‘โทนี่ เฟอร์นานเดส’ ลั่นแอร์เอเชียยังบินได้
สั่นสะเทือนวงการธุรกิจสายการบินอย่างหนัก กรณีข่าวการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ภาระหนี้ท่วม กระทั่งต้องเร่งระดมเงินทุนถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 33,500 ล้านบาท ของสายการบิน “แอร์เอเชีย” มาเลเซีย
บวกกับกระแสข่าวที่ระบุว่ารัฐบาลมาเลเซียหารือกับ 2 สายการบินคู่แข่งคือ มาเลเซียแอร์ไลน์ และบาติกแอร์ ให้เตรียมพร้อมรับมือหาก “แอร์เอเชีย” เดินต่อไม่ได้
ทำเอา “โทนี่ เฟอร์นานเดส” ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษา แอร์เอเชีย กรุ๊ป เบอร์ฮาด (เดิมชื่อ แอร์เอเชีย เอ็กซ์ เบอร์ฮาด) ต้องบินด่วนเข้าประเทศไทย เปิดโต๊ะแถลงข่าวเรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและสร้างความเข้าใจกับสื่อทั้งไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฯลฯ เพราะประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบวงกว้างในหลายประเทศ
“เป็นเรื่องไร้สาระมากที่มีข่าวว่าสายการบินอื่นจะมาแทนที่แอร์เอเชีย เพราะไม่มีใครมีโครงสร้างต้นทุน แบรนด์ และเครือข่ายการบินเหมือนแอร์เอเชีย” โทนี่กล่าว
และบอกอีกว่า แอร์เอเชียไม่ได้กู้เงิน 3,000 ล้านดอลลาร์ตามที่เป็นข่าว กู้แค่ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมารีไฟแนนซ์หนี้เก่าในช่วงโควิด-19 เพื่อลดต้นทุนดอกเบี้ย ไม่ใช่การสร้างหนี้ใหม่ เช่นเดียวกับภาระหนี้สินจำนวน 1.87 หมื่นล้านดอลลาร์นั้น ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่เกิดจากภาระผูกพันตามสัญญาเช่าเครื่องบินระยะยาว 12-20 ปี ไม่ใช่หนี้สินที่ต้องชำระทันที
“โทนี่” ยอมรับว่าสถานการณ์ในวันนี้สายการบินทั่วโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาน้ำมัน แรงกดดันด้านต้นทุน และการเปลี่ยนแปลงของตลาด แต่ความท้าทายเหล่านี้เกิดขึ้นกับทั้งอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่แอร์เอเชียเพียงแห่งเดียว
แต่ด้วยโมเดลสายการบินราคาประหยัดที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น ผนวกกับการบริหารจัดการราคาค่าโดยสารเชิงกลยุทธ์และการเติบโตของรายได้เสริม ทำให้สามารถรับมือกับแรงกดดันเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี
“ตลอดเส้นทาง 25 ปีที่ผ่านมาเราเจอวิกฤตมากมาย ช่วงโควิด-19 เป็นความท้าทายที่หนักที่สุด เราไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเลย ต่างจากสายการบินอื่นในยุโรป อเมริกา สิงคโปร์ ช่วงนั้นเราสูญเสียรายได้ไปกว่า 10,000 ล้านริงกิต เพราะทำการบินได้เพียง 10% ของปกติ”
ล่าสุดความขัดแย้งด้านการเมืองในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันอากาศยานปรับตัวสูงขึ้นจาก 85 ดอลลาร์ เป็นเกือบ 200 ดอลลาร์อย่างรวดเร็ว แต่ “แอร์เอเชีย” ก็ไม่เก็บเงินเพิ่มย้อนหลัง เนื่องจากตั๋วส่วนใหญ่ขายไปล่วงหน้า ณ ราคาน้ำมัน 85 ดอลลาร์
สิ่งที่เป็นอยู่ในวันนี้คือ คนยังคงบินได้ การเดินทางยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งแอร์เอเชียได้ใช้แนวทางบริหารที่มีวินัยและรัดกุม ทั้งการปรับแผนปริมาณที่นั่ง การควบคุมต้นทุน การหารืออย่างใกล้ชิดกับผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญ รวมถึงการเสริสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัท
“การใช้เงินสดจ่ายค่าน้ำมันที่แพงขึ้นทำให้ผลประกอบการไตรมาส 2 ดูแย่ลง แต่เมื่อมีการปรับราคาตั๋วและปรับโครงสร้างต้นทุน สภาพคล่องและรายได้จะกลับมาเข้าที่ในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งพบว่ามีอัตราส่วนการขนส่งผู้โดยสารเฉลี่ยถึงราว 80% แล้ว”
โดยในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้บริษัทได้ปรับลดปริมาณที่นั่งลดลง 20-25% ตามกลยุทธ์ ซึ่งถือเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวของภูมิภาค แต่ขณะนี้กำลังเตรียมพร้อมที่จะเพิ่มปริมาณที่นั่งกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดสงครามในไตรมาสที่ 4 เพื่อให้สอดรับกับช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปีที่คึกคักที่สุด
ขณะเดียวกันยังเดินหน้าบริหารจัดการฝูงบินและปรับเปลี่ยนสัดส่วนเครื่องบินให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หนึ่งในแผนปรับปรุงฝูงบินระยะยาวคือ การส่งคืนเครื่องบินรุ่นเก่าซึ่งมีปริมาณการใช้พลังงานสูงจำนวน 25 ลำ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าเช่าคงที่ พร้อมเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่เครื่องบินลำตัวแคบที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น โดยมีคำสั่งซื้อเครื่องบิน A320 และ A321 รวมกว่า 500 ลำ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
ส่วนแผนการจัดหาเงินทุนนั้น บริษัทจะมุ่งเป้าไปที่การปรับโครงสร้างหนี้ การรีไฟแนนซ์ และการรวบรวมงบดุล เพื่อปรับปรุงโครงสร้างเงินทุนระยะยาวให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มากกว่าที่จะนำมาอุดหนุนการขาดดุลจากการดำเนินงานเพียงอย่างเดียว
“เราพร้อมปรับตัว แก้ไข และหาโอกาสเดินหน้าต่อ ความแข็งแกร่งของเครือข่ายเห็นได้ชัดจากความสำเร็จล่าสุดของสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นศูนย์กลางการบินนานาชาติ หรือ Megahub ที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก และเป็นศูนย์กลางสายการบินราคาประหยัดอันดับ 1 ของโลก โดยมีแอร์เอเชียเป็นสายการบินหลักที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายที่แข็งแกร่งนี้”
และทิ้งท้ายว่า ขอให้มั่นใจได้ว่า “แอร์เอเชีย” ยังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการดำเนินธุรกิจให้มีความต่อเนื่อง และพร้อมให้บริการผู้โดยสารตามแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีกำไรในระยะยาว