นักวิชาการชี้ข้อตกลงสหรัฐ-อิหร่านอาจยังไม่ใช่จุดจบสงคราม แต่เป็น “พักรบเชิงยุทธศาสตร์” หลังสองฝ่ายเตรียมลงนาม 19 มิ.ย. ที่เจนีวา เปิดช่องแคบฮอร์มุซใน 30 วัน ปลดล็อกสินทรัพย์อิหร่าน 24,000 ล้านดอลลาร์ ระหว่างเจรจา 60 วัน ขณะที่สงครามกด GDP โลกหด 0.2% ดันราคาพลังงานเฉลี่ยพุ่ง 90.5%
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยว่า ข้อตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านรอบล่าสุด ซึ่งมีกำหนดลงนามร่วมกันวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นสัญญาณบวกต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่ดำเนินต่อเนื่องมากกว่า 3 เดือน แต่ยังไม่อาจประเมินได้ว่าเป็น “จุดจบสงคราม” อย่างแท้จริง
เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวยังมีประเด็นสำคัญหลายเรื่องที่ต้องเจรจาต่อ โดยเฉพาะโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ระดับสมรรถนะยูเรเนียม การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรถาวร และการปล่อยทรัพย์สินอิหร่านส่วนที่เหลือ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อความยั่งยืนของข้อตกลงในระยะต่อไป
สหรัฐเรียก “ดีล” อิหร่านมองแค่ “MOU”
ดร.อัทธ์ระบุว่า แม้ทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาข้อยุติความขัดแย้งรอบล่าสุดได้ แต่ยังมีสัญญาณสะท้อนว่ามุมมองต่อสถานะของข้อตกลงอาจไม่ตรงกัน โดยสหรัฐใช้คำว่า “Deal” หรือข้อตกลง ซึ่งสะท้อนว่าการเจรจาประสบความสำเร็จและสามารถประกาศผลได้แล้ว
ขณะที่อิหร่านเรียกเอกสารฉบับเดียวกันว่า “Memorandum of Understanding” หรือ MOU ซึ่งหมายถึงบันทึกความเข้าใจ เป็นเพียงการเห็นพ้องในหลักการเบื้องต้น และยังเปิดช่องให้มีการเจรจารายละเอียดและเงื่อนไขสำคัญเพิ่มเติมในอนาคต
ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนว่า สหรัฐมองว่าการเจรจาได้บรรลุผลแล้ว แต่อิหร่านยังมองว่าเป็นกรอบความเข้าใจเบื้องต้นที่ต้องพัฒนาไปสู่ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ในภายหลัง จึงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามว่าข้อตกลงครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพถาวรได้จริงหรือไม่
เปิด 14 ข้อตกลง เจรจาต่อปมนิวเคลียร์
สำหรับสาระสำคัญของข้อตกลงสหรัฐ-อิหร่านมีทั้งหมด 14 ข้อ โดยภาพรวมมีประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้มากกว่าประเด็นที่ยังต้องเจรจาเพิ่มเติม
ประเด็นที่ตกลงกันแล้ว ได้แก่ การยุติปฏิบัติการทางทหารทุกแนวรบ การยุติการสู้รบในเลบานอน การเปิดการเดินเรือและการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซภายใน 30 วัน การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน แผนฟื้นฟูอิหร่านมูลค่าอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การลงนาม MOU วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่เจนีวา การระงับมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมัน และการปล่อยทรัพย์สินอิหร่าน 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างช่วงเจรจา 60 วัน
ส่วนประเด็นที่ยังต้องเจรจาต่อ ได้แก่ การจัดทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วัน โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ระดับสมรรถนะยูเรเนียมที่อิหร่านจะได้รับอนุญาต รายละเอียดและขอบเขตการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรถาวร รวมถึงการปล่อยทรัพย์สินส่วนที่เหลือนอกเหนือจาก 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดร.อัทธ์ระบุว่า ประเด็นหลักที่ยังตกลงกันไม่ได้คือ โครงการนิวเคลียร์สมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน และการอายัดทรัพย์สินอิหร่าน ซึ่งยังต้องใช้เวลาเจรจารายละเอียดต่อไป
สงครามกด GDP โลกหด 0.2%
ดร.อัทธ์ระบุว่า สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกหลายมิติ ทั้ง GDP ราคาพลังงาน ราคาวัตถุดิบ ราคาปุ๋ย และห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก
โดย GDP โลกปรับลดลง 0.2% จากระดับก่อนสงคราม 3.3% เหลือ 3.10% ขณะที่ GDP สหรัฐลดลงจาก 2.1% เหลือ 1.8% หรือลดลง 0.3% อิหร่านลดลงจาก 0.9% เหลือ -6.10% หรือลดลง 7.0% ตะวันออกกลางและเอเชียกลางลดลงจาก 3.9% เหลือ 1.90% หรือลดลง 2.0%
ส่วนยูโรโซนลดลงจาก 1.3% เหลือ 1.10% หรือลดลง 0.2% และอาเซียนลดลงจาก 4.7% เหลือ 4.3% หรือลดลง 0.4%
ราคาพลังงานโลกพุ่งเฉลี่ย 90.5%
ผลของสงครามยังผลักดันราคาพลังงานโลกปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มจาก 67.74 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 112.57 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 55.3%
ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มจาก 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 109 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 67.7% ขณะที่ European TTF Gas เพิ่มจาก 31.6 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง เป็น 62.5 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 97.8%
ส่วน Asian LNG Spot เพิ่มจาก 10.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เป็น 25.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เพิ่มขึ้น 141% ส่งผลให้ราคาพลังงานเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 90.5%
วัตถุดิบผลิตโลกพุ่งเฉลี่ย 103.6%
นอกจากพลังงานแล้ว สงครามยังส่งผลให้ราคาวัตถุดิบการผลิตโลกปรับสูงขึ้นเฉลี่ย 103.6% โดยราคาปุ๋ยยูเรียเพิ่มจาก 350 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เป็น 490 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 40%
ราคาฮีเลียมเพิ่มจาก 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อพันลูกบาศก์ฟุต เป็น 600-900 ดอลลาร์สหรัฐต่อพันลูกบาศก์ฟุต หรือเพิ่มขึ้น 100-200% อะลูมิเนียมเพิ่มจาก 2,650 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เป็น 3,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 30%
ขณะที่ทังสเตนเพิ่มจาก 345 ดอลลาร์สหรัฐต่อหน่วยทังสเตน 10 กิโลกรัม เป็น 1,100 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 218% และกรดซัลฟูริกเพิ่มจาก 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เป็น 143 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 30%
ฮอร์มุซสะเทือนห่วงโซ่น้ำมันโลก
ด้านห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก ก่อนสงครามมีการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ระหว่างสงครามการขนส่งหยุดชะงักทั้งหมด ขณะที่การส่งออก LNG ของกาตาร์ลดลง 17%
ส่วนการผลิตน้ำมันแหล่ง Zubair ของอิรัก ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตน้ำมันขนาดใหญ่ของประเทศ ลดลงจาก 400,000 บาร์เรลต่อวัน เหลือต่ำกว่า 250,000 บาร์เรลต่อวัน สะท้อนผลกระทบของสงครามต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันในอิรักและภูมิภาคตะวันออกกลาง
4 ปัจจัยชี้ขาด สันติภาพหรือพักรบ
ดร.อัทธ์ประเมินว่า ข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับอิหร่านครั้งนี้ยังไม่ถือเป็นสันติภาพถาวรของตะวันออกกลาง แต่มีลักษณะเป็น “การพักรบเชิงยุทธศาสตร์” หรือ Strategic Ceasefire มากกว่า เนื่องจากประเด็นความขัดแย้งหลักหลายเรื่องยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ และต้องอาศัยการเจรจาเพิ่มเติมภายในกรอบเวลา 60 วันหลังลงนาม
ทั้งนี้ มี 4 ปัจจัยสำคัญที่จะชี้ขาดทิศทางสถานการณ์ในระยะต่อไป ได้แก่
1. โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ยังเป็นหัวใจของความขัดแย้ง โดยเฉพาะปริมาณยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่อิหร่านครอบครอง ระดับการเสริมสมรรถนะที่อิหร่านจะได้รับอนุญาตในอนาคต ขอบเขตการตรวจสอบจากนานาชาติ และมาตรการรับรองว่ากิจกรรมนิวเคลียร์จะใช้เพื่อสันติเท่านั้น
2. อิสราเอลยังไม่ถอนกำลัง
ความไว้วางใจระหว่างอิหร่าน กลุ่มพันธมิตรในเลบานอนและอิสราเอลยังอยู่ในระดับต่ำ แม้มีการประกาศหยุดยิงหรือข้อตกลงลดความรุนแรง แต่อิสราเอลยังยืนยันไม่ถอนกำลังออกจากเลบานอน ซึ่งอาจทำให้โอกาสกลับมาสู้รบยังอยู่ในระดับสูง
3. การเมืองภายในอิหร่าน
แม้รัฐบาลอิหร่านยอมเจรจากับสหรัฐ แต่ภายในประเทศยังมีกลุ่มอนุรักษนิยม กองกำลังความมั่นคง และกลุ่มศาสนาบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการประนีประนอมกับสหรัฐ หากกลุ่มเหล่านี้มองว่าข้อตกลงทำให้อิหร่านเสียเปรียบ อาจกดดันให้รัฐบาลชะลอการปฏิบัติตามข้อตกลง หรือถอนตัวจากการเจรจาในอนาคต
4. การเก็บกู้ทุ่นระเบิดใต้น้ำในช่องแคบฮอร์มุซ
แม้จะมีข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่การขนส่งน้ำมันอาจยังไม่กลับสู่ภาวะปกติทันที เนื่องจากต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 เดือนในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดใต้น้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการขนส่งพลังงาน
ดร.อัทธ์ระบุว่า ข้อตกลงครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจโลกในระยะสั้น โดยเฉพาะการลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน ก๊าซ และต้นทุนวัตถุดิบการผลิต แต่ยังต้องจับตาผลการเจรจาภายใน 60 วันหลังการลงนามอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านจะยุติลงจริง หรือเป็นเพียงการพักรบก่อนความเสี่ยงระลอกใหม่จะกลับมาอีกครั้ง