เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

HSBC หนุนไทยมุ่งสู่พลังงานสะอาด สร้างฐานความมั่นคง-ลดพึ่งพานำเข้า

19 มิ.ย. 2569 | 11:13น.
นายจัสติน วู

นายจัสติน วู

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

บทบาทของภาคการเงินถือว่ามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ในห้วงที่กระแส “พลังงานเปลี่ยนโลก” กลายเป็นโจทย์สำคัญของทุกประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเผชิญความท้าทายสองด้านพร้อมกัน คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแรงกดดันจากเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ Net Zero

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “นายจัสติน วู” ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง The Hongkong and Shanghai Banking Corporation Limited หรือ HSBC BANK ถึงมุมมองต่อทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทย และโอกาสดึงเม็ดเงินลงทุนสีเขียว

อาเซียนยังลงทุนเปลี่ยนผ่านน้อย

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก ทั้งด้าน GDP ประชากร และความต้องการใช้พลังงานนับตั้งแต่ปี 2553 การใช้พลังงานของอาเซียนเพิ่มขึ้นถึง 62% ขณะที่ประเทศไทยมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นประมาณ 20% สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา คือ ต้นทุนของเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม แบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ลดลงอย่างมาก จนสามารถแข่งขันกับพลังงานรูปแบบดั้งเดิมได้ ถ้าย้อนไปดูในอดีตการเติบโตทางเศรษฐกิจมักมาพร้อมกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น แต่วันนี้เราเริ่มเห็นเส้นทางใหม่ที่เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ พร้อมกับลดการปล่อยคาร์บอนลง

หากมองภาพรวมทั่วโลก การลงทุนด้านพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด จากเพียง 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2548 เป็นประมาณ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ครึ่งหนึ่งของการลงทุนเกิดขึ้นในเอเชีย แต่เม็ดเงินกว่า 80% ยังคงกระจุกตัวอยู่ในจีน สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป แม้อาเซียนจะเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง แต่ยังได้รับส่วนแบ่งการลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานค่อนข้างจำกัด วันนี้การลงทุนด้านพลังงานสะอาดทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่าหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ต่อปี แต่อาเซียนยังดึงดูดเงินลงทุนได้ไม่มากนัก ทั้งที่หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ได้ประกาศเป้าหมาย Net Zero อย่างจริงจังมากขึ้น

ชี้จุดแข็ง ตปท.สนลงทุนไทย

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันพลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนเพียงประมาณ 5.7% ของการใช้พลังงานทั้งหมด แม้จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่านับตั้งแต่ปี 2553 ขณะที่รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนถึง 51% ภายในปี 2580 ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่ค่อนข้างท้าทายเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค แต่นี่เป็นสัญญาณเชิงบวก และเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ เข้ามาในประเทศ ซึ่งการลดลงของต้นทุนพลังงานหมุนเวียนจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในเอเชีย ไม่ได้มาจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่อง “ความมั่นคงทางพลังงาน” สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากน้ำมันดิบกว่า 80% และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กว่า 90% ที่ขนส่งผ่านเส้นทางสำคัญ มีปลายทางอยู่ในเอเชีย สำหรับประเทศไทยแม้จะมีแหล่งพลังงานภายในประเทศ แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน 12-13% ของการใช้พลังงานทั้งหมด ดังนั้นพลังงานหมุนเวียนจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือในการลดคาร์บอน แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก

HSBC
นายจัสติน วู

สำหรับจุดแข็งของประเทศไทยในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด มีอยู่ 3 ประเด็นสำคัญ ประการแรก คือ พลังงานหมุนเวียนมีความคุ้มค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในมิติของต้นทุนและความมั่นคงทางพลังงาน ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ ประการที่สอง คือ ความต้องการจากภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติและอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ต้องการแหล่งพลังงานสะอาดและมีเสถียรภาพรองรับการเติบโต จากการพูดคุยกับลูกค้าในหลายอุตสาหกรรมเราเห็นความต้องการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างมาก และหลายบริษัทมองเรื่องนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน ส่วนประการที่สาม คือ ความพร้อมของภาคการเงินในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว

HSBC พร้อมหนุน Net Zero ไทย

HSBC มีเป้าหมายเป็นธนาคารที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 พร้อมตั้งเป้าระดมและสนับสนุนเงินทุนเพื่อความยั่งยืนมูลค่า 750,000 ล้านถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ในประเทศไทย HSBC ต้องการทำหน้าที่เป็นพันธมิตรของภาคธุรกิจในการวางแผนเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสนับสนุนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ ด้วยเรามีประสบการณ์ในประเทศไทยมายาวนานกว่า 138 ปี  วันนี้เราพร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตในอนาคต

ในฐานะธนาคารระดับโลก HSBC มองว่า บทบาทสำคัญของเราไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปล่อยสินเชื่อ แต่รวมถึงการเชื่อมโยงนักลงทุน เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานเข้าด้วยกัน ตอนนี้ลูกค้าของ HSBC จำนวนมากเป็นบริษัทข้ามชาติจากสหรัฐ ยุโรป และเอเชียที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนในประเทศไทย ซึ่งธนาคารสามารถช่วยจัดหาโซลูชั่นทางการเงินที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรเหล่านี้ได้ อีกด้านหนึ่ง HSBC ยังมีเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ในจีน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของโลก โดยกว่า 80% ของห่วงโซ่มูลค่าที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์และแบตเตอรี่เชื่อมโยงกับจีน เราสามารถช่วยนำเทคโนโลยี พันธมิตรทางธุรกิจ และเงินทุนจากเครือข่ายระดับโลกเข้ามาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทยได้

Direct PPA จุดเปลี่ยนสำคัญ

สำหรับแนวคิดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง หรือ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) ที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดันนั้น HSBC มองว่าเป็นพัฒนาการเชิงบวก หากภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรงมากขึ้น จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ และเพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม เราเองพร้อมสนับสนุนทั้งผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ใช้ไฟฟ้าผ่านเครื่องมือทางการเงินและบริการด้านการลงทุนที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน HSBC เองก็มีแนวโน้มที่จะใช้ประโยชน์จากกลไกดังกล่าวในอนาคต เนื่องจากธนาคารมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร และเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนในสำนักงานและศูนย์ข้อมูลทั่วภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ ความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ จากประสบการณ์การประเมินแผนเปลี่ยนผ่านของลูกค้ากว่า 4,000 รายทั่วโลก HSBC พบว่า กลุ่มธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีพร้อมใช้งานแล้ว เช่น พลังงานหมุนเวียนและยานยนต์ไฟฟ้าสามารถขยายตัวได้ค่อนข้างเร็ว แต่ในกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก ซีเมนต์ และปิโตรเคมี ยังต้องอาศัยเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูง และจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเพิ่มเติม

เช่นเดียวกันกับกฎหมาย Climate Change ของไทย ที่แม้จะยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่โดยภาพรวมประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ทั้งการยกระดับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า และการเปิดรับการลงทุนด้านพลังงานสะอาดมากขึ้น ดังนั้น การบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและการสร้างความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกัน แต่เป็นเป้าหมายที่สามารถเดินไปพร้อมกันได้

ตอนนี้การแข่งขันดึงดูดการลงทุนสีเขียวที่เข้มข้นขึ้นทั่วโลก HSBC มองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของเม็ดเงินลงทุนด้านพลังงานสะอาดในภูมิภาค หากสามารถเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียน และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง เพราะท้ายที่สุดแล้ว “พลังงานสะอาด” ไม่ใช่เพียงวาระด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นรากฐานใหม่ของความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว