเนินโครงการเหมืองแร่โพแทชจังหวัดอุดรธานี พร้อมกล่าวถึงแนวทางในการบริหารงานของโครงการฯ โดยยึด 5 เสาหลัก ได้แก่
1. Modern Technology การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ได้ได้มาตรฐานระดับสากล
2. Green Mining การมุ่งมั่นที่จะทำเหมืองอย่างรับผิดชอบ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูธรรมชาติ และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อโลกที่ยั่งยืน
3. ESG ความยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ดูแลสังคมและดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
4. Win–Win Benefits การสร้างคุณค่าร่วมกัน ทั้งองค์กร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน
5. PublicParticipation การเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมรับฟังความคิดเห็นและร่วมพัฒนาเพื่อความเข้าใจที่ดีและการอยู่ร่วมกัน
ทั้งนี้ คณะได้เดินเยี่ยมชมนิทรรศการของโครงการเหมืองแร่โพแทชจังหวัดอุดรธานี ได้แก่ นิทรรศการด้านธรณีวิทยา นิทรรศการด้านวิศวกรรม นิทรรศการด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน นิทรรศการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และนิทรรศการด้านการแบ่งปันผลประโยชน์สู่ชุมชนโดยมีผู้บริหารของแต่ละแผนกเป็นผู้นำเสนอ พร้อมตอบข้อซักถาม
อย่างไรก็ตาม โครงการเหมืองแร่โพแทชจังหวัดอุดรธานี ได้รับใบอนุญาตประทานบัตร เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2565 ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้าง มีแผนงานเริ่มก่อสร้างในปี 2570 และมีการเริ่มผลิตและจำหน่ายแร่ในปี 2573 ปริมาณแร่สำรองของโครงการประมาณ 270 ล้านตัน เป็นแร่ที่คาดว่าจะทำเหมืองแร่ได้ 85 ล้านตัน จากการสำรวจแร่โพแทชของโครงการพบว่ามีความสมบูรณ์เฉลี่ยประมาณร้อยละ 22-23 ถือเป็นแหล่งแร่โพแทชที่มีคุณภาพที่ดี แหล่งหนึ่งของโลก