เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“JAS-MONO-ไปรษณีย์ไทย” จับรางวัลผู้โชคดีบอลโลกจาก iStamp แคมเปญ “แสตมป์ลุ้นแชมป์ แจกโชคทะลุ 5 ล้านบาท”
Biz Movement “JAS-MONO-ไปรษณีย์ไทย” จับรางวัลผู้โชคดีบอลโลกจาก iStamp แคมเปญ “แสตมป์ลุ้นแชมป์ แจกโชคทะลุ 5 ล้านบาท”
กทม.เปิดผลตรวจความปลอดภัย 50 คอนโดฯกลางกรุง พบแก้ไขแล้ว 12 อาคาร
Real Estate กทม.เปิดผลตรวจความปลอดภัย 50 คอนโดฯกลางกรุง พบแก้ไขแล้ว 12 อาคาร
สนามบินเชียงใหม่ลุยระบบ A-CDM ยกระดับบินตรงเวลา-ลดก๊าซเรือนกระจก
เศรษฐกิจภูมิภาค สนามบินเชียงใหม่ลุยระบบ A-CDM ยกระดับบินตรงเวลา-ลดก๊าซเรือนกระจก
นายกฯ แจ้ง ครม. อย่าหวั่นไหวข่าวยุยงเขย่ารัฐบาล มั่นใจ รัฐมนตรีทำงานเต็มที่
Politics นายกฯ แจ้ง ครม. อย่าหวั่นไหวข่าวยุยงเขย่ารัฐบาล มั่นใจ รัฐมนตรีทำงานเต็มที่
ครม.ไฟเขียว ‘อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด’ 7.2 พันล้าน รองรับ EEC
Politics ครม.ไฟเขียว ‘อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด’ 7.2 พันล้าน รองรับ EEC
รัฐบาลไฟเขียวตั้งคณะทำงานร่วมไทย-เมียนมา คุมคุณภาพแม่น้ำพรมแดน
Politics รัฐบาลไฟเขียวตั้งคณะทำงานร่วมไทย-เมียนมา คุมคุณภาพแม่น้ำพรมแดน
บีแอลซีพี ร่วมงาน Rayong Zero Food Waste 2026 ขับเคลื่อนระยองสู่เมืองคาร์บอนต่ำ
Uncategorized บีแอลซีพี ร่วมงาน Rayong Zero Food Waste 2026 ขับเคลื่อนระยองสู่เมืองคาร์บอนต่ำ
ครม.อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ฎ.กำหนดให้ รฟม.ดำเนินกิจการใน จ.สงขลา
Politics ครม.อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ฎ.กำหนดให้ รฟม.ดำเนินกิจการใน จ.สงขลา
สภาผู้บริโภค ร่อนจดหมายเปิดผนึก จี้ “หมอสรณ” หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. หวั่นซ้ำรอยมติโมฆะ
Politics สภาผู้บริโภค ร่อนจดหมายเปิดผนึก จี้ “หมอสรณ” หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. หวั่นซ้ำรอยมติโมฆะ
รัฐบาลตั้งคณะกรรมการฯ Data Center ชงนโยบาย-คุมผลกระทบ เน้นธุรกิจให้เกิดประโยชน์
Politics รัฐบาลตั้งคณะกรรมการฯ Data Center ชงนโยบาย-คุมผลกระทบ เน้นธุรกิจให้เกิดประโยชน์
ดูทั้งหมด

ผยง ศรีวณิช สร้างตำนาน 60 ปี KTB จากผู้ตาม…สู่ผู้กำหนดเกม

01 ส.ค. 2569 | 10:48น.

50impact…50 ปี ประชาชาติธุรกิจ  กับบทสัมภาษณ์พิเศษ “ผยง ศรีวณิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB)  ที่ไม่เพียงเป็น CEO ของธนาคารกรุงไทยยาวนานที่สุด  จากความไว้วางใจจากคณะกรรมการธนาคารให้ทำหน้าที่เป็นสมัยที่ 3 (12 ปี)  ทั้งได้ชื่อว่าเป็นผู้พลิกฟื้น และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับแบงก์กรุงไทย   จากธนาคารของรัฐที่มีปัญหาสะสมมากมาย ทั้งภาพลักษณ์ธนาคารที่ล้าหลัง และปัญหาหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) หมักหมมจากยุคที่ผ่าน ๆ มา  

ธนาคารกรุงไทยครบรอบ 60 ปี เมื่อ 13 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา พร้อมกับการขึ้น Chapter ใหม่ จากความสำเร็จที่หุ้น KTB ก้าวกระโดดจนกลายเป็นแบงก์ที่มี Market Cap ใหญ่ที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทยเป็นครั้งแรกเมื่อ 12 มีนาคม 2569   จากที่เคยอยู่ท้ายตาราง  สะท้อนถึงความสำเร็จและการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ และจุดเปลี่ยนสำคัญของธนาคารภายใต้การขับเคลื่อนของ “ผยง ศรีวณิช”

ย้อนตำนาน 60 ปีแบงก์ไทย

ซีอีโอ KTB ย้อนตำนานว่า ธนาคารกรุงไทยกำเนิดขึ้นจากการควบรวมธนาคารเก่า (ธนาคารเกษตร และธนาคารมณฑล) เพื่อแก้ปัญหาในเวลานั้น และตั้งธนาคารกรุงไทยขึ้นเมื่อ 14 มีนาคม 2509  เป็นธนาคารของรัฐ 100%   ก่อนจะแปรสภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีผู้ถือหุ้นรายย่อยเข้ามา กระทั่งบริบทและนิยามของคำว่าหน่วยงานของรัฐปรับเปลี่ยนไป   

“แบงก์กรุงไทยก่อตั้งขึ้นมาด้วยสปิริตที่ต้องการเติบโตไปพร้อมกับคนไทย และมีส่วนร่วมและการส่งเสริมธุรกิจไทยยังคงถูก Carry On มาโดยตลอด แต่รูปแบบและวิธีการถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย”

จุดเปลี่ยนธนาคารกรุงไทย

ซีอีโอกรุงไทยฉายภาพว่า กรุงไทยในอดีตกับปัจจุบันเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ  และบางช่วงเวลาก็เป็นการเปลี่ยนแบบขึ้นบันไดก้าวใหญ่ และในทุกวิกฤตเศรษฐกิจ และมีส่วนช่วยให้การเปลี่ยนผ่านในแต่ละจุด Smooth และครอบคลุม  อย่างวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 กรุงไทยต้องรับบท “อัศวินม้าขาว” ที่มีภารกิจใหญ่เกินกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป  ในการทำหน้าที่เป็นกลไกดูแลผู้ฝากเงินจาก 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดตัวลง  ก็เป็นเรื่องใหญ่ เพราะแบงก์ต้องขยายความสามารถให้พร้อมทำหน้าที่เป็นอัศวินม้าขาว

ก่อนหน้านั้นก็มี “วิกฤตค่าเงิน”  คือสารพัดวิกฤตในแต่ละวัฏจักรเศรษฐกิจ จนถึงวิกฤตการณ์โควิด-19 และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน บนความท้าทายจากที่บริบทโลกเปลี่ยน เศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยน แบงก์กรุงไทยก็ต้องเปลี่ยนบริบท และเป็นจุดที่เราเติบโตขึ้นมา  

อ่านเทรนด์ใหญ่ให้ถูก

“ผยง” ระบุว่า ปัจจุบันแบงก์ถือว่าอยู่ในกระบวนการเรียนรู้และปรับตัวยุคดิจิทัล และทุกครั้งที่คิดว่าเรา On The Trend, On Track  ก็จะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด มาเร่งให้เกิดเร็วขึ้น  เช่น ในวันที่คิดว่ามาถูกทางแล้ว โควิด-19 ก็เข้ามาตูม ก็ทำให้แอปเป๋าตังพัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็ว  หรืออยู่ ๆ ก็เกิดสงครามอิหร่าน-สหรัฐ  ทำให้เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง ไม่สามารถวางใจได้ ธนาคารก็ต้องพร้อมตลอดเวลา 

“บางทีลมแปรปรวน เปลี่ยนทิศ  เราก็ต้องทำตัวให้ยืดหยุ่น คล่องแคล่วในการปรับตัวตามบริบทที่แปรผัน อ่านผิดบ้างอ่านถูกบ้าง แต่เทรนด์ใหญ่เราต้องพยายามอ่านให้ถูก”

ในยุค Digital Economy ก็ทำให้เราต้องคิดใหม่ ทำใหม่หลายเรื่อง  เพราะการที่จะทำให้ตัวเรามีศักยภาพด้านดิจิทัล (Digital Capability) ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล   และต้องตอบโจทย์ในฐานะบริษัทจดทะเบียนที่สามารถแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ทุกราย  ขณะที่ในวันนี้กรุงไทยก็ตามหลังแบงก์คู่แข่งในเรื่องเทคโนโลยีมาก  เป็นความท้าทายที่เป็นก้าวกระโดดใหญ่

“เป๋าตัง” จุดเปลี่ยนสำคัญ

CEO กรุงไทยฉายภาพความสำเร็จของแอปเป๋าตังในเวลาวิกฤต ว่า ย้อนไปเกือบ 10 ปีที่แล้ว  ต้องบอกว่าดิจิทัลเทคโนโลยีของธนาคารกรุงไทย “ล้าหลัง” กว่าคู่แข่งในตลาดอยู่ราว 5-7 ปี   ขณะที่ธนาคารอื่น ๆ มีการปรับแบรนดิ้งใหม่หมดแล้ว การจะวิ่งตามเพื่อลดช่องว่างให้แคบลงแบบตรง ๆ จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก 

เมื่อประเมินความพร้อมของลูกค้ากรุงไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ที่ยังกังวลเรื่องความปลอดภัยของเงินทอง  ธนาคารจึงเลือกใช้ยุทธศาสตร์ “ป่าล้อมเมือง”  สร้าง 2 แพลตฟอร์มคู่ขนานกัน  คือ Krungthai NEXT ระบบปิด ความปลอดภัยสูงเพื่อดูแลฐานลูกค้าเดิม  และ “เป๋าตัง” แพลตฟอร์มระบบเปิด  ประจวบกับเกิดความท้าทายทางเศรษฐกิจและวิกฤตโควิด-19 เข้ามาเป็นตัวเร่ง   มาตรการรัฐบาลตั้งแต่ “ชิมช้อปใช้” ไปจนถึงมาตรการเยียวยาช่วงโควิดและวิกฤตต่าง ๆ เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการยอมรับใช้งานอย่างรวดเร็ว  ส่งผลให้ผู้ใช้งานเป๋าตังพุ่งทะยานสู่ 40 ล้านคน ภายในเวลาเพียง 3-5 ปี เร็วกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ว่าจะใช้เวลา 5-10 ปี 

“การวางรากฐานเป๋าตังทำให้เกิดการเข้าถึง G-Wallet  ก่อนมีบัญชีเงินฝาก  และช่วยให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงบริการของรัฐได้ในต้นทุนที่เหมาะสม เกิดเป็น Inclusive Digital Economy ที่แท้จริง”

ความสำเร็จครั้งล่าสุด

และกับความสำเร็จครั้งล่าสุด “ผยง” เล่าว่า ไม่รู้ว่าบังเอิญ หรือโชคชะตาฟ้าลิขิต  คือวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา จะมีงานครบรอบ 60 ปีธนาคาร  แต่วันที่ 12 มีนาคมก็เกิดเหตุการณ์สำคัญที่หุ้น KTB วิ่งขึ้นไปจนทำให้ Market Cap ของแบงก์ขึ้นไปอยู่อันดับหนึ่งของธนาคารพาณิชย์ไทยเป็นครั้งแรก   ซึ่งไม่ได้มีความหมายแค่ตัวเลขทางการเงิน แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ธนาคารสามารถเร่งตัวขึ้นมาจนแซงหน้าคู่เทียบได้สำเร็จ  โดยที่ตลาดเป็นคนตัดสิน และเชื่อมั่นว่าการขับเคลื่อนองค์กรมาถูกทิศทางแล้ว

“จากธนาคารที่มี Market Cap อยู่อันดับบ๊วย  แต่วันนี้เราวิ่งจากบ๊วยขึ้นมาอยู่อันดับหนึ่ง  โดยเฉพาะหลังโควิดกรุงไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าวันนี้สามารถสร้าง Continuous Growth ที่ยั่งยืนได้” 

ถือเป็นผลลัพธ์จากการทำ Digital Transformation  เป็นผลจากการลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างศักยภาพทางดิจิทัล  ให้สามารถแข่งกับแบงก์พาณิชย์ใหญ่อื่นได้  โดยใช้ยุทธศาสตร์คู่ขนานทั้งระบบปิด (Krungthai Next) และระบบเปิด (เป๋าตัง) จนเกิดการใช้งานในวงกว้าง

“ผยง” ตอกย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านที่ถูกทิศถูกทางว่า แบงก์กรุงไทยสามารถสร้างความเชื่อมั่นจากสาธารณชน  ในการหมุนหัวเรือขององค์กร จากที่ช่วงแรกมีกระแสลบต่อองค์กรสูงมาก  จนสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้กลายเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนไทยตามแนวคิด “Do Good Equals Do Well”

โจทย์ต่อไปของกรุงไทย

อย่างไรก็ดีซีอีโอ KTB  ยอมรับว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นดีใจได้แป๊บเดียว  เพราะมีคำถามว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้มีพลังเติบโตต่อไปได้ ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในสังคมสูงวัย และมี “เศรษฐกิจนอกระบบ” สูงถึง 48% อันดับท็อป ๆ ของโลก   หมายความว่าการเติบโตในประเทศมีข้อจำกัด  ดังนั้นก้าวต่อไปของกรุงไทยต้องสร้าง Productivity ให้สูงขึ้นด้วยเทคโนโลยี   เพื่อเข้ามาช่วยเพิ่มผลผลิตของแรงงานให้สูงกว่าเจเนอเรชั่นที่ผ่านมา   

ขณะที่ปัจจุบันแบงก์กรุงไทยยังถือเป็น Domestic Bank ที่มีสาขาในต่างประเทศน้อยมาก และยังไม่มีความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาค ขณะที่ธุรกิจไทยขนาดใหญ่ระดับท็อป 1% (ซึ่งสร้างรายได้คิดเป็น 65% ของ GDP) เริ่มออกไปโตในต่างประเทศ  แต่ธนาคารไทยยังไม่มีศักยภาพพอที่จะซัพพอร์ตได้เต็มที่ จนธุรกิจเหล่านั้นต้องดิ้นรนผ่านสถาบันการเงินต่างประเทศ

“เรายังไม่ได้ใหญ่พอในระดับภูมิภาค  แต่ด้วยพลวัตที่เปลี่ยนไปมีความจำเป็นที่จะต้องจับกระแสการเติบโตของ Regional Footprint ให้เกิดการเชื่อมโยงกับพันธมิตรในภูมิภาค  เพื่อให้มีตลาดใหม่และเป็นช่องทางเข้าถึงการค้าระดับโลก”

ปักหมุด Regional Footprint

ซีอีโอ KTB ฉายแนวคิดว่า  ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศอยู่ในจุดที่เติบโตต่อไปได้ยาก  ดังนั้นโจทย์แบงก์คือทำอย่างไรให้มีพลังที่จะก้าวสู่ระดับภูมิภาค   เป็นความท้าทายที่ต้องทำตัวให้แข็งแรงและใหญ่กว่านี้  ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าต้องไปเทกโอเวอร์ หรือควบรวมกิจการ  แต่ต้องมีความสัมพันธ์และมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ มีการเชื่อมโยงกับพันธมิตรในภูมิภาค  

“เราอาจมองว่าตัวเองใหญ่ในประเทศ  แต่เชื่อไหมแบงก์ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยยังเล็กกว่าแบงก์ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม  ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ธุรกิจอื่น ๆ ก็เหมือนกัน  ดังนั้นจะทำอย่างไรให้มีพลังในการก้าวสู่ The Next Growth Cycle” 

“ผยง” ขยายความกระแสควบรวมแบงก์ว่า  เรื่องการควบรวมควรใช้เพื่อวัตถุประสงค์ของการสร้าง National Champion  แต่ไม่ได้จำกัดเฉพาะธุรกิจการเงิน เพราะทั้งอุตสาหกรรมการผลิต เกษตร อาหาร  จำเป็นต้องมี Muscle และ Scale ที่ใหญ่พอจะลงทุนในเทคโนโลยีราคาแพงได้ในการแข่งขันโลกอนาคต  อย่างภาคการผลิตไทยกำลังสู้กับจีนที่เป็นโรงงานของโลก ที่มีเทคโนโลยีสุดยอด และเป็นเจ้าของเทคโนโลยี  นี่คือสิ่งที่เราต้องเข้าใจและปรับตัว ตอบโจทย์ลูกค้า คู่ค้าให้ได้ เพื่อที่จะโตไปด้วยกัน

โจทย์ประเทศคือโจทย์กรุงไทย

เป้าหมายสำคัญของกรุงไทย  คือการทำให้ธุรกิจไทยเป็น “ผู้เล่นที่มีตัวตน” ในระดับภูมิภาค  โดยการสร้างความสัมพันธ์และคุณค่าทางเศรษฐกิจที่สามารถเติมเต็มซึ่งกันและกันกับพันธมิตรต่างชาติ เพื่อสนับสนุนให้ National Manufacturer สามารถออกไปเติบโตในตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง

เช่นเดียวกับประเทศไทย  ต้องเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ในสภาวะที่ประชากรลดลงและเข้าสู่สูงวัย  ต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่ม Productivity ให้กับบุคลากร  ทั้งภาครัฐและเอกชนฉลาดเฉลียวขึ้นผ่านการใช้ข้อมูลและ AI แบบที่ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล  พร้อมปรับเปลี่ยนแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จากมุ่งเน้นเยียวยาความเปราะบางเพียงอย่างเดียว มาเป็นการจัดสรรทรัพยากรเงินทุนเพื่อการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้าง New S-curve ให้กับประเทศ

“โจทย์ของแบงก์กรุงไทย คือโจทย์เดียวกับประเทศไทย เพราะธนาคารคือ Proxy ของประเทศ ที่เติบโตตาม GDP ดังนั้นสมการที่ดีที่สุดสำหรับเศรษฐกิจคือการมีธนาคารที่แข็งแกร่ง ที่ช่วยส่งเสริมภาคธุรกิจอื่น ๆ ให้เติบโตในต่างประเทศได้” ซีอีโอ KTB ย้ำ

เทคคอมพานีไม่ใช่คำตอบของ KTB

“ผยง” ยังสะท้อนถึงการเกิดขึ้นของ Virtual Bank ว่า เป็นสถาบันการเงินที่ไม่มีสาขา แต่ใช้เทคโนโลยีเยอะแยะ เพื่อสร้างบริการที่แตกต่างให้กับลูกค้า  โดยที่ Virtual Bank จะช่วยให้ต้นทุนการทำธุรกรรมถูกลง และครอบคลุมมากขึ้น  โดย KTB ร่วมกับพันธมิตรระดับประเทศทั้งเทเลคอม (เอไอเอส) และพลังงาน (โออาร์) ในการใช้ Alternative Data พิจารณาปล่อยกู้  แต่แม้จะไม่มีต้นทุนสาขา ใช้คนน้อย แต่ Fix Cost เทคโนโลยีสูงมาก  แต่ถ้าไม่สามารถสร้าง Economy of Scale ก็เหนื่อย ดังนั้นแนวคิดก็คือการใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพสูง กับข้อมูลทางเลือกสร้างระบบนิเวศพิจารณาปล่อยกู้ในลูกค้าที่ธนาคารทำไม่ได้  ซึ่งมีจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงเงินกู้แบงก์

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าแบงกิ้งจะยังคงอยู่  โดยต้องเอาเทคโนโลยีมาเปลี่ยนให้เป็น “ดิจิทัลแบงกิ้ง”  และกรุงไทยไม่มีนโยบายที่จะเปลี่ยนเป็น Tech Company  แต่จะใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้บริการธนาคารเก่งขึ้น ฉลาดขึ้น ตอบโจทย์มากขึ้นและถูกลง  โดยเทคโนโลยีคือเครื่องมือที่หยิบมาใช้ตามการตัดสินใจ

และจากที่ธนาคารกรุงไทยและพันธมิตรเป็นรายแรกที่เปิดให้บริการ Virtual Bank ภายใต้ชื่อ “CLICX” นับว่าเปลี่ยนเกมจาก “ผู้ตาม” (หลัง) มาเป็นผู้นำ  “ผยง” กล่าวว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะยังมีอีกขั้นตอนที่ต้องเดินไป แต่เชื่อว่าทุก ๆ หมุดหมายที่วางไว้ไม่ไกลเกินไป 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธนาคารกรุงไทย (KTB)