จาก Medical Tourism สู่ Health Economy : เศรษฐกิจสุขภาพไทยกับเป้าหมาย Medical Hub
ผู้เขียน : รีวิน เพทายบรรลือ
PrimeStreet Group
เศรษฐกิจประเทศไทยกำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยน” (Inflection Point) ที่สำคัญมาก ท่ามกลางอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เริ่มจะชะลอตัวลง นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเริ่มมองว่าเรากำลังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ภายใต้แรงกดดันมหาศาลนั้น “เศรษฐกิจสุขภาพ” (Health Economy) กลับถูกยกขึ้นมาเป็นอาวุธลับชิ้นใหม่ ไม่ใช่แค่ในฐานะบทบาทสนับสนุนการท่องเที่ยวเหมือนในอดีต แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็น “ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ” (Strategic Sector) โดยการดันประเทศไทยไปสู่การเป็น Medical Hub ของเอเชีย ที่จะดึงดูดเม็ดเงินจากทั่วโลกให้หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของกลุ่ม PrimeStreet ในการลงทุนใน Healthcare Industry ในประเทศอเมริกา และการพูดคุยกับบริษัทเอกชนที่อยู่ใน Sector นี้ในเมืองไทย ทำให้เราสัมผัสได้ถึงโอกาสและศักยภาพของกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ จึงอยากชวนผู้อ่านสำรวจและวิเคราะห์ไปด้วยกันถึงความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสุขภาพจะพาเราออกจากสถานะคนป่วยแห่งเอเซีย (Sick Man of Asia) ที่สื่อดังระดับโลก Financial Times ตั้งให้ไว้
จุดเปลี่ยนของประเทศ : จาก Sick Man of Asia สู่ New S-Curve
ในหลายปีที่ผ่านมาไทยประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนในฐานะ Medical Destination ระดับโลก ด้วยจุดแข็งของภาคบริการ การท่องเที่ยว และระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตามคำถามสำคัญในการก้าวไปสู่การเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทยคงไม่ใช่แค่ “ไทยมีผู้ป่วยต่างชาติเข้ามามากพอหรือไม่” แต่คือ “โครงสร้างอุตสาหกรรมนี้สร้างความยั่งยืนและมูลค่าเพิ่มให้ประเทศมากเพียงใด” ซีรีส์บทความชุดนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจคำถามดังกล่าวในเชิงลึก ตั้งแต่ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจสุขภาพไทย ความแข็งแกร่งของภาคบริการ แนวโน้มความต้องการของ Medical Tourists โลก ไปจนถึงประเด็นที่มักถูกมองข้าม — การพึ่งพาต่างชาติในฝั่ง Supply ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดว่าไทยจะเป็นเพียง “ศูนย์กลางการให้บริการ” หรือสามารถก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสุขภาพ” อย่างแท้จริง
สำรวจขุมทรัพย์ 1.98 ล้านล้าน : ตัวเลขที่มองข้ามไม่ได้
ก่อนอื่นเรามาดูตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ก่อน ปัจจุบันอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยมีมูลค่าอยู่ที่ราว 1.18 แสนล้านบาท แต่กระทรวงสาธารณสุขกำลังตั้งเป้าหมายที่ “Aggressive” มาก ๆ คือการกระโดดไปสู่ 6.9 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 ปี ถ้าเราซูมเข้าไปดูในมิติของผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Impact) ตัวเลขนี้จะสร้างมูลค่ารวมทั้งทางตรงและทางอ้อมสูงถึง 1.98 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 11.08% ของ GDP เลยทีเดียว นี่ไม่ใช่แค่การเติบโตแบบทั่วไป แต่นี่คือ Exponential Growth ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทยไปอย่างสิ้นเชิง และสิ่งที่ขับเคลื่อนตัวเลขนี้คงไม่ได้มาจากปัจจัยภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่มาจากความต้องการระดับโลก (Global Demand) ที่มองหาสินค้าและบริการทางสุขภาพที่มี “คุณภาพระดับสากลในราคาที่จับต้องได้” (Value for Money)
ก้าวแรกที่แข็งแกร่ง Medical Tourism : ทำไมไทยถึงชนะในยกแรก ?
ที่ผ่านมาไทยประสบความสำเร็จในฐานะ Medical Destination ระดับโลกอย่างชัดเจน ในปี 2568 ไทยมีประมาณการรายได้จากตลาด Medical Tourism ราว 1.25 แสนล้านบาท จากนักท่องเที่ยว 5.8 แสนคน โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีการใช้จ่าย 107,662 บาท/คน/ทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 102.67% เหตุผลหลักที่เมืองไทยเป็นที่นิยมประกอบด้วย 4 เสาหลัก:
- Clinical Excellence: ฝีมือแพทย์และมาตรฐานโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
- Competitive Pricing: ค่ารักษาในไทยที่ถูกกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลาย ๆ ประเทศถึง 30 – 70%
- Hospitality DNA: การบริการแบบไทยที่หาตัวจับยาก เป็นเอกลักษณ์ที่สร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงเครื่องจนถึงขั้นตอนการพักฟื้น
- Comprehensive Experience: การเชื่อมต่อกับภาคโรงแรมและการท่องเที่ยวที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้ “ครบวงจร”
ข้อมูลจาก Fortune Business Insights ระบุว่า ตลาด Medical Tourism โลกในปี 2026 จะมีมูลค่าสูงถึง 46.78 พันล้านดอลลาร์ และจะเติบโตถึงปีละ 23.31% นี่คือเค้กก้อนใหญ่ที่ไทยเรามีสิทธิ์คว้ามาได้ และเป็นแรงสนับสนุนหลักให้ไทยก้าวสู่การเป็น Medical Hub ของภูมิภาค
Strategic Shift : เป้าหมายที่ใหญ่กว่าแค่ “การรักษา”
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าความสำเร็จในอดีต คือการมองไปยังอนาคต ในอดีตระบบสาธารณสุขมักถูกมองเป็น “ต้นทุน” ของรัฐ แต่ในโลกยุคใหม่สุขภาพกำลังกลายเป็น “สินค้าและบริการมูลค่าสูง” เพื่อตอบโจทย์ Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ นั่นคือที่มาของโครงสร้างเศรษฐกิจสุขภาพรูปแบบใหม่ที่ครอบคลุม 5 มิติสำคัญ:
- Prevention & Health Promotion: การลดความเสี่ยงก่อนจะป่วย
- Wellness & Early Intervention: การจัดการปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
- Medical & Acute Care: การวินิจฉัยและรักษาโรคซับซ้อน
- Rehabilitation: การคืนสมรรถภาพหลังการรักษา
- Long-term & Supportive Care: การดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและผู้สูงอายุในระยะยาว

โครงสร้างเศรษฐกิจสุขภาพรูปแบบใหม่นำพามาซึ่งโอกาสมากมายสำหรับประเทศที่มีความพร้อมที่จะไขว่คว้า และความพร้อมนั้นหมายถึงการที่ประเทศมีระบบนิเวศของเศรษฐกิจสุขภาพ (Healthcare Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง เชื่อมต่อจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ใช่แค่หมอหรือโรงพยาบาล แต่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาและการวิจัย เทคโนโลยีเชิงลึก อุตสาหกรรมยา เครื่องมือแพทย์ ไปจนถึงระบบกระจายสินค้า

The Million Dollar Question : เราจะเป็นแค่ “คนดูแล” หรือ “เจ้าของอุตสาหกรรม” ?
พิจารณาจาก Ecosystem ของอุตสาหกรรมแล้ว ประเด็นที่มักถูกมองข้ามเสมอ—นั่นคือ “การพึ่งพาต่างชาติในฝั่ง Supply” หากวันนี้เรามัวแต่ดีใจกับจำนวนผู้ป่วยที่เดินเข้ามา แต่เรายังต้องนำเข้าเครื่องมือแพทย์ราคาแพง นำเข้ายา และนำเข้านวัตกรรมจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก เราก็จะเป็นได้เพียง “ศูนย์กลางการให้บริการ” (Service Hub) เท่านั้น แต่เราจะไม่มีทางก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสุขภาพ” (Industrial Hub) ที่แท้จริงได้
จุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่เราเห็นในวันนี้ ทั้งเรื่องการขาดแคลนเทคโนโลยีหรือการผลิตภายในประเทศ แท้จริงแล้วอาจไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยง แต่มันคือ “Opportunities” มันคือโอกาสในการลงทุนใหม่ ๆ ที่จะเข้าไปอุดช่องว่างเหล่านั้น เพื่อพัฒนา Ecosystem ให้ลึกและยั่งยืนกว่าเดิม
เป้าหมายของซีรีส์บทความชุดนี้ไม่ใช่การตอบคำถามว่าไทยควรจะเป็น Medical Hub หรือไม่ เพราะคำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้วครับว่า “ต้องเป็น” แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “เราจะยกระดับจากความสำเร็จด้านบริการ ไปสู่ความแข็งแกร่งเชิงอุตสาหกรรมได้อย่างไร ?” เพราะความสำเร็จในวันพรุ่งนี้ไม่ได้วัดกันที่ว่าเราดูแลคนไข้ได้กี่คน… แต่วัดกันที่ว่าเราสร้างอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและลึกพอที่จะปกป้องเศรษฐกิจไทยได้แค่ไหน
ในบทหน้าเราจะมาเจาะลึกถึง “ความแข็งแกร่งของภาคบริการ” ที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ แล้วค่อย ๆ ไปสำรวจส่วนประกอบอื่น ๆ ใน Ecosystem กันต่อไป… โปรดติดตามกันต่อในตอนหน้า