SMEs อายุน้อย-กำไรดีกู้ไม่ได้ ธปท.ตะลึง-เร่งชงคลังผุดค้ำสินเชื่อใหม่
แบงก์ชาติตะลึงเอสเอ็มอีกลุ่มมีประสิทธิภาพ-ธุรกิจตั้งใหม่อายุน้อย ไม่ถึง 10 ปี เข้าไม่ถึงสินเชื่อ แม้มีความสามารถทำกำไรได้สูงกว่าเอสเอ็มอีที่ตั้งมานานเกิน 10 ปี เดินหน้าชงคลังผุดโครงการค้ำประกันใหม่ พร้อมลุยเจรจา “เครดิตบูโร-NDID” ลดค่าธรรมเนียม หวังช่วยลด “Transaction Cost” ให้เอสเอ็มอี
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาการจัดสรรเงินทุนค่อนข้างมีปัญหา โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ แม้ว่าในระบบเงินทุนไม่ได้ขาด สะท้อนผ่านตัวเลขเงินสภาพคล่องที่ไหลกลับเข้า ธปท. ทุกวัน วันละราว 6 ล้านล้านบาท แต่เนื่องจากเอสเอ็มอีมีปัญหา ทำให้ธนาคารก็ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้
“ปัญหาโครงสร้างอีกเรื่องที่สำคัญมาก ก็คือ เรามีเงินเยอะ ทุกวันจะมีเงินไหลกลับเข้ามาที่ ธปท. ผ่านตลาด R/P ผ่านการดูดสภาพคล่อง ด้วยพันธบัตร ธปท. หรือผ่านการสวอป Fx ประมาณ 6 ล้านล้านบาท มันคือเงินเหลือ ที่ไม่ถูกจัดสรรให้กับหน่วยธุรกิจ หรือครัวเรือน เพราะธุรกิจไปไม่ได้ แบงก์ก็ไม่กล้าปล่อย อย่างแรกคือ มันไม่ได้ขาดเงินทุน แต่จัดสรรไม่ถูกที่”
ทั้งนี้ เอสเอ็มอีไม่ได้มีปัญหาแค่ขาดเงินทุน แต่มีปัญหาเรื่องการปรับตัวด้วย โดยต้นทุนการผลิตไม่สามารถสู้กับบริษัทจากประเทศจีนได้ ซึ่งเมื่อเอสเอ็มอีปรับตัวไม่ได้การจัดสรรเงินทุนไปให้เอสเอ็มอีก็ไปไม่ได้
“เอสเอ็มอีมีขนาดใหญ่ สัดส่วน 35% ของจีดีพี จ้างงานถึง 69% ของการจ้างงานรวม โดยขณะนี้ถ้าดูสินเชื่อของธุรกิจรายใหญ่เป็นบวกแล้วประมาณ 6.6% แต่เอสเอ็มอียังติดลบ ติดลบมาแล้ว 16 ไตรมาส นี่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ใหญ่ ต้องช่วยกันแก้ ทั้ง ธปท. รัฐบาลก็ต้องช่วยแก้ สถาบันการเงิน หรือเรียลเซ็กเตอร์เองก็อยู่เฉยไม่ได้ ต้องปรับตัวด้วย”
นายวิทัยกล่าวว่า ในแง่อัตราดอกเบี้ยเอสเอ็มอีจ่ายสูงกว่ารายใหญ่ โดยอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอาจจะถึง 13.4% ส่วนรายใหญ่จ่ายสูงสุด 6.9% ซึ่งจ่ายสูงเกินความจำเป็นด้วย ขณะเดียวกันในกลุ่ม Top 30 ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด จะพบว่ามีเอสเอ็มอีเพียง 21% ที่เข้าถึงสินเชื่อระบบแบงก์พาณิชย์ ขณะที่่รายใหญ่เข้าถึงสินเชื่อ 63% ส่วนที่เหลือก็อาจจะใช้เงินทุนตัวเอง หรือใช้ตลาดทุน แต่เอสเอ็มอีออกหุ้นกู้ก็ไม่ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่าน่ากังวลมากกว่าแค่เรื่องสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบ
“ที่น่ากังวลคือ เอสเอ็มอีที่เข้าถึงสินเชื่อไม่ได้มันเป็นเอสเอ็มอีที่มีประสิทธิภาพดีสุด 30% แรกด้วย ดังนั้น ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ จะทำอย่างไรให้เอสเอ็มอีที่มีประสิทธิภาพดีสามารถเข้าถึงทางการเงินได้ และทำอย่างไรให้เอสเอ็มอีที่มีปัญหาปรับตัวเองให้กลับมามีประสิทธิภาพดีได้”
อย่างไรก็ดี จากข้อมูลพบว่า เอสเอ็มอีที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อเกินครึ่งยังพอมีศักยภาพ และการเข้าถึงสินเชื่ออาจช่วยพัฒนาขีดความสามารถ โดยตอนนี้บริษัทที่มีกำไรอยู่และมีการเติบโตจะมีประมาณ 38% ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องทำให้เข้าถึงเงินทุนก่อน เพราะต้องยอมรับว่าคงช่วยเอสเอ็มอีทั้งหมดไม่ได้ อย่างเอสเอ็มอีที่จ่ายหนี้คืนไม่ได้ ขาดทุนต่อเนื่อง ไม่มีประสิทธิภาพ ก็ต้องทำให้มีประสิทธิภาพ หรือต้องยอมรับความจริงว่าส่วนหนึ่งอาจจะไปต่อไม่ได้ เพราะเป็นซอมบี้ ที่ไม่สามารถจ่ายได้แม้กระทั่งดอกเบี้ยในปัจจุบัน
ขณะเดียวกันมีเอสเอ็มอีอีก 27% ที่มีกำไร แต่รายได้ลดลง ซึ่งการได้สินเชื่ออาจจะทำให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่กิจการที่มีสภาพการแข่งขันที่ดีขึ้นได้
“ผมว่าเอสเอ็มอี 2 กลุ่มที่ว่ามานี้ต้องไปต่อ คือกลุ่ม 38% กับ 27% แต่อีก 19% ที่ไม่มีกำไร แต่รายได้โต ตรงนี้ก็ต้องเข้าใจ แบงก์ก็อาจจะไม่ไหว ดังนั้น ประเด็นที่สำคัญคือ ทำอย่างไรให้เอสเอ็มอี ซึ่งไม่ใช่ทุกราย แต่เป็นเอสเอ็มอีที่มีประสิทธิภาพสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้”
นายวิทัยกล่าวอีกว่า ที่น่าสนใจก็คือ ธุรกิจที่ตั้งขึ้นใหม่ หรือเอสเอ็มอีอายุน้อย ตั้งแต่ 0-5 ปี เข้าถึงสินเชื่อได้แค่ 11% และ 6-10 ปี เข้าถึงสินเชื่อได้แค่ 26% โดยงานวิจัยของสถาบันป๋วยฯ ชี้ว่าลูกหนี้ใหม่ที่มีประวัติน้อย ประมาณ 78% กู้เงินไม่ได้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าธุรกิจที่เปิดใหม่ ตั้งใหม่ กู้เงินไม่ได้ กู้ยาก ยากกว่าเอสเอ็มอีโดยเฉลี่ย แต่ธุรกิจที่เปิดใหม่จะมีกำไรสูงกว่าธุรกิจที่ตั้งมานานแล้ว
“เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่านอกจากเงินไม่ไหลไปสู่ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังไม่ไหลไปธุรกิจเปิดใหม่ที่มีขีดความสามารถในการทำกำไรสูงด้วย สะท้อนว่าการจัดสรรเงินทุนจะต้องเปลี่ยนแปลง”
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ ธปท. ทำก็คือ พยายามทำโครงการให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ ทั้งทำเอง และทำร่วมกับกระทรวงการคลัง อย่างในเรื่อง Funding Cost ก็คือ ดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย และมีซอฟต์โลนออกมาช่วย ขณะที่ด้าน Credit Cost ก็มีโครงการ SMEs Credit Portal มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อ และ Data Bureau ด้าน Transaction Cost ก็เจรจากับเครดิตบูโร ลดค่าธรรมเนียม ที่บางทีต้นทุนสูงถึง 3-4% และจะคุยกับ NDID เพื่อให้ต้นทุนการยืนยันตัวตนมีต้นทุนที่ถูกลง
“นอกจากนี้ การมาของ Virtual Bank ก็หวังว่าจะช่วยให้ต้นทุน Operation ของแบงก์ลดลงได้บ้าง บางส่วน แต่สำคัญที่สุดตอนนี้ต้องทำเรื่อง Credit Cost ที่เราทำโครงการ Credit Boost มา วันนี้ปล่อยไปได้ 7 หมื่นล้านบาทแล้ว หลังจากนี้ภายใน 2-3 เดือนจะเสนอ รมว.คลัง ว่าเราจะสร้างกลไกการค้ำประกันใหม่ หวังว่าจะทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ
ได้มากขึ้น และจะทำให้ปล่อยสินเชื่อได้ปีละประมาณ 1 แสนล้านบาท”