คุยกับ MD ธอส. ปั๊มสินเชื่อบ้านโต-รุกกลุ่มฟรีแลนซ์ ชูธงนำตลาด หนุน ‘คนไทยมีบ้าน’
ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์
ในยุคที่พฤติกรรมการทำงานของชาว Gen Y และ Gen Z เปลี่ยนเป็นอาชีพอิสระมากขึ้น การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อปล่อยสินเชื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า จึงเป็นโจทย์ที่สำคัญ ในฐานะธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ “ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์” กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พยายามจะตอบโจทย์ดังกล่าว
เจาะฟรีแลนซ์-หนุนคนไทยมีบ้าน
“ดร.มหัทธนะ” เปิดเผยว่า ในปี 2569 นี้ ธอส.มีแผนออกผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าที่มีพฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนไป อย่างอาชีพอิสระ (Freelance) ที่ทำกันมากขึ้น รวมถึงบางคนมีหลายอาชีพ ซึ่งมักพบปัญหาการไม่มีหลักฐานรายได้ที่แน่นอน โดย ธอส.จะออกแบบเครดิตสกอริ่งที่แม่นยำ จากข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ประกอบการพิจารณาการปล่อยสินเชื่อ
“ในปีนี้เราตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มอาชีพอิสระให้มากกว่า 10% แต่ใจจริงตั้งไว้ที่ 15% ขณะที่ปีก่อนปล่อยอยู่ราว 8-9% ซึ่ง ธอส.พยายามให้โอกาสกลุ่มอาชีพอิสระ ไม่ใช่แค่กลุ่มที่มีรายได้สูง แต่รวมถึงกลุ่มที่มีรายได้น้อยด้วย โดยเฉพาะคนที่ยังไม่มีความพร้อมในการขอสินเชื่อ ซึ่ง ธอส.จะเข้าไปให้ความรู้และคำแนะนำด้านการเงิน”
แม้ขณะนี้อัตราการปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อ (Rejection Rate) ที่อยู่อาศัยจากธนาคารอื่นจะสูง แต่ ธอส.ยืนยันว่าจะไม่ปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อ และพร้อมดูแลลูกค้าจนกว่าจะเข้าถึงการมีบ้าน รวมทั้งรักษาบ้านให้คนไทยด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องพยุงธุรกิจที่อยู่อาศัยและเป็นฟันเฟืองให้เศรษฐกิจไทยโตอย่างมั่นคงยั่งยืน
ปักหมุด One-Stop Service
“ดร.มหัทธนะ” กล่าวว่า ธอส.พยายามปรับบทบาทเป็น “Beyond Housing Bank” แก้ปัญหาที่ลูกค้ามีมุมมองต่อการขอสินเชื่อว่าต้องใช้เวลานาน มีกระบวนการเยอะ หรือไม่มีการดูแลต่อหลังปล่อยสินเชื่อ โดยจะปรับลดกระบวนการ และทำระบบพัฒนา 2 ส่วน คือ 1.ใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น เช่น การตรวจสอบเอกสาร อย่างไรก็ตาม คนยังมีความสำคัญมากเนื่องจากสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเข้าใจความต้องการของลูกค้า 2.ยกระดับการใช้ข้อมูล (Data Driven) เนื่องจาก ธอส.และศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์มีข้อมูลลูกค้าจำนวนมาก รวมทั้งจะออกงานวิจัยมากขึ้น เพื่อช่วยให้คำแนะนำอุตสาหกรรม และช่วยผู้ประกอบการบริหารจัดการและวางแผนธุรกิจในอนาคต
“เราตั้งใจจะเป็นศูนย์กลางของ Ecosystem ที่อยู่อาศัย ถ้าลูกค้าต้องการมีบ้าน ในอนาคตเขาจะมาหา ธอส.ก่อน และเราจะเชื่อมต่อให้เขาไปดูบ้าน ดูการตกแต่ง หรือการติดตั้ง Solar Rooftop เราจะเป็นเหมือน One-Stop Service เรื่องที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้า”
นโยบายรัฐหนุนความต้องการซื้อบ้าน
จากปีที่ผ่านมาที่ภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งตลาดติดลบ แต่ผลจากการเร่งปล่อยสินเชื่อตามนโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาล ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2568 ทำให้ตัวเลขสินเชื่อของ ธอส.เพิ่มขึ้น 5% ในไตรมาสแรกปีนี้ ขณะเดียวกันยอดโอนกรรมสิทธิ์ก็โตขึ้นมา 11.2% หลังจากติดลบมาหลายไตรมาส ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยยังต้องการเข้าถึงบ้าน แม้จะยังต้องจับตาผลจากภาวะสงครามในไตรมาสที่เหลือ
“ดร.มหัทธนะ” กล่าวว่า ปีนี้ ธอส.ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 246,795 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าในครึ่งปีแรกจะปล่อยได้กว่า 100,000 ล้านบาท และเร่งปล่อยสินเชื่อให้ได้อีก 150,000 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง โดยตั้งใจว่า 65% ของเป้าจะปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยต่ำกว่า 3 ล้านบาท เพื่อดูแลผู้มีรายได้ปานกลาง ด้วย 3 ปัจจัยส่งเสริม คือ 1.ประชาชนจำนวนมากยังมีความต้องการที่อยู่อาศัย 2.ธอส.เข้าใจลูกค้าที่ต้องการกู้เงินเพื่อซื้อบ้าน ว่ามีความสามารถแค่ไหน และต้องเสนอผลิตภัณฑ์ใด และ 3.ธอส.จะออกผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงง่ายขึ้น และผ่อนปรนเงื่อนไขมากขึ้น เนื่องจากเป็นธนาคารเฉพาะกิจที่ปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้า ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรก็ตาม
ทั้งนี้ ธอส.พยายามปรับบทบาทเป็น “ผู้นำตลาด” (Market Lead) เพราะมีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) สินเชื่อที่อยู่อาศัยกว่า 40% ขณะที่สินเชื่อคงค้างของอยู่ที่ 1.91 ล้านล้านบาท หรือกว่า 30% ของตลาด “ถ้าเราไม่ปล่อยสินเชื่อดูแลลูกค้าจะส่งผลกระทบวงกว้างกับอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัย เพราะเรามีสัดส่วนในตลาดสูง จึงต้องพยายามปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง”
“หากไม่มีความต้องการซื้อบ้านตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์คงไม่กลับมาบวก คนที่พยายามขอสินเชื่อยังมีจำนวนค่อนข้างสูง และอัตราดอกเบี้ยก็ยังต่ำอยู่ รวมทั้งมาตรการและผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมา เชื่อว่าจะสร้างโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาขอสินเชื่อมากขึ้น”
ตั้งเป้าคุม NPL ไม่เกิน 5%
อย่างไรก็ตาม ธอส.ยังต้องปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามาช่วยแม่นยำและมีประสิทธิภาพต่อลูกค้ามากขึ้น โดยเฉพาะ ธอส.มีกลุ่มลูกค้าที่เปราะบางกว่า ซึ่งตั้งเป้าคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปีนี้ที่ไม่เกิน 5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่ราว 4% โดยมีแนวทางจัดการ 2 ส่วน คือ 1.ใช้ข้อมูลวิเคราะห์สัญญาณปัญหาและจัดการก่อนที่หนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (SM) จะกลายเป็น NPL และ 2.ปรับขยายเงินงวดให้ลูกค้าที่มีปัญหา NPL
“ผมอยากให้ศูนย์อสังหาริมทรัพย์มีดัชนีใหม่ ๆ เช่น Property Index เพื่อเป็นตัวชี้วัดให้แวดวงอสังหาริมทรัพย์เห็นความเป็นไปของอุตสาหกรรม รวมทั้งออกงานวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ที่คนติดตามรอ ให้ทั้งลูกค้าและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) นำไปใช้ได้จริง เพื่อใช้ข้อมูลไปออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ดีมากขึ้น คาดว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ในปีหน้า” กรรมการผู้จัดการ ธอส.กล่าว