เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ชัชชาติ เผย 3 วิธีคิดลุยต่อ กทม. – มองทำงาน 4 ปี เจอวิจารณ์เป็นธรรมดา

25 มิ.ย. 2569 | 19:02น.

“ชัชชาติ” ยันไม่เสียกำลังใจถูกวิจารณ์ช่วงโค้งสุดท้าย มองเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานมา 4 ปี พร้อมเปิดรับไอเดียดีๆ ทุกฝ่าย

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 กล่าวถึงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ โดยประเมินภาพรวมการหาเสียงของทีมว่าเป็นการหาเสียงที่สร้างสรรค์ และให้คะแนนทีมงาน 8 เต็ม 10

ชัชชาติกล่าวว่า การหาเสียงครั้งนี้ ทีมงานยึดหลักสำคัญ 3 เรื่อง คือ “คิดใหม่” “ต้องสนุก” และ “ต้องสเกล” โดยอธิบายว่า “การคิดใหม่” คือการไม่ทำแบบเดิม เพราะหากคิดแบบเดิมก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดิม เช่น การไม่มีป้ายหาเสียงแบบเดิม ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณ ไม่เกะกะสิ่งแวดล้อม และเปิดพื้นที่ให้เกิดงานสร้างสรรค์จากศิลปินและทีมครีเอทีฟจำนวนมาก

ชัชชาติกล่าวอีกว่า หลักที่สองคือ “ต้องสนุก” เพราะเมื่อทีมงานทำงานอย่างสนุก จะเปิดรับไอเดียใหม่ ๆ ได้มากกว่าบรรยากาศที่เคร่งเครียด ทะเลาะ หรือโจมตีกัน ซึ่งทำให้คนไม่อยากฟังสิ่งใหม่

ส่วนหลักที่สามคือ “ต้องสเกล” หมายถึงการทำให้น้อยแต่ได้ผลมาก โดยใช้พลังของเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย เช่น ป้ายหรือคลิปเพียงชิ้นเดียว หากมีความสร้างสรรค์ ก็สามารถถูกขยายผลต่อจนมีคนดูหลักล้านวิวได้ โดยใช้งบประมาณไม่มาก

เมื่อถูกถามว่า ให้คะแนนตัวเองและทีมเท่าไร ชัชชาติกล่าวว่า ขอให้คะแนนทีมงาน 8 เต็ม 10 เพราะมองว่าทำได้ดี และยังสนุกกันจนถึงนาทีสุดท้าย ส่วนอีก 2 คะแนนที่เหลือคือพื้นที่สำหรับการปรับปรุงในอนาคต

ในประเด็นงานที่ยังต้องทำต่อ ชัชชาติกล่าวว่า ไม่อยากใช้คำว่า “ล้มเหลว” แต่เป็นเรื่องที่ยังทำไม่เสร็จ โดยเฉพาะการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งต้องเดินหน้าต่อไป พร้อมระบุว่า ดีใจที่การเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้ประเด็นคอร์รัปชันถูกพูดถึงมากขึ้น

ชัชชาติกล่าวว่า ที่ผ่านมา กทม. ทำเรื่องนี้มาในทิศทางที่ดี โดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) หรือ ACT ให้คะแนน กทม. 8 เต็ม 10 และรายชื่อ 26 หน่วยงานที่มีความไม่โปร่งใส ล่าสุดก็ไม่มี กทม. อยู่ในนั้น ทั้งที่ในอดีต กทม. เคยติดอันดับต้น ๆ

ชัชชาติยังกล่าวถึงเศรษฐกิจว่า เมืองคือ “ตลาดแรงงาน” ดังนั้น กทม. ต้องทำให้เศรษฐกิจของเมืองขยายตัวทั้ง 2 ระบบ คือเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น บริษัทและองค์กรขนาดใหญ่ที่สร้างงานจำนวนมาก และเศรษฐกิจรายย่อย เช่น ร้านค้า แม่ค้า และธุรกิจขนาดเล็กที่พึ่งพากำลังซื้อจากคนทำงานในเมือง

ชัชชาติอธิบายว่า หากเศรษฐกิจใหญ่ขยายตัว ก็จะเกิดการจ้างงานมากขึ้น และคนทำงานเหล่านั้นจะมาสนับสนุนเศรษฐกิจรายย่อยต่อไป แต่หากไม่ทำให้เศรษฐกิจใหญ่โตขึ้น เศรษฐกิจระดับล่างก็จะต้องแย่งลูกค้ากลุ่มเดิมกันเอง

สำหรับกระแสโจมตีหรือการดิสเครดิตในช่วงโค้งสุดท้าย ชัชชาติกล่าวว่า ไม่เสียกำลังใจ เพราะถือเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ทำงานมา 4 ปี ย่อมมีผลงานให้ถูกวิจารณ์ได้ ต่างจากผู้สมัครที่ยังไม่เคยทำงานในตำแหน่งนี้ อาจยังไม่มีจุดให้ถูกพูดถึงมากนัก แต่สิ่งสำคัญคือผู้สมัครทุกคนควรตรวจสอบข้อมูลก่อนสื่อสารต่อประชาชน เพราะทุกคนได้รับโอกาสจากสื่อในการส่งข้อมูลออกไป จึงควรทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง

“เราก็ยืนตรงๆ แล้วก็อธิบายไปตามเนื้อผ้า เพราะว่าเราก็เชื่อว่าที่เราทำมา เราก็ทำเต็มที่ แล้วก็ทำเพื่อประโยชน์ประชาชนสูงสุด” ชัชชาติกล่าว

ช่วงท้าย ชัชชาติยังกล่าวว่า พร้อมรับนโยบายที่ดีของผู้สมัครคนอื่นมาพิจารณาต่อยอด หากได้รับเลือกกลับมา โดยยกตัวอย่างนโยบายศูนย์เด็กของชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร, แนวคิดขยะเป็นทรัพย์สินของ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือ “หม่อมกร”, นโยบาย AI ของมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข และประเด็นคมนาคมของอนุชา บูรพชัยศรี เป็นต้น

ชัชชาติกล่าวว่า ทุกคนมีข้อดี และทีมงานได้ศึกษานโยบายของผู้สมัครทุกคนอย่างละเอียด เพื่อดูว่ามีจุดใดที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสามารถนำมาปรับใช้ได้ ทั้งนี้ หากไม่ได้รับเลือก และมีผู้สมัครคนอื่นต้องการนำนโยบายของทีมชัชชาติไปใช้ ก็ยินดี เพราะนโยบายทั้งหมดถือเป็นเรื่องสาธารณะ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเก็บไว้ใช้เฉพาะคนเดียว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรุงเทพ ชัชชาติ