รถไฟ 2 สายใหม่เปิดหวูดปี’71-73 เชื่อมการค้า-ท่องเที่ยว ‘ไทย-ลาว-จีน’
อีก 2-3 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีทางรถไฟสายใหม่เพิ่มขึ้น 677 กม. เปิดพื้นที่การพัฒนา เชื่อมการเดินทาง การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน 3 ประเทศ “ไทย-ลาว-จีนใต้”
หลังรัฐบาลได้ทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 139,683 ล้านบาท เดินหน้าก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ 2 สายใหม่ ได้แก่ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 323.1 กม. วงเงิน 72,835 ล้านบาท และสายบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทาง 354.783 กม. วงเงิน 66,848.33 ล้านบาท
ปัจจุบันทั้ง 2 โครงการอยู่ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เร่งรัดการก่อสร้างให้เสร็จตามแผน แม้ว่าโดยภาพรวมอาจจะมีความล่าช้าไปบ้างในระหว่างทาง
เด่นชัย-เชียงของเสร็จปี’71
เจาะความคืบหน้าการก่อสร้างของแต่ละโครงการ เริ่มจากสาย “เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ” แนวเส้นทางพาดผ่านพื้นที่ 59 ตำบล 17 อำเภอ 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ แพร่ ลำปาง พะเยา และเชียงราย มี 26 สถานี มีจุดเริ่มต้นจากสถานีเด่นชัย จ.แพร่ มุ่งหน้าขึ้นเหนือผ่านลำปาง พะเยา สิ้นสุดที่ด่านพรมแดนเชียงของ เป็นเส้นทางเชื่อมต่อการเดินทาง การขนส่ง จากจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า ที่ อ.เชียงของ สะพานมิตรภาพ 4 ไปยัง สปป.ลาว และจีนตอนใต้ ที่เมืองคุนหมิง
รูปแบบทางรถไฟมีทั้งทางวิ่งระดับพื้นดิน ทางยกระดับ อุโมงค์คู่ทางเดี่ยว 4 อุโมงค์ ได้แก่ อุโมงค์สอง ความยาว 1.175 กม. อุโมงค์งาว ความยาว 6.24 กม. อุโมงค์แม่กา ความยาว 2.7 กม. และอุโมงค์ดอยหลวง ความยาว 3.4 กม. ยังมีสะพาน ทางยกระดับข้าม และทางลอดใต้ทางรถไฟ เพื่อแก้ปัญหาจุดตัดถนนกับทางรถไฟ 254 จุด

การก่อสร้างแบ่งเป็น 3 สัญญา เริ่มสร้างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 สถานะ ณ เดือนพฤษภาคม 2569 ทั้งโครงการสร้างคืบหน้ากว่า 64.44% ล่าช้า 0.644% ตามสัญญาจะเสร็จเดือนมกราคม 2571

สัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย-งาว วงเงิน 26,560 ล้านบาท มีกิจการร่วมค้าไอทีดี-เนาวรัตน์ (อิตาเลียนไทย-เนาวรัตน์พัฒนาการ) เป็นผู้ก่อสร้าง คืบหน้าแล้วกว่า 65.72% ล่าช้า 5.84%
สัญญาที่ 2 ช่วงงาว-เชียงราย วงเงิน 26,890 ล้านบาท มีกิจการร่วมค้า CKST-DC2 (ช.การช่าง-ซิโน-ไทยฯ-บุรีรัมย์พนาสิทธิ์) เป็นผู้ก่อสร้าง คืบหน้าแล้ว 66.59% เร็วกว่าแผนงาน 1.92%
สัญญาที่ 3 ช่วงเชียงราย-เชียงของ วงเงิน 19,385 ล้านบาท มีกิจการร่วมค้า CKST-DC3 (ช.การช่าง-ซิโน-ไทยฯ-เชียงใหม่คอนสตรัคชั่น) เป็นผู้ก่อสร้าง คืบหน้าแล้ว 59.72% เร็วกว่าแผนงาน 2.928%

ส่วนงานก่อสร้างอุโมงค์ ช่วงอุโมงค์สอง คืบหน้า 62.38% ล่าช้า 31.77% อุโมงค์งาว คืบหน้า 50.91% ล่าช้า 1.32% อุโมงค์แม่กา คืบหน้า 76.80% เร็วกว่าแผนงาน 5.91% และอุโมงค์ดอยหลวง คืบหน้า 72.12% เร็วกว่าแผนงาน 9.21% โดยจะเป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และมีความสูงเหนือระดับพื้นดินเท่ากับตึก 20 ชั้น
เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางได้กว่า 1 ชั่วโมง ถึง 1.30 ชั่วโมง เทียบกับการเดินทางด้วยรถยนต์ เป็นเส้นทางรถไฟที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ เปิดประตูการค้าชายแดนภาคเหนือเชื่อมลาวและจีนใต้

บ้านไผ่-นครพนม เสร็จช้า 2 ปี
ขณะที่สาย “บ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม” เป็นเส้นทางสายใหม่เชื่อมเศรษฐกิจการค้า การลงทุน 6 จังหวัดภาคอีสาน ตั้งแต่ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร และนครพนม
จุดเริ่มต้นโครงการเริ่มที่สถานีบ้านไผ่ สิ้นสุดที่สถานีสะพานมิตรภาพ 3 มี 18 สถานี ป้ายหยุดรถไฟ 12 แห่ง รูปแบบทางรถไฟเป็นระดับพื้นดิน 346 กม. และทางรถไฟยกระดับ 9 กม. ช่วง อ.เมือง จ.มหาสารคาม 4 กม. และ อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด 5 กม. มีย่านกองเก็บตู้สินค้า 3 แห่ง ที่สถานีร้อยเอ็ด สถานีสะพานมิตรภาพ 2 และ 3 ลานบรรทุกตู้สินค้า 3 แห่งที่สถานีภูเหล็ก สถานีมหาสารคาม และสถานีโพนทอง


เริ่มการก่อสร้างเมื่อปี 2566 แบ่งเป็น 2 สัญญา ปัจจุบันมีความคืบหน้าแล้ว 34.43% ยังล่าช้าจากแผนงาน 23.28% ติดเรื่องเวนคืนที่ดิน กระทบแผนการเปิดจากเดิมปี 2571 ขยับเป็นปี 2572-2573
ความคืบหน้าการก่อสร้างสัญญาที่ 1 ช่วงบ้านไผ่-หนองพอก ระยะทาง 177.50 กม. มีกิจการร่วมค้าเอเอส-ช.ทวี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ เป็นผู้ก่อสร้าง วงเงิน 27,095 ล้านบาท คืบหน้า 57.572% ล่าช้า 36.542% ล่าสุดคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้อนุมัติขยายสัญญาออกไปอีก 983 วัน หรือ 2 ปี 6 เดือน จากวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2570 ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2572 จากการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า

สัญญา 2 ช่วงหนองพอก-สะพานมิตรภาพ 3 ระยะทาง 177.28 กม. มีกิจการร่วมค้ายูนิคเป็นผู้ก่อสร้าง วงเงิน 28,306 ล้านบาท คืบหน้า 22.88% ล่าช้า 10.59% โดย ร.ฟ.ท.ได้ขยายเวลาให้จากเดิมวันที่ 30 มีนาคม 2570 เป็นวันที่ 16 เมษายน 2571
เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะรองรับผู้โดยสารได้มากกว่า 3.8 ล้านคนต่อปี และการขนส่งสินค้ากว่า 700,000 ตันต่อปี โดยเฉพาะมุกดาหารและนครพนม ที่จะกลายเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของการค้าชายแดนในอนาคต