เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
Economic Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
Columns วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
Biz Movement เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
ดูทั้งหมด

‘ศุภวุฒิ’ ห่วง Q4 เศรษฐกิจหมดแรง ‘นํ้ามัน-เงินเฟ้อ’ ไม่ลง-ดอกเบี้ยทั่วโลกขยับ

20 มิ.ย. 2569 | 07:02น.

“ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ประธานสภาพัฒน์วิเคราะห์ “สหรัฐ-อิหร่าน” เซ็นสงบศึก เผยปัจจัยเสี่ยง “อิหร่าน” อำนาจต่อรองเหนือกว่า ดัน “ราคาน้ำมัน-เงินเฟ้อ” ไม่ลงง่าย ๆ สะเทือนดอกเบี้ยทั่วโลกขยับขึ้น กระทบ
ต้นทุนการเงินภาคธุรกิจ ชี้ ธปท.อาจตรึงดอกเบี้ยนโยบาย แต่ดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวเพิ่มขึ้นแล้ว ขณะที่นโยบายการคลังใกล้เต็มแม็กซ์ ห่วงเศรษฐกิจไตรมาส 4 หมดแรงกระตุ้น เอกชน-ผู้ส่งออกชี้หยุดยิงแค่จุดเริ่มต้นฟื้นฟูความเชื่อมั่น ต้นทุน “ขนส่ง” ยังไม่ลด เผยปัจจัยเสี่ยงโลจิสติกส์ยังอยู่หลายประเด็น “ดร.สุรชาติ บำรุงสุข” เผยวิกฤตอาจลากยาวถึงปี 2570

เงินเฟ้อไม่ลด-ดอกเบี้ยขยับ

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) และประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แม้จะมีการลงนามสันติภาพ ยุติสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน แต่มองไปข้างหน้ายังกังวลว่า “เงินเฟ้อ” จะยังไม่ลดลง ทำให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่เป็นดอกเบี้ยระยะยาวที่กำหนดโดยตลาดจะปรับตัวขึ้น

เนื่องจากการลงนามข้อตกลงยุติสงคราม (MOU) ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน จากที่มีเอกสารเผยแพร่ออกมา เมื่อพิจารณาดูแล้วยังมีความ “หลวม” ความไม่ชัดเจนอยู่อีกมาก และเป็นจุดที่น่าจะทำให้เกิดปัญหาได้ โดยที่บอกว่าให้ยุติการทำสงครามกันทุกส่วน ทั้งสหรัฐกับพันธมิตร และอิหร่านกับพันธมิตร แต่ปัญหาคือ อิสราเอลยังไม่ยอม ยังมีการต่อสู้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และมีการยึดครองพื้นที่ของเลบานอน แค่นี้ก็ถือว่าละเมิดข้อตกลงแล้ว

ขณะที่ประเด็นการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ ก็มีคำถามว่าเวลา 60 วันจะเจรจาได้อย่างไร เพราะสมัยนายโอบามาต้องใช้เวลาถึง 2 ปี ทำให้กังวลว่ายิ่งเวลาผ่านไปนานขึ้นอิหร่านจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้นเรื่อย ๆ

เพราะสหรัฐคงไม่อยากทิ้งทหารไว้ในอิหร่านมาก ๆ ค่าใช้จ่ายวันละหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ ยิ่งอิหร่านทอดเวลาให้นานไปอิหร่านก็จะยิ่งมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยทำให้ราคาน้ำมันยังคงอยู่ระดับสูง

เสี่ยง “อิหร่าน” ถือไพ่เหนือ

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า ที่น่ากังวลก็คือ ในข้อตกลงที่มีการระบุว่าให้อิหร่านคุยกับโอมานในการบริหารช่องแคบฮอร์มุซ แบบนี้กลายเป็นว่า 2 ประเทศนี้จะรวมตัวกันเก็บค่าต๋งได้ และแม้สหรัฐบอกว่าไม่ได้ให้อะไรกับอิหร่าน แต่ก็เขียนไว้เหมือนกับว่าสหรัฐจะร่วมช่วยตั้งกองทุน 3 แสนล้านเหรียญ เพื่อให้อิหร่านใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจและประเทศ แม้ว่าทรัมป์จะบอกว่าสหรัฐไม่ได้จ่ายเงิน แต่ดูเหมือนสหรัฐจะเป็นตัวตั้งตัวตีให้เกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงให้สหรัฐต้อง “ยกเลิกคว่ำบาตร” อิหร่าน เพื่อจะสามารถซื้อน้ำมันอิหร่านได้อีก กลายเป็นว่าอิหร่านได้ประโยชน์มากกว่าที่ทรัมป์เคยประกาศไว้มาก ซึ่งส่วนตัวก็กังวลว่าจะมีแรงกระเพื่อมตามมาอีกมาก เพราะอิหร่านจะทำอะไรก็ได้ อย่างเช่น แกล้งขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ แค่นี้ราคาน้ำมันก็ขึ้นแล้ว

“ดังนั้นที่ว่ากันว่าทรัมป์แพ้ คือใช่และผลก็คืออิหร่านทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นได้ เพราะอิหร่านเป็นคนขายน้ำมัน ย่อมต้องการทำให้น้ำมันแพงขึ้น ดังนั้นอย่าไปนึกว่าราคาน้ำมันจะกลับลงมาเท่ากับก่อนการสู้รบวันที่ 28 ก.พ. 2569 แต่ราคาจะสูงไปได้อีกนาน แล้วตอนนี้อิหร่านกลายเป็นเจ้าถิ่นไปแล้วด้วย ทุกประเทศแถบนั้นที่มีฐานทัพสหรัฐอยู่กลายเป็นต้องหงอให้อิหร่าน”

วิกฤต “ราคาน้ำมัน” ยังไม่จบ

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า เมื่อราคาน้ำมันไม่ได้ลดลงง่าย เงินเฟ้อก็จะไม่หายไปง่าย ๆ เพราะนอกจากราคาน้ำมันแล้วก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่กระทบเงินเฟ้อด้วย ทั้งราคาก๊าซธรรมชาติ ราคาปุ๋ย ที่แพงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และยังมีปัญหาเอลนีโญด้วย

สำหรับนโยบายการเงินของสหรัฐ ที่ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แม้จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย แต่ดูจากการแสดงความเห็นของคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด หรือ Dot Plot ที่ออกมามีเสียง “กึ่งหนึ่ง” แสดงความเห็นว่าจะต้องขึ้นดอกเบี้ย ตลาดจึงตกใจ ขณะที่นายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ แม้จะไม่เชื่อเรื่อง Dot Plot แต่ก็พูดหลายครั้งว่า ต้องการให้ “มีเสถียรภาพของราคา” แปลว่าต้องการที่จะจัดการเงินเฟ้อให้อยู่

ขณะที่สหรัฐพยายามจะดูแลไม่ให้เศรษฐกิจเกิดภาวะ Stagflation โดยประธานเฟดจะเป็นสายเหยี่ยวมาก พยายามไม่ให้เกิดภาวะดังกล่าว ด้วยการคุมเงินเฟ้อให้อยู่ ซึ่งก็จะทำให้ดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และต้นทุนทางการเงินก็จะสูงขึ้นทั่วโลก

ดอกเบี้ยโลกขยับ-ต้นทุนพุ่ง

ดร.ศุภวุฒิอธิบายว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่สหรัฐ เพราะก่อนหน้านี้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว ซึ่ง 2 ประเทศนี้มีสัดส่วน GDP ของโลกกว่า 20% ขณะที่สหรัฐที่มีสัดส่วน 25% ก็มีแนวโน้มอาจจะขึ้นดอกเบี้ย กล่าวคือแนวโน้มทั้งโลกดูจะไปในทิศทางที่ปรับขึ้นดอกเบี้ย

“ความเสี่ยงโดยรวมก็คือ แรงกดดันเงินเฟ้อที่มีมากขึ้น ทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ ดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น ประเทศขนาดใหญ่บางประเทศเริ่มใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้นแล้ว แน่นอนว่าต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจก็จะขยับขึ้น ของไทยเองก็จะมีผลเหมือนกัน เพราะถ้าคนอื่นขึ้นดอกเบี้ยกันก็จะทำให้ดอกเบี้ยเราขึ้นตาม คืออย่าไปนึกแค่เรื่องดอกเบี้ยนโยบาย เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะไม่ยอมขึ้นก็ได้ แต่หมายถึงดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวที่ปรับเพิ่มขึ้น”

ประธานสภาพัฒน์ระบุว่า มองไปข้างหน้าความเสี่ยงที่สำคัญคือทุกประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกขาดดุลงบประมาณกันสูงมาก ทำให้รัฐบาลต้องกู้เงิน ออกพันธบัตรจำนวนมาก ขณะที่อุตสาหกรรม AI ก็ต้องระดมทุนจำนวนมากระดมสร้าง Data Center กันขนานใหญ่ ทั้งหมดนี้จะยิ่งทำให้ดอกเบี้ยที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้น เห็นได้จากที่เฟดคงดอกเบี้ย แต่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีปรับขึ้นไปแล้ว 0.1%

“แรงกดดันเงินเฟ้อยังสูง เพราะราคาน้ำมันก็ยังสูงอยู่ ทำให้ทุกรัฐบาลก็ต้องทุ่มงบประมาณดูแลประชาชน แถมยังมีปัญหาเอลนีโญเข้ามาอีก ทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่ม ก็ขาดดุลงบประมาณเพิ่มอีก”

เศรษฐกิจ Q4 หมดแรงกระตุ้น

ประธานสภาพัฒน์กล่าวด้วยว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของไทยจะยากขึ้น เนื่องจากนโยบายการเงินก็ผ่อนคลายไม่ได้ นโยบายการคลังก็ใช้เต็มแม็กซ์ไปแล้ว มีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งหากหมดตรงนี้ก็หมดแล้ว ก็หวังว่าหลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยจะยืนได้บนขาตัวเอง

“อาจจะไม่ต้องรอถึงปีหน้าแค่ไตรมาส 4 ปีนี้ ถ้านักท่องเที่ยวไม่มา หรือไม่มีแรงฟื้นจากเศรษฐกิจจริง ๆ แล้วเศรษฐกิจจะโตได้อย่างไร เพราะไทยช่วยไทย พลัสก็จะหมดเดือน ก.ย. นี้ ส่วนปัจจัยบวกก็มีบ้าง คือมีนักลงทุนมาทำ Data Center กันเยอะ มีการจัดงานประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ช่วงเดือน ต.ค. ก็หวังว่านักท่องเที่ยวจะฟื้นในไตรมาส 4”

ประเด็นสำคัญอีกเรื่อง คือการเจรจาการค้ากับสหรัฐ โดยสหรัฐบีบไทยเจรจาให้ได้ข้อสรุปภายในเดือน ก.ค. นี้ ซึ่งต้องไปถามกระทรวงพาณิชย์ว่าเจรจาไปถึงไหนแล้ว ถ้าเจรจาสำเร็จก็สามารถขายของกับสหรัฐได้ต่อเนื่อง ก็จะเป็นเรื่องที่ดี แต่หากเจรจาไม่ได้แล้วถูกสหรัฐขึ้นภาษีศุลกากร ภาคส่งออกไทยก็จะแย่ เพราะไทยพึ่งพาตลาดส่งออกไปสหรัฐประมาณ 12-13% ของ GDP คือถ้าเจรจาไม่ได้ก็จะกระทบหนัก

วิกฤตอาจลากยาวถึงปี’70

ด้าน ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า การลงนามการหยุดยิงระหว่างผู้นำของสหรัฐกับอิหร่านต้องถือเป็นช่วงเวลาโลกจะได้มีโอกาสยิ้มสักนิด อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดเป็นเพียงข้อตกลงของการหยุดยิงที่มีระยะเวลา 60 วัน ซึ่งยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะนำไปสู่การเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านได้อย่างแท้จริงหรือไม่

และอาจยังไม่ชัดเจนว่าสภาวะของพลังงานจากบรรดารัฐในอ่าวเปอร์เซียจะกลับคืนสู่ภาวะปกติก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ได้เมื่อไหร่ แต่น่าจะต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง โดยเฉพาะปัญหาการซ่อมแซมโรงกลั่นน้ำมัน และโรงแยกแก๊ส ดังนั้นการแสวงหาพลังงานทดแทน รวมถึงการหาทางลำเลียงน้ำมันโดยไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะเป็นโจทย์สำคัญของความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต

“ผลสืบเนื่องของวิกฤตสงครามอิหร่านอาจจะไม่ได้ยุติลงทันทีที่มีการทำความตกลงหยุดยิง หากแต่วิกฤตนี้น่าจะส่งผลระยะยาวกับหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงกรณีของไทยด้วย หรืออย่างน้อยผลกระทบจากวิกฤตจะอยู่กับเราจนถึงสิ้นปี 2569 และอาจต่อเนื่องยาวถึงปี 2570 โดยต้องดูว่าผู้นำไทยจะเตรียมตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงในเวทีโลกอย่างไร” ศ.ดร.สุรชาติกล่าว

หยุดยิง “ค่าขนส่ง” ไม่ลดทันที

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย หรือ สรท. กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่านถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อบรรยากาศการค้าโลก เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงจะขยายวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งทางทะเลที่มีความสำคัญต่อการค้าโลก

อย่างไรก็ตาม ภาคการส่งออกไทยยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการหยุดยิงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูความเชื่อมั่น ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ยังมีอยู่หลายประการ ที่ต้องติดตามได้แก่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือ การจำกัดเส้นทางและช่วงเวลาการเดินเรือเพื่อความปลอดภัย ค่าเบี้ยประกันภัยสงครามที่ยังอยู่ในระดับสูง ล้วนมีผลต่อต้นทุนการขนส่งและการตัดสินใจของสายการเดินเรือ

สำหรับผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทย หากสถานการณ์มีเสถียรภาพต่อเนื่องจะช่วยลดแรงกดดันต่อราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งทางทะเลในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลดีต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย

อย่างไรก็ดีในระยะสั้นค่าระวางเรือและต้นทุนโลจิสติกส์จะไม่ปรับลดลงทันที เนื่องจากสายการเดินเรือและบริษัทประกันภัยยังต้องประเมินความเสี่ยงของพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงรอความชัดเจนของมาตรการรักษาความปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือสำคัญ

จับตา “ต้นทุนใหม่” ภาคขนส่ง

อีกประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญ คือ ความชัดเจนของกติกาและต้นทุนการเดินเรือในอนาคต โดยเฉพาะแนวคิดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับการใช้เส้นทางเดินเรือ ซึ่งอาจกลายเป็นต้นทุนใหม่ของการค้าโลก และส่งผลต่อผู้ส่งออกในหลายประเทศ

“สรท.เชื่อว่าสายการเดินเรือจะทยอยกลับมาใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซตามปกติ หากได้รับการยืนยันด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทประกันภัยระหว่างประเทศ แต่การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นอาจต้องใช้เวลา เนื่องจากผู้ประกอบการขนส่งยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและความปลอดภัยของสินค้าและลูกเรือเป็นอันดับแรก”

นายธนากรกล่าวว่า โดยสรุป สรท.มองว่าการหยุดยิงครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก แต่ยังต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความต่อเนื่องของข้อตกลง ความปลอดภัยในการเดินเรือ และการลดต้นทุนความเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของการค้าโลกและภาคการส่งออกไทยในระยะต่อไป

ต้องรอผลเจรจา 60 วัน

นายสุภาพ สุวรรณพิมลกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.เค.โพลีเมอร์ จำกัด และในฐานะรองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ยังต้องติดตามผลการเจรจาในช่วง 60 วันอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และความสามารถในการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยไปยังตลาดตะวันออกกลางในช่วงครึ่งปีหลัง

สัญญาณดังกล่าวช่วยลดความกังวลด้านพลังงาน เงินเฟ้อ และต้นทุนต่าง ๆได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าต้นทุนขนส่งจะลดลงตาม เพราะต้องรอดูท่าทีของสายการเดินเรือในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้าว่าจะปรับค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และโดยเฉพาะค่าประกันภัยการขนส่งอย่างไร